ญี่ปุ่นยังปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่日本继续在泰国投资,加快生产基地的升级改造,并积极采用新技术。
บีโอไอชี้ ไทยยังน่าลงทุน ครึ่งปี69 ญี่ปุ่นลงทุนไทย กว่า 123 โครงการ เงินลงทุนกว่า 3.2 หมื่นล้าน ยกกระดับเทคโนโลยี รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ตอกย้ำภาพไทย คือ "บ้านหลังที่สอง" ของนักลงทุนญี่ปุ่น เผยปี68 ญี่ปุ่นลงทุนไทยกว่า1.3แสนล้านบาท

วันนี้ ( 7 ก.ย.2569) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
โดยตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน ปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57 % จากปีก่อน
ขณะที่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นยังปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่
ทั้งนี้ ผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทญี่ปุ่น23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ 48% คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ สำหรับรูปแบบการลงทุน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม
โดยเฉพาะการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทดแทนเครื่องเดิม การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนจากค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นที่วางแผนลงทุนยาวถึงปี2573 มีมูล่ากว่า 50,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่นและและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต เช่นเดียวกับการลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่
ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ญี่ปุ่นขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่จะรองรับการเติบโตของดิจิทัลและ AI นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แล้ว บริษัทญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จ.ลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing โดยยกระดับไทยเป็น ฐานการผลิตหลักระดับโลก (Global Core Factory) สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จ.พระนครศรีอยุธยา
ในกลุ่มเกษตรและอาหาร ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านบาทผลิตเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ รวมถึง ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการต่อยอดฐานเกษตรและอาหารของไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
เลขาบีโอไอกล่าวอีกว่า ครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย (Regional Headquarters) ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ กว่า 40% มาจากประเทศญี่ปุ่น
ทั้งนี ญี่ปุ่นนับว่าเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก บีโอไอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย
ไทยยังเนื้อหอม ต่างชาติแห่ลงทุน 7 เดือน เงินทุนไหลเข้า กว่า 2.19 แสนล้าน
ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต
โลกเปลี่ยนเกมสู่ยุคAI ย้ำ “ไทย” ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
หอการค้าญี่ปุ่น (JCC
2026年9月7日,泰国投资促进委员会(BOI)秘书长纳鲁特·特奥萨提拉萨克先生透露,日本一直是泰国长期重要的投资伙伴,在泰国工业基础和供应链建设中发挥着举足轻重的作用,尤其是在汽车、电子电器和机械行业。目前,日本对泰投资正处于转型期,重点转向技术升级以提高效率和生产力,并开发高附加值产品以适应全球产业不断变化的趋势。
投资委员会(BOI)秘书长 Narut Teodsathirasak 先生。
日本投资的显著增长清晰地反映了这一点。2025年,日本投资者提交了302个项目的投资促进申请,投资额超过1137亿泰铢,比上年翻了一番还多,成为日本投资额最高的年份之一。汽车及零部件行业是日本投资者重点关注的行业,该行业申请的投资促进项目总额达283.1亿泰铢,比上年增长57%。
电子电器行业产值增长76%,达到193.78亿泰铢;农业和食品行业产值达到40.69亿泰铢,增长54%;物流和服务业产值达到14.68亿泰铢,较上年翻了一番以上。此外,我们开始看到对数字业务的多元化投资,以及航空航天及零部件行业的显著增长。这反映出现有产业的升级以及向技术驱动型高附加值业务的持续扩张。
日本继续在泰国投资,加快生产基地的升级改造,并积极采用新技术。
日本商会(JCC)于2026年上半年开展的一项调查,在504家企业的参与下发现,日本企业仍然优先考虑维护和升级其在泰国的业务基地。23%的日本企业计划在2026年增加在泰国的投资,而48%的企业预计将维持目前的投资水平。在投资策略方面,日本企业主要致力于提高现有生产设施的效率。
特别是,日本企业在更换旧机器、利用清洁能源、提高数字技术的应用以及开发采用更高技术的新产品方面的投资,体现了日本企业对提高其在泰国生产基地的效率和竞争力的持续重视。
这种信心在关键投资项目中得到了充分体现,尤其是在汽车行业。预计日本汽车制造商将在泰国投资超过500亿泰铢,并计划将投资延长至2030年,这表明泰国仍然是日本重要的生产基地,并且未来具有巨大的增长潜力。同样,汽车供应链的投资也正转向现代汽车技术的零部件。
电子产业是日本大幅增加投资的另一个领域,尤其是在高科技电子元件方面,以支持数字化和人工智能的发展。除了汽车和电子产业,日本企业还在许多其他高科技、高附加值产业进行投资。例如,美蓓亚三美(Minebea Mitsumi)的子公司NMB-Minebea Thai投资超过26亿泰铢,在华富里府开设了一家新工厂,为空客和波音生产高精度飞机零部件。这使泰国成为该集团航空业务的全球核心工厂。此外,该集团还在大城府设立了一个研发中心。
在农业和食品领域,已批准总额超过30亿泰铢的投资促进项目,用于生产植物基饮料(包括茶和咖啡)以及液态生物二氧化碳。该项目利用碳捕获与利用(CCU)技术,从农业原料发酵过程中捕获二氧化碳,供工业领域再利用。这体现了泰国农业和食品基础向高附加值产品转型,并实现了高效的资源利用。
泰国投资促进委员会秘书长进一步指出,2026年上半年,日本投资者继续提交投资促进申请,共计123个项目,总投资额达327.9亿泰铢。这进一步巩固了日本对泰国作为重要投资基地的持续选择。泰国投资促进委员会将继续支持现有生产基地的升级和提升,以及对新兴行业的投资,特别是高科技企业、未来产业供应链企业、研发以及在泰国设立区域总部。目前,在泰国投资促进委员会扶持的区域总部中,超过40%来自日本。
日本一直是泰国重要的长期投资伙伴,未来仍具有持续增长潜力。日本在泰国的投资并非一成不变,而是随着技术和全球经济的变化而不断调整和升级。泰国投资促进委员会(BOI)保证,泰国政府将全力支持现有企业的升级改造和新兴领域的投资,使日本企业能够将泰国作为拓展业务、技术和供应链、进军区域和全球市场的关键基地,并与泰国共同发展。
泰国仍然是极具吸引力的投资目的地,吸引着众多外国投资者。今年前七个月,流入泰国的资金超过2190亿泰铢。
日本对泰国依然充满信心;泰国投资促进局与日本贸易振兴机构和泰国商会合作,加快了生产基地的升级改造。
世界正在迈向人工智能时代,这凸显了泰国必须紧急重组经济以应对全球经济波动。
电子行业
日本商会(JCC)