← 返回新闻首页
泰国主流

Toyota เล็งใช้ไฮโดรเจนขับเคลื่อนรถบรรทุก รับมือความเสี่ยงน้ำมันและอุปทานโลก

Toyota พิจารณานำไฮโดรเจนมาใช้เป็นพลังงานสำหรับรถบรรทุกขนส่งชิ้นส่วน พร้อมศึกษาการขยายผลสู่โรงงานและเครือข่ายโลจิสติกส์ของซัพพลายเออร์

ThairathThairath查看原文 ↗
丰田正在考虑使用氢能为其卡车提供动力,以降低与全球石油和供应链相关的风险。

Toyota พิจารณานำไฮโดรเจนมาใช้เป็นพลังงานสำหรับรถบรรทุกขนส่งชิ้นส่วน พร้อมศึกษาการขยายผลสู่โรงงานและเครือข่ายโลจิสติกส์ของซัพพลายเออร์ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและอุปทานพลังงาน ดันบทบาทไฮโดรเจนจากพลังงานลดคาร์บอนสู่กลไกเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 69 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า Toyota Motor กำลังพิจารณานำไฮโดรเจนมาใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับรถบรรทุกที่ทำหน้าที่ขนส่งชิ้นส่วนรถยนต์ ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน หลังความขัดแย้งกับอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก

โคจิ ซาโตะ ผู้บริหาร Toyota เปิดเผยว่า ในระยะยาวบริษัทอาจขยายการใช้ไฮโดรเจนไปเป็นแหล่งพลังงานภายในโรงงาน ตลอดจนนำไปใช้ในเครือข่ายโลจิสติกส์ของซัพพลายเออร์ ซึ่งจะทำให้บทบาทของไฮโดรเจนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์เท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงระบบการผลิตและขนส่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งห่วงโซ่

จากพลังงานลดคาร์บอน สู่เครื่องมือรับมือวิกฤติพลังงาน

ที่ผ่านมา ไฮโดรเจนได้รับการคาดหวังให้เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนโลกไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน อย่างไรก็ตาม การนำมาใช้อย่างแพร่หลายยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูง ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนรูปพลังงาน ตลอดจนความยุ่งยากในการจัดเก็บและขนส่ง

ขณะเดียวกัน รถยนต์นั่งที่ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน หรือ FCEV ยังมียอดจำหน่ายในญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาครัฐและภาคธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการนำไฮโดรเจนไปใช้ในภาคส่วนที่มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจมากกว่า โดยเฉพาะรถยนต์เชิงพาณิชย์และรถบรรทุก ซึ่งมีเส้นทางวิ่งและจุดเติมเชื้อเพลิงที่สามารถวางแผนได้ชัดเจน

ซาโตะระบุว่า เดิมทีไฮโดรเจนถูกผลักดันในฐานะเครื่องมือช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก แต่สถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของอุปทานน้ำมันกำลังทำให้ไฮโดรเจนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในมิติของความมั่นคงด้านพลังงาน

ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดที่ต้องพึ่งพาการจัดหาพลังงานจากต่างประเทศ ไปสู่การเพิ่มความสามารถในการผลิตพลังงานด้วยตัวเอง จึงมีความพยายามผลักดันให้ไฮโดรเจนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดผลกระทบจากความเสี่ยงด้านอุปทานในอนาคต

Toyota เดินหน้าไฮโดรเจนภายใต้ยุทธศาสตร์ Multipathway

Toyota เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่ผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาอย่างต่อเนื่อง โดยวางไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในทางเลือกควบคู่กับเครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Multipathway Approach

แนวทางดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของ Toyota ที่เชื่อว่าการลดการปล่อยคาร์บอนไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกใช้พลังงานและระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และลักษณะการใช้งานของแต่ละประเทศ

แผนการใช้ไฮโดรเจนในระบบขนส่งของ Toyota ยังสอดคล้องกับคำมั่นในฐานะสมาชิกสมาคมไฮโดรเจนแห่งญี่ปุ่น หรือ Japan Hydrogen Association (JH2A) ซึ่งตั้งเป้าผลักดันให้ไฮโดรเจนมีสัดส่วน 1% ของพลังงานและวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในระบบโลจิสติกส์

ปัจจุบันมีบริษัทและองค์กรเข้าร่วมโครงการแล้ว 67 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ธนาคาร บริษัทการค้า บริษัทประกันภัย ไปจนถึงหน่วยงานท้องถิ่น สะท้อนความพยายามสร้างระบบนิเวศและขยายการใช้ไฮโดรเจนออกไปในวงกว้าง

ข้อมูลจาก Hydrogen Council และ McKinsey ระบุว่า มูลค่าการลงทุนที่มีการประกาศผูกพันในโครงการไฮโดรเจนสะอาดทั่วโลกสูงกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์จากปีก่อนหน้า

รถไฮโดรเจนญี่ปุ่นยังห่างเป้าหมาย

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศแรกของโลกที่จัดทำยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนระดับชาติ และเคยตั้งเป้าให้มีรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนจำนวน 200,000 คันภายในปี 2568 ก่อนเพิ่มเป็น 800,000 คันในปี 2573 แต่จำนวนรถที่ใช้งานจริงยังต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมาก

ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นระบุว่า ณ เดือนมีนาคม 2568 มีรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนวิ่งอยู่บนถนนญี่ปุ่นไม่ถึง 8,300 คันเท่านั้น

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องทบทวนแนวทางการส่งเสริมไฮโดรเจน จากเดิมที่มุ่งเน้นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไปสู่การใช้งานในรถบรรทุก ระบบโลจิสติกส์ และภาคการผลิต ซึ่งมีโอกาสสร้างความต้องการใช้เชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องและช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีความคุ้มค่ามากขึ้น

ค่ายรถญี่ปุ่นต้องร่วมมือ ลดต้นทุนและรักษาความสามารถแข่งขัน

ซาโตะ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น หรือ JAMA มองว่า ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจำเป็นต้องปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม ทั้งการรุกตลาดของแบรนด์จีน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และนโยบายกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

เขาระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถดำเนินงานทุกอย่างได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป และจำเป็นต้องมองหาความร่วมมือระหว่างกันอย่างจริงจังมากขึ้น

หนึ่งในแนวทางที่ซาโตะผลักดันหลังเข้ารับตำแหน่งประธาน JAMA คือการเพิ่มมาตรฐานร่วมกันของชิ้นส่วนระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน

ปัจจุบันค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจัดหาชิ้นส่วนประมาณ 70% จากผู้ผลิตภายนอก แต่แต่ละบริษัทมักกำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยเป็นของตัวเอง ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ต้องผลิตชิ้นส่วนหลากหลายรูปแบบ เพิ่มทั้งภาระ เวลา และต้นทุนการดำเนินงาน

หากสามารถลดความหลากหลายของชิ้นส่วนและเพิ่มการใช้มาตรฐานร่วมกันได้ ซัพพลายเออร์จะสามารถนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในการผลิตได้ง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และลดการพึ่งพากระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานจำนวนมาก

แนวคิดเรื่องความร่วมมือยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังสูญเสียส่วนแบ่งในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของโลก จากการแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีเทคโนโลยีสูงและราคาจับต้องได้

แม้ความนิยมของรถยนต์ไฮบริดยังช่วยพยุงผลการดำเนินงานของ Toyota แต่ผู้ผลิตญี่ปุ่นรายอื่นเริ่มหันมาร่วมมือกันมากขึ้น โดย Honda และ Nissan เพิ่งตกลงร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ขณะที่ Mitsubishi Motors ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงพันธมิตรกับทั้งสองบริษัท กำลังพิจารณาเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าวในอนาคต

การพิจารณานำไฮโดรเจนมาใช้กับรถบรรทุก โรงงาน และเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Toyota จึงไม่ได้เป็นเพียงความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในระยะยาว

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻