สำรวจ “เวียงหนองหล่ม” หลังขุดลอก หวั่นไมยราบยักษ์รุกป่าอั้น-ปลาลด แนะปล่อยธรรมชาติฟื้นตัวเอง疏浚后对“Wiang Nong Lom”进行调查;对巨型含羞草侵占森林和鱼类数量下降表示担忧;建议让自然自行恢复。
สำรวจ “เวียงหนองหล่ม” จ.เชียงราย หลังกรมชลประทานขุดบ่อกักเก็บน้ำและเริ่มกักน้ำเป็นปีแรก พบไมยราบยักษ์แพร่กระจายบริเวณกองดินรอบบ่อและเริ่มปกคลุมพื้นที่อนุรักษ์ต้นอั้น ซึ่งเป็นพืชหายากและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ

ทีมข่าวไทยพีบีเอสลงพื้นที่สำรวจ “เวียงหนองหล่ม” จ.เชียงราย หลังจากการขุดบ่อของกรมชลประทาน ซึ่งปีนี้กักเก็บน้ำเป็นปีแรก ล่าสุดพบต้นไมยราบยักษ์แพร่กระจายบริเวณกองดินรอบบ่อ ด้านนักวิชาการเสนอให้ธรรมชาติฟื้นตัวเอง พร้อมเร่งกำจัดไมยราบยักษ์
มุมสูงบ่อขุดกักเก็บน้ำเวียงหนองหล่ม กรมชลประทานกัก้ก็บน้ำปีแรก
ภาพมุมสูงบริเวณเวียงหนองหล่ม รอยต่อ อ.แม่จัน กับ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ปัจจุบันมีสภาพเป็น “อ่างหรือบึงเก็บน้ำ” อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อรองรับน้ำฤดูฝนแรกปีนี้ ต่างจากหลายปีก่อน พื้นที่บึงน้ำที่เห็นในอดีต คือพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ เวียงหนองหล่มที่เคยเขียวขจีด้วยพืชน้ำและความหลากหลายทางระบบนิเวศ รวมถึงวิถีชีวิตของคน
“ต้นอั้น” ถือเป็นพืชหายาก อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเวียงหนองหล่ม พบมากทั่วเวียงหนองหล่ม โดยเฉพาะบริเวณ “เสาใจเวียง” คือ 1 ใน 3 แหล่งพื้นที่อนุรักษ์ที่ถูกกันออกจากการขุดลอกของกรมชลประทาน ซึ่งยังพอให้นึกถึงสภาพของบึงพื้นที่ชุ่มน้ำในอดีต
เมื่อสำรวจสภาพบึงและต้นอั้นในปัจจุบัน พบว่าไม่มีน้ำไหลเข้า-ออก ขณะที่ไมยราบยักษ์เริ่มแพร่กระจายทดแทนต้นอั้นและพืชเฉพาะถิ่น
ต้นอั้นบริเวณโซนอนุรักษ์ เริ่มถูกปกคลุมจากไมยราบยักษ์ หลังการขุดบ่อ ปัจจุบันไม่มีน้ำไหลเข้าออกตามฤดู
ดร.อภิชาติ ส่องแสงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์ สวนพฤกษศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การขุดดินขึ้นมาถมพื้นที่รอบ ๆ เวียงหนองหล่ม ได้นำพาเมล็ดไมยราบยักษ์เข้ามาด้วย ปัจจุบันพื้นที่โดยรอบป่าอั้น โดยเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์เสาใจเวียง เริ่มถูกปกคลุมด้วยไมยราบยักษ์ และมีแนวโน้มแพร่กระจายมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นอั้น พืชหายากที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศบริเวณเวียงหนองหล่ม
ต้นอั้นมีวงจรชีวิตสัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำตามฤดูกาล โดยจะทิ้งใบในช่วงฤดูฝน เริ่มแตกใบช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. และออกดอกช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. ส่วนเมล็ดจะเริ่มพัฒนาในช่วงเดือน เม.ย. ก่อนร่วงลงในช่วงฤดูฝน เมื่อระดับน้ำลดลง เมล็ดจะสัมผัสผิวดินและมีโอกาสงอกเป็นต้นอ่อน
หลังจากการขุดดินและถมพื้นที่จนเกิดแนวคันดิน ทำให้การไหลเวียนของน้ำเปลี่ยนแปลงไป และเกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของต้นอั้น ทั้งการผลิใบ การออกดอก และการงอกของเมล็ด
ปัจจุบันพื้นที่ป่าอั้นมีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี ทำให้เมล็ดไม่มีโอกาสงอกตามวงจรธรรมชาติ สังเกตได้ว่าต้นอั้นที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นต้นขนาดใหญ่ ขณะที่ต้นเล็กมีโอกาสเติบโตน้อยลง อนาคตเมื่อต้นเหล่านี้ตาย จะถูกแทนที่ด้วยไมยราบยักษ์และพืชอื่น ๆ
ดร.อภิชาติ ส่องแสงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์ สวนพฤกษศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง
ดร.อภิชาติกล่าวว่า ต้นอั้นมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ โดยรากบริเวณโคนต้นมีลักษณะคล้ายรากต้นโกงกาง จึงเรียกว่า “โกงกางน้ำจืด” และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นแหล่งวางไข่ของปลา
นอกจากนี้ เวียงหนองหล่มยังมีพืชเฉพาะถิ่นสำคัญ ได้แก่ “เอื้องพร้าว” และ “ยี่โถปีนัง” ซึ่งเป็นกล้วยไม้ดินที่เคยพบมากบริเวณหนองน้ำร้อนกลางเวียงหนองหล่ม โดยมักขึ้นบนก้อนพืชที่ตายแล้วหรือแพหญ้า ซึ่งเรียกว่า “ก้อนขี้ปึ๋ง” แต่เมื่อแหล่งอาศัยถูกขุดทำลาย ปัจจุบันจึงไม่พบกล้วยไม้ดินทั้งสองชนิดในเวียงหนองหล่มแล้ว
มุมสูงต้นอั้น บริเวณป่าโซนอนุรักษ์ ไม่มีน้ำไหลเข้า-ออก เสี่ยงกระทบต้นอั้นระยะยาว
สำหรับแนวทางอนุรักษ์ ดร.อภิชาติเสนอให้ชะลอโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเพิ่มเติม โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ในบริเวณที่มีการขุดดินขึ้นมาถม หรือหากนำพืชต่างถิ่นเข้ามาปลูก อาจทำให้ระบบนิเวศดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น
สิ่งที่ควรทำคือฟื้นฟูให้ระดับน้ำมีการขึ้นลงเหมือนในอดีต ช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำจากแม่น้ำกกไหลเข้ามาได้ และในฤดูแล้งน้ำสามารถไหลลงสู่แม่น้ำลัวและแม่น้ำกกได้ เพื่อให้พืชงอกขึ้นมาใหม่ และปลาอพยพมาวางไข่และเจริญเติบโตได้
อ่านเพิ่มเติม: เปิดเอกสารขุดลอก “เวียงหนองหล่ม” จ.เชียงราย ถอดบทเรียนการพัฒนา “ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ” https://www.thaipbs.or.th/news/content/503743
นายวิทยา มะสะ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การขุดลอกพื้นที่เวียงหนองหล่มทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่อาศัยของปลา แหล่งพ่อแม่พันธุ์ และแหล่งวางไข่ ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและปริมาณสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชุมชน
นอกจากนี้ บ่อที่ขุดขึ้นหลายแห่งมีความลึกมาก ทำให้แหล่งอาหารและพืชน้ำลดลงหรือสูญหายไป ปลาบางส่วนต้องอพยพไปยังพื้นที่อื่น ขณะที่ปลาบางชนิดอาจหายไปจากระบบนิเวศเดิม
จากการลงพื้นที่สอบถามชาวบ้าน พบว่าปริมาณปลาลดลงไปมากหลังการขุดบ่อ ปลาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาซิวและปลาสลิด ส่วนปลาขนาดใหญ่หาได้ยากขึ้น เนื่องจากน้ำลึก
นายวิทยากล่าวถึงแนวทางฟื้นฟูว่า ควรกำหนดเขตพื้นที่บางส่วนที่ไม่ให้มีการขุดลอกในลักษณะเดิม และรักษาระดับความลึกให้เหมาะสม เพื่อจัดเป็นแหล่งสงวนและแหล่งหลบซ่อนของปลา หรือที่เรียกว่า “วังปลา” หรือ “คุ้มปลา” ซึ่งจะช่วยเป็นแหล่งอาศัย วางไข่ และขยายพันธุ์ของปลา
นอกจากนี้ อาจต้องนำปลาพื้นถิ่นเดิมกลับมาปล่อย โดยเลือกชนิดปลาให้เหมาะสมกับระบบนิเวศ และเน้นปล่อยปลากินพืชมากกว่าปลากินเนื้อ ทั้งนี้ เวียงหนองหล่มมีพันธุ์ปลาสำคัญ เช่น ปลาตะเพียน และปลาเพียหรือปลากาดำ
ประมงจังหวัดเชียงราย และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ลงพื้นที่สังเกตผลกระทบพันธุ์พืช ปลา และระบบนิเวศหลังการขุดลอก
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างพันธุ์พืช พืชน้ำ และพันธุ์ปลา จากการสำรวจเมื่อปี 2553 พบพันธุ์ปลามากกว่า 50 ชนิด สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งอาศัยของนกท้องถิ่นและนกอพยพ รวมถึงมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวบ้าน
การขุดลอกที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำเปลี่ยนสภาพ บางส่วนมีความลึกเพิ่มขึ้นและมีคันดินกั้น ส่งผลให้การไหลเวียนของน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติเหมือนเดิม จึงควรรักษาพื้นที่ที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงไว้ ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรพิจารณาแนวทางฟื้นฟู โดยเฉพาะการทำให้ทางน้ำเชื่อมต่อถึงกัน
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการกำจัดไมยราบยักษ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและลดผลกระทบต่อพืชที่ยังหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ ควรพิจารณาปรับความลึกและความลาดชันของบ่อบางแห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้พืชและสัตว์ฟื้นตัว
นายสมเกียรติยังกล่าวว่า ปัจจุบันดินที่ขุดขึ้นมากองล้อมรอบบ่อเปรียบเสมือนปราการกั้นน้ำที่ไหลเข้ามาเติมในเวียงหนองหล่ม เมื่อทางน้ำถูกปิดกั้น โดยเฉพาะบริเวณป่าอั้นในเขตอนุรักษ์ ต้นอั้นก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับพืชและสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ
ดินที่ขุดถูกนำมากองรอบบ่อ นอกจากการพังทลาย ยังเป็นแหล่งขยายพันธุ์ไมยราบยักษ์อย่างรวดเร็วรอบเวียงหนองหล่ม
อ่านเพิ่มเติม: ขุดลอก “เวียงหนองหล่ม” หวังได้แค่น้ำ-ปิดโครงการผลกระทบถ้วนหน้า “คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม” https://www.thaipbs.or.th/news/content/503631
ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำได้เปิดเวทีระดมความเห็นแนวทางฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมความเห็นให้กับคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นแนวทางการฟื้นฟูเวียงหนองหล่มในระยะต่อไป
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
泰国公共电视台(Thai PBS)新闻团队前往清莱府的“Wiang Nong Lom”进行调查。此前,泰国皇家灌溉厅挖了一个池塘,今年首次蓄水。近日,他们发现池塘周围的土堆上长满了巨型含羞草。学者们认为,大自然会自行恢复,并敦促有关部门尽快清除这些巨型含羞草。
威昂农隆水库的鸟瞰图,该水库是由皇家灌溉部门建造的挖掘式水库,图中显示了第一年的蓄水情况。
从空中俯瞰清莱府湄占县和清盛县交界处的威农隆,可以看到它已完全建成水库,蓄水区即将迎来今年的第一场雨。这与往年截然不同,往年这里还是一片广袤的湿地,曾经水生植物繁茂,生态系统丰富多样,当地居民也曾在这里生活。
“Ton Aun”树被视为珍稀植物,堪称维昂农隆的象征。它遍布维昂农隆各地,尤其是在“Sao Jai Wiang”附近。“Sao Jai Wiang”是皇家灌溉部划定的三个保护区之一,旨在防止疏浚作业破坏这片区域。这片区域至今仍保留着昔日湿地的痕迹。
目前对沼泽及其周围植被的调查显示,没有水流入或流出,而巨型含羞草开始蔓延,取代了本地含羞草和其他特有植物。
池塘挖好后,保护区内的杂草开始被巨型含羞草覆盖。目前,池塘没有季节性的水流注入或流出。
来自湄发銮大学植物园的科学家阿彼察·宋桑占博士指出,在维昂农隆地区挖掘土壤填埋时,带出了巨型含羞草的种子。目前,安树周围的区域,特别是绍杰维昂保护区,已被巨型含羞草覆盖,而且这种侵染很可能进一步蔓延。这可能会对安树造成影响,安树是维昂农隆地区生态系统中一种重要的珍稀植物。
流域树的生命周期与季节性水位涨落密切相关。雨季期间落叶,11月至12月开始萌发新叶,次年2月至3月开花。种子在4月开始发育,并在雨季期间落下。当水位下降时,种子接触到土壤,便有机会发芽长成幼苗。
挖掘和填土筑堤后,水流方向发生改变,导致洪水持续时间延长。这目前正影响榕树的生命周期,包括发芽、开花和种子萌发。
目前,这片林地常年被水淹没,种子无法自然发芽。值得注意的是,现存的含羞草植株大多较大,而较小的植株则几乎没有生长的可能。未来,当这些植株死亡后,它们将被巨型含羞草和其他植物所取代。
Apichat Songsaengchan 博士,皇太后大学植物园科学家。
阿皮查特博士指出,淡水红树对生态系统至关重要,因为它的根系底部与红树(Rhizophora mucronata)的根系相似,因此被称为“淡水红树”。它也是水生动物的栖息地和鱼类的产卵地。
此外,威农隆还拥有重要的特有植物物种,包括金毛石斛(Dendrobium chrysotricha)和槟榔石斛(Dendrobium pinangense)。这两种地生兰曾广泛分布于威农隆中心的温泉区,通常生长在枯死的植物残骸或草筏上,这种草筏被称为“kon khi pung”。然而,由于栖息地破坏,如今这两种地生兰在威农隆已难觅踪迹。
从空中俯瞰保护区内的榕树,可以看到没有水流入或流出,这对这棵树构成了长期风险。
关于保护措施,阿皮查特博士建议推迟可能进一步影响生态系统的项目,特别是那些在土壤被挖掘用于填埋的区域种植树木,或者引入可能显著改变原有生态系统的外来植物。
我们需要做的是恢复水位原有的涨落规律。雨季时,郭溪的水可以流入;旱季时,水可以流入卢阿溪和郭溪,这样植物才能重新生长,鱼类才能洄游产卵和生长。
阅读更多:文件揭示了清莱府“威农隆”水库的疏浚工程,该工程吸取了“了解湿地生态系统”发展的经验教训。https://www.thaipbs.or.th/news/content/503743
清莱府渔业办公室的渔业专家维塔亚·马萨先生指出,威昂农隆地区的疏浚作业改变了当地的生态系统,特别是鱼类栖息地、亲鱼养殖场和产卵地。这影响了生物多样性和水生动物的数量,而水生动物是当地社区重要的食物来源。
此外,许多人工池塘非常深,导致食物来源和水生植物减少甚至消失。一些鱼类不得不迁徙到其他区域,而一些物种则可能从其原有的生态系统中消失。
实地调查和对当地居民的访谈显示,池塘开挖后鱼类数量显著减少。捕获的鱼类大多体型较小,例如鲦鱼和黑鱼,而由于水深增加,体型较大的鱼类越来越难找到。
维蒂亚先生解释了修复方案,指出应将某些区域划为保护区,停止以同样的方式进行疏浚,并保持适当的水深。这将创建一个鱼类保护区和藏身之处,称为“鱼类保护区”或“鱼类围栏”,有助于为鱼类提供栖息地、产卵场和繁殖地。
此外,可能还需要重新引入本地鱼类,选择适合当地生态系统的鱼类,并优先放生草食性鱼类而非肉食性鱼类。威昂农隆拥有暹罗鲤鱼和黑鲤鱼等重要鱼类。
清莱府渔业办公室和河流保护协会对疏浚后植物物种、鱼类和生态系统受到的影响进行了调查。
“生命之河协会”主席颂吉·库安钦萨先生表示,威昂农隆是一个植物、水生生物和鱼类相互交织的生态系统。2010年的一项调查发现,该地区鱼类超过50种,反映了其丰富的生物多样性。此外,这里也是本地鸟类和候鸟的栖息地,并与当地村民的生活方式息息相关。
过去的疏浚作业改变了湿地,增加了湿地深度并修建了堤坝。这会扰乱自然水流,因此最好保护未受破坏的区域。对于受影响的区域,应考虑采取修复策略,特别是重新连接水道。
最紧迫的措施是根除巨型含羞草,以防止其扩散并最大限度地减少其对剩余植被的影响。此外,还应考虑调整部分池塘的深度和坡度,以使动植物得以恢复。
颂吉先生还指出,目前挖出并堆放在池塘周围的泥土形成了一道屏障,阻止了水流入维昂农隆。当水道被阻断时,尤其是在受保护的森林区域,安树以及其他水生动植物都无法自然生长。
挖出的泥土堆积在池塘周围。除了造成水土流失外,还使威昂农隆附近的巨型含羞草迅速繁殖。
阅读更多:疏浚“Wiang Nong Lom”项目仅旨在获取水源——因对“人、动物和环境”造成广泛影响而终止 https://www.thaipbs.or.th/news/content/503631
近日,水利部于9月17日举行了第一次公众咨询论坛,收集有关维昂农隆水库修复的意见,以便为清莱府水利部小组委员会制定维昂农隆水库未来的修复计划提供指导。
报道人:Kowit Boontham,泰国公共电视台记者,北部地区新闻中心。
生物多样性