วิถี "แบ่งปัน" กับ ลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ การต่อสู้เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปกาเกอะญอ“共享”方式和种子版权:克伦族社区为粮食安全而战。
อนุสัญญา UPOV 1991 ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ กำลังสร้างความกังวลแก่กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ เพราะ"เมล็ดพันธุ์" เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต และ ความมั่นคงทางอาหาร

การเก็บเมล็ดพันธุ์ผักและพืชไร่ไว้เหนือเตาไฟ เพื่อเป็นการรมควันป้องกันแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมี เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาการรักษาเมล็ดพันธุ์พืชผักของชาวปกาเกอะญอ ในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนข้าวเปลือกในยุ้งฉาง ถูกแบ่งเป็นข้าวที่เก็บไว้กิน และเมล็ดข้าวสำหรับใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพาะปลูก ที่ต้องปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์แบบปีต่อปี
ลิวรรณ์ พุทธรักสกุล ชาวบ้านห้วยยาว ตำบลแม่วิน
ลิวรรณ์ พุทธรักสกุล ชาวบ้านห้วยยาว ตำบลแม่วิน เล่าว่า บ้านห้วยยาวก่อตั้งเป็นชุมชนมากว่า 100 ปีแล้ว โดยตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายได้ให้ความสำคัญในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมสำหรับเพาะปลูก เป็นอาหาร และส่งต่อให้ลูกหลาน
ในอดีตเมล็ดพันธุ์ไม่สามารถหาซื้อได้ ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน หากไม่มีเก็บไว้ ลูกหลานจะไม่มีกิน ประเภทพืชพันธุ์หลักในชุมชน ได้แก่ ข้าว ถั่วประเภทต่างๆ ข้าวโพด เผือก มัน และผลไม้หลากหลายชนิด
หน่อแอ่ริ ทุ่งเมืองทอง นายกสมาคมผู้หญิงชนเผ่าเพื่อการพัฒนา
หน่อแอ่ริ ทุ่งเมืองทอง นายกสมาคมผู้หญิงชนเผ่าเพื่อการพัฒนา เล่าว่า เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านเก็บไว้จะถูกนำออกมาแบ่งปันกันในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ อาทิ เมล็ดพันธุ์ฟักเขียว ฟักทอง แตงกวา โดยแต่ละชนิดยังมีสายพันธุ์ย่อยที่ให้ลักษณะผลและรสชาติที่แตกต่างกัน
วิถี "แบ่งปัน" กับ ลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ การต่อสู้เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปกาเกอะญอ
ในอดีตชาวปกาเกอะญอเก็บเมล็ดพันธุ์เอง 100% สำหรับใช้ปลูกในไร่หมุนเวียน เพื่อเป็นฐานในการผลิตอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหาร แม้ปัจจุบันจะมีการนำพืชเศรษฐกิจจากภายนอกเข้ามาปลูกบ้าง เช่น เสาวรสและอโวคาโด แต่ยังคงมุ่งเน้นและรักษาเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมไว้เช่นเดิม และเมื่อมีผลผลิตจำนวนมาก ชาวบ้านก็จะนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การทำ "น้ำนัว" สำหรับทดแทนน้ำปรุงรสหรือซอส จากวัตถุดิบและผลผลิตหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง แตงกวา มะแขว่น กล้วย เกลือ น้ำตาล และสมุนไพรจากผืนป่า ชาวบ้านจึงไม่จำเป็นต้องซื้อซอสหรือซีอิ๊ว
หน่อแอ่ริบอกอีกว่า ไร่หมุนเวียนถือเป็นแหล่งสร้างความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญของชุมชนปกาเกอะญอ ในอดีตชาวบ้านจะมีเมล็ดพันธุ์หลากหลายถึง 80-90 ชนิด แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 50-60 ชนิด เนื่องจากผลกระทบจากนโยบายรัฐและการจำกัดพื้นที่ทำกิน ทำให้ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ลดลง
การทำไร่หมุนเวียนก็มีข้อจำกัดมากๆ มีนโยบายหลายอย่างที่พยายามจะให้คนชนเผ่าอพยพออกไปจากพื้นที่ หรือ นโยบายห้ามเผา ก็กระทบต่อการทำไร่หมุนเวียน ทำให้เมล็ดพันธุ์ลดน้อยลง เพราะว่าพื้นที่เพาะปลูกเราต้องพึ่งพาไฟ เพื่อให้ขี้เถ้าช่วยให้เมล็ดพันธุ์งอกงามทดแทนปุ๋ย เมล็ดพันธุ์จึงหายและน้อยลง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ชาวบ้านเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สิน ลูกหลานต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมือง
วิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ทำให้ชาวปกาเกอะญอต่างกังวลต่อกรณีที่สหภาพยุโรปผลักดันให้ไทยปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 เพื่อปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์พืช
หน่อแอ่ริยืนยันว่า นโยบายนี้จะส่งผลกระทบกับชุมชน "เมล็ดพันธุ์" ไม่ควรถูกผูกขาดสิทธิ์โดยบริษัทเอกชน แม้จะมีการอธิบายว่าพันธุ์พืชทั่วไปที่มีอยู่เดิมจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่หน่อแอ่ริ ยังไม่เชื่อมั่น เพราะที่ผ่านมามีการนำเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมของปกาเกอะญอไปปรับปรุงพันธุ์เล็กน้อย แล้วจดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทเอกชน แต่ชุมชนปกาเกอะญอยังคงต้องรักษาและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมไว้ เพราะไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์อื่นมาทดแทนได้ และการรักษาเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ช่วยให้ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร รอดพ้นจากวิกฤตต่างๆ เช่น ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งชุมชนที่พึ่งพาเมล็ดพันธุ์ในไร่สามารถอยู่รอดได้ดีกว่า
เมล็ดพันธุ์ข้าวของเราหลายชนิดมีคนเอาไปจดทะเบียน เช่น พันธุ์ข้าวหอมดอย จากเมื่อก่อนเป็นของเรา แต่กลับกลายเป็นพันธุ์ข้าวที่บริษัทจดไป ถ้าบริษัทนำเมล็ดพันธุ์มาขายให้เรา คงไม่ไหว เพราะมีราคาแพงมากๆ ก็เลยทำให้ชาวบ้านกังวลมากๆ เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ที่เรามีอยู่ คือ เมล็ดพันธุ์ที่เราแบ่งปันกันได้โดยไม่ผูกขาด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ร่วม
ในความเป็นชนเผ่า คำว่า 'จดทะเบียน' ไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตของเรา แต่คือคำว่า 'แบ่งปัน' 'อนุรักษ์' และ 'ส่งต่อ' ต่างหากที่เป็นวิถีของเรา เพราะการจดทะเบียนทำให้ผู้ที่ไปจดทะเบียนกลายเป็นเจ้าของ แต่ในการ 'อนุรักษ์และส่งต่อ' จะสร้างความสุขมากกว่า
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
在清迈府湄旺县湄温街道,克伦族人采用一种传统的种子保存方法:将蔬菜和农作物种子置于火上熏蒸,以达到不使用化学药剂防虫害的目的。同时,粮仓中的稻米被分成两份:一份用于食用,另一份留作播种,以便年复一年地种植和收获。
Liwan Phuttharaksakul,美温街道怀瑶村居民。
来自湄温镇怀瑶村的居民李婉·普塔拉克萨库尔回忆说,怀瑶村已经是一个拥有100多年历史的村落。从她祖父母那一代开始,他们就一直重视保存传统的耕种、粮食种子,并将它们传承给子孙后代。
过去,种子无法购买,只能自己保存下来留给子孙后代。如果种子没有保存下来,他们的后代就会无粮可食。当地的主要农作物包括水稻、各种豆类、玉米、芋头、红薯和各种水果。
Nor-ae Ri Thungmuangthong,土著妇女发展协会主席。
土著妇女发展协会主席瑙爱丽·通蒙通解释说,村民们保存的种子会在12月和1月期间分享,以增加种子多样性。这些种子包括冬瓜、南瓜和黄瓜的种子,每种作物都有不同的亚种,这些亚种结出的果实特性和风味各不相同。
“共享”方式和种子版权:克伦族社区为粮食安全而战。
过去,克伦族人坚持轮作,100%保留自己的种子,以此奠定粮食生产的基础,保障粮食安全。尽管现在也种植一些进口的经济作物,如百香果和牛油果,但他们仍然专注于保护原有的种子品种。当农产品丰收时,村民们会进行加工增值,例如制作“南努阿”(一种发酵酱料)来代替普通酱料。这种酱料由多种原料制成,包括大豆、花生、黄瓜、花椒、香蕉、盐、糖和森林草药,从而无需购买酱料或酱油。
瑙·艾瑞进一步解释说,轮作农业是克伦族社区粮食安全的重要保障。过去,村民们拥有80-90种不同的种子,但由于政府政策和对耕地面积的限制,种子多样性降低,现在种子种类已减少到50-60种左右。
轮耕存在诸多局限性。一些政策试图迫使部落居民迁离原居住地,而禁止焚烧的政策也对轮耕造成了影响,导致种子供应减少。这是因为耕地依赖火耕,灰烬可以代替肥料帮助种子发芽。种子供应的减少和枯竭会增加生产成本,使村民面临负债风险,并迫使他们的孩子外出务工。
克伦族人的生活方式依赖于种子,他们对欧盟推动泰国修改 1999 年的《植物品种保护法》以符合《国际植物新品种保护公约》(UPOV 1991)以保护植物育种者的知识产权感到担忧。
诺拉埃里坚称这项政策将对社区造成影响。“种子”不应被私人公司垄断。尽管有人解释说,现有的常见植物品种不会受到影响,但诺拉埃里仍然不相信。过去,一些私人公司对克伦族的原生种子品种进行了一些改良,并注册了版权,但克伦族社区仍然需要保护这些原生种子,因为它们无法被其他种子替代。保护这些种子能够保障家庭的粮食安全,并帮助他们度过诸如新冠疫情之类的危机——在疫情期间,那些依靠自身种子生存的社区表现得更好。
我们许多水稻品种的种子已被他人注册,例如Hom Doi水稻品种。以前,这个品种属于我们,但现在注册在一家公司名下。如果这家公司把种子卖给我们,价格会非常高,我们无法持续经营。这引起了村民们的极大担忧,因为我们拥有的种子是可以自由分享的,没有垄断,没有人拥有它们,而是共享的。
在我们部落的生活方式中,“登记”一词并不属于我们的生活方式。相反,“分享”、“保护”和“传承”才是我们的价值观。登记使登记者成为所有者,但“保护和传承”才能带来更大的幸福。
报道人:泰国公共电视台北部新闻中心高级记者 Payungsak Srivichai。