← 返回新闻首页
泰国权威

ย้อนรอย 20 ปี พืชสวนโลกเชียงใหม่ สู่คำถาม "ความคุ้มค่า" พืชสวนโลกอุดรธานี

สังคมตั้งคำถามความคุ้มค่า 20 ปี มหกรรมพืชสวนโลกเชียงใหม่ งบลงทุน 2,400 ล้าน ปัจจุบันสิ่งปลูกสร้างเริ่มทรุดโทรม รัฐต้องอุดหนุนปีละกว่า 100 ล้าน ขณะที่รายได้วูบ ด้านนักวิชาการและผู้บริหารย้ำอย่ามองแค่ตัวเงิน แต่เป็นคลังปัญญาของประเทศ

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
回顾 20 年前的清迈皇家花卉拉差帕鲁克,再来探讨乌隆他尼皇家花卉拉差帕鲁克的“成本效益”问题。

วันนี้ (21 ต.ค.2569) ท่ามกลางกระแสการจับตามองและเตรียมความพร้อมในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน จ.อุดรธานี ทำให้สังคมเริ่มกลับมาทบทวนและตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการในอดีต

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน พื้นที่ 470 ไร่ภายในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เคยเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณแผ่นดินในการเนรมิตพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 2,400 ล้านบาท

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ภายใต้การบริหารจัดการและดูแลของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โดยปรับบทบาทสถาปนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางพฤกษศาสตร์ระดับประเทศ ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ เช่น หอคำหลวง อาคารเรือนกระจกจัดแสดงพันธุ์ไม้ และโซนสวนนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปยาวนาน 2 ทศวรรษ โครงสร้างพื้นฐานและอาคารจัดแสดงบางส่วนได้เกิดความทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการบูรณะและซ่อมบำรุงให้คงสภาพเดิม

นางอาณดา นิรันตรายกุล ผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยถึงโครงสร้างทางการเงินและงบประมาณว่า อุทยานแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้หลักใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงการพระราชดำริและโครงการหลวง ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมีรายได้หลักที่ได้รับการจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 100-140 ล้านบาท

เงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ บำรุงรักษาภูมิทัศน์ ปรับปรุงอาคารสถานที่ และเป็นค่าจ้างบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่จำนวน 290 คน ทั้งนี้ งบประมาณจากรัฐบาลดังกล่าวไม่ได้มีตัวเลขที่ตายตัว หากปีใดมีความจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมแซมโครงสร้างขนาดใหญ่ งบประมาณก็จะเพิ่มสูงขึ้น เช่น ในอดีตที่เคยต้องใช้เงินงบประมาณเฉพาะกิจสูงถึง 89 ล้านบาท เพื่อดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ตัวอาคารหอคำหลวง

ในส่วนของรายได้ภายในอุทยานที่สามารถจัดเก็บได้เองนั้น มาจากการจัดจำหน่ายบัตรเข้าชมของนักท่องเที่ยว ค่าเช่าพื้นที่จัดกิจกรรม และรายได้เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ รวมแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 40-50 ล้านบาท

โดยเมื่อตรวจสอบข้อมูลงบการเงินจากรายงานประจำปีของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เฉพาะในส่วนรายได้จากการจำหน่ายบัตรบำรุงอุทยานหลวงราชพฤกษ์ พบความผันผวนอย่างชัดเจน โดยในช่วงปี 2558-2563 อุทยานมีรายได้จากค่าบัตรอยู่ที่ประมาณ 20-44 ล้านบาท/ปี

แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2564-2565 รายได้ดังกล่าวลดฮวบลงเหลือเพียงปีละ 6-7 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับ 20 ล้านบาทในช่วงปี 2566-2567 และล่าสุดในรอบปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา อุทยานสามารถจัดเก็บรายได้จากค่าบัตรเข้าชมได้ที่ 17,800,000 บาท

จากตัวเลขส่วนต่างของรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ ทำให้นักลงทุนหรือสังคมบางส่วนประเมินว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งในประเด็นนี้ รศ.นิสิต พันธมิตร ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ทัศนะสอดคล้องกันว่า หากพิจารณาผลตอบแทนในแง่ของความคุ้มค่าด้านการลงทุนเชิงพาณิชย์หรือตัวเงินเพียงอย่างเดียว โครงการจัดงานและสร้างอุทยานนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มทุนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ทางอุทยานหลวงราชพฤกษ์และนักวิชาการต่างมีความเห็นร่วมกันว่า คำตอบของโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องผลกำไรที่เป็นตัวเลข แต่เป็นความคุ้มค่ามหาศาลทางด้านสังคม วัฒนธรรม และการให้การศึกษาแก่เยาวชน ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นคุณค่าทางปัญญาที่ไม่อาจประเมินมูลค่าเป็นเม็ดเงินได้

"จุลพันธ์" ถกนัดแรกบอร์ดประกันสังคมใหม่ ตั้งวิปร่วม 2 ฝ่ายปฏิรูปกองทุน

"ยศชนัน" ลั่นเพื่อไทยไม่หวั่นเกมการเมือง ปมกล้าธรรมจ่อซบภูมิใจไทย

รัฐบาล ประกาศจะทำพืชสวนโลกปี 2572 ให้ดีขึ้นและยกระดับนครราชสีมาเป็น Sandbox เกษตรมูลค่าสูง

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง

ศูนย์เรียนรู้พฤกษศาสตร์

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻