← 返回新闻首页
泰国权威

น้ำท่วมตะวันออกซ้ำเติมประมง พื้นที่เลี้ยงปลา-กุ้งเสียหายกว่า 2 แสนไร่

วิกฤตน้ำท่วมและน้ำเสียถล่ม 3 จังหวัดภาคตะวันออก ทำพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายกว่า 2 แสนไร่ ประเมินมูลค่าความเสียหายทะลุหลักหมื่นถึงแสนล้านบาท เกษตรกรวอนภาครัฐเร่งตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อน ชี้เงินเยียวยา 31,200 บาทไม่พอรับมือความสูญเสียหลักล้าน

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
泰国东部的洪水加剧了渔业的困境,超过 20 万莱的鱼虾养殖区遭到破坏。

วันนี้ (23 ต.ค.2569) วิกฤตน้ำท่วมภาคตะวันออกปี 2569 กำลังสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้งใน จ.ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และนครนายก ไม่เพียงน้ำหลากทำให้กระชังพังและสัตว์น้ำหลุดหายหรือทยอยตาย แต่ยังเกิดปัญหาน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม จนเกษตรกรกังวลเรื่องสารเคมีปนเปื้อนและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ

ขณะที่ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฟาร์ม แต่ลุกลามไปถึงตลาดค้าส่ง โรงงานแปรรูป และเส้นทางขนส่งสินค้า กระทบห่วงโซ่ประมงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ปลาตายก่อนจับขาย เสียหายกว่า 6 แสนบาท

ที่ ต.ท่างาม อ.เมืองปราจีนบุรี ปลาทับทิมในกระชังกว่า 15 กระชัง รวมประมาณ 6,000 ตัว ลอยตายเกลื่อน เป็นความเสียหายของนายสมบูรณ์ พิทยานันท์ เจ้าของกระชังปลาทับทิม ซึ่งประเมินความเสียหายไว้กว่า 600,000 บาท ทั้งที่ปลาเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็จะถึงกำหนดจับขาย

นายสมบูรณ์ระบุว่าเลี้ยงปลามานาน 15 ปี แต่ไม่เคยพบเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสารปนเปื้อนในน้ำโดยเร่งด่วน เพื่อหาสาเหตุของปลาตายและประเมินความเสี่ยงต่อการเพาะเลี้ยง

ด้านนายสรพงษ์ บุญจันทร์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ฉะเชิงเทรา สะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบอาชีพประมงที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือทั้งด้านเงินทุนและการแก้ปัญหาระยะยาว โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. เกษตรกรได้รวมตัวเข้ายื่นหนังสือต่อจังหวัด พร้อมข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ ได้แก่ เร่งตรวจสอบสาเหตุที่น้ำเปลี่ยนสี ตรวจสอบกรณีสัตว์น้ำตาย และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

น้ำท่วมกระทบห่วงโซ่ประมง 3 จังหวัด

สถานการณ์ครั้งนี้กระทบพื้นที่สำคัญของระบบการผลิตและกระจายสินค้าประมงในภาคตะวันออก โดย จ.ปราจีนบุรี เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงและกระชังปลาสำคัญ ส่วน จ.ฉะเชิงเทราเป็นศูนย์กลางค้าส่งและแปรรูปขนาดใหญ่ เมื่อน้ำท่วมพื้นที่ประกอบการ การกระจายสินค้าจึงหยุดชะงัก

ขณะที่ จ.นครนายกเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเชื่อมโยงการส่งปลาเข้าสู่ตลาดไท เมื่อเส้นทางและพื้นที่ผลิตได้รับผลกระทบ ปัญหาจึงขยายไปถึงระบบขนส่งสินค้าและตลาดในพื้นที่ปริมณฑลด้วย

ข้อมูลความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า พื้นที่เพาะเลี้ยงที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 200,000 ไร่ โดย จ.ฉะเชิงเทรามีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 80,000 ไร่ ครอบคลุมการเลี้ยงกุ้งทะเล กุ้งก้ามกราม ปลากะพง และปลานิล

จ.ปราจีนบุรีได้รับผลกระทบประมาณ 46,000 ไร่ ทั้งกระชังปลาทับทิม ปลากดคัง และบ่อกุ้ง โดยมีรายงานปลากระชังตายเพิ่มในช่วงน้ำลด ส่วน จ.นครนายก มีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 42,000 ไร่ ครอบคลุมการเลี้ยงปลานิล ปลาจีน ปลาดุก และปลายี่สก

ความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาให้พร้อมจับขายได้ดีที่สุดในรอบปี แต่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางแห่งเสียหายเกือบทั้งหมด ทำให้เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตที่ลงทุนไปแล้วและรายได้ที่ควรได้รับจากการขายสัตว์น้ำ

กระทบเศรษฐกิจตั้งแต่ฟาร์มถึงการส่งออก

ภาคการเลี้ยงสัตว์น้ำใน 3 จังหวัดมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ข้อมูลที่ระบุในต้นฉบับประเมินมูลค่าผลผลิตและสัตว์น้ำในปี 2568 เฉลี่ยรวมประมาณ 182,163 ล้านบาท/ปี ขณะที่มูลค่าการค้าและส่งออกสินค้าประมงในปี 2567 อยู่ที่ 375,572.58 ล้านบาท โดยมีสินค้าสำคัญ เช่น ทูน่ากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมว และกุ้ง นอกจากนี้ องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นยังมีสมาชิกกว่า 121,713 ราย และสร้างรายได้ในระดับฐานรากประมาณ 464.57 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้ มีการประเมินเบื้องต้นตั้งแต่ระดับหมื่นล้านบาทไปจนถึงหลักแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินความเสียหายภาพรวม ไม่ใช่ยอดความเสียหายที่ยืนยันแล้ว

ขณะที่เกษตรกรสะท้อนว่าเงินเยียวยาราว 30,000-31,200 บาท ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเสียหายจริงที่บางรายมีมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้านบาท และยังไม่ครอบคลุมต้นทุนที่ต้องใช้เพื่อเริ่มต้นอาชีพใหม่

เสนอทางรอดทั้งเงินทุน น้ำ และตลาด

ข้อเสนอเพื่อช่วยให้ผู้เลี้ยงปลาและกุ้งกลับมาประกอบอาชีพได้ แบ่งเป็นหลายด้าน ด้านการเงิน เกษตรกรต้องการให้เข้าถึงสินเชื่อหรือกองทุนหมุนเวียน รวมถึงเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับซื้ออาหารปลา จ่ายค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องสูบน้ำและปั๊มเติมอากาศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายคู่ค้า ร้านจำหน่ายสารเคมีและอาหารสัตว์ที่สามารถให้เครดิตระยะยาวในช่วงที่เกษตรกรขาดสภาพคล่อง

ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ มีข้อเสนอให้บริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรีอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้ฟาร์มมีบ่อพักน้ำหรือบ่อบำบัด เพื่อสำรองน้ำสะอาดไว้ใช้ในช่วงน้ำเค็มหนุนหรือเกิดวิกฤตน้ำเสีย

ส่วนด้านการตลาด ควรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับล้งและโรงงานแปรรูป พร้อมกระจายช่องทางจำหน่าย ทั้งการขายสด การแปรรูป และการส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

อีกประเด็นเร่งด่วนคือการตรวจสอบคุณภาพน้ำใน จ.ปราจีนบุรี เพื่อหาสาเหตุที่น้ำเปลี่ยนเป็นสีดำและตรวจหาสารปนเปื้อน ตลอดจนตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกรณีสัตว์น้ำตาย ข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต่อการประเมินความปลอดภัยและวางแนวทางฟื้นฟูพื้นที่เพาะเลี้ยง โดยไม่ปล่อยให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงและความเสียหายเพียงลำพัง

เกษตรกรจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการอัดฉีดเงินทุนรอบใหม่ การลดหรือพักภาระหนี้เดิม และการแก้ปัญหาน้ำเสียควบคู่กัน เพราะหากต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยเงินเยียวยาเพียงประมาณ 30,000 บาท ทั้งที่ความเสียหายอาจสูงถึงหลักล้าน เกษตรกรจำนวนหนึ่งอาจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับกลับมาเลี้ยงปลาและกุ้งได้อีก

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความเสียหายของฟาร์มรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นโจทย์เร่งด่วนของทั้งระบบประมงและเศรษฐกิจชุมชนในภาคตะวันออก

ปภ.เผยน้ำท่วม 16 จังหวัด-กทม. กระทบ 3.75 แสนครัวเรือน เสียชีวิต 64 คน

"ทิเบต" แผ่นดินไหว 7.0 ตายอย่างน้อย 16 คน บ้านถล่มมากกว่า 300 หลัง

เตือนนักท่องเที่ยว! ไต้ฝุ่น "จำปี" ถล่มโอกินาวะ-ไต้หวัน สั่งปิดโรงเรียน-หยุดงาน

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻