ยูนิเซฟจับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว “BEAT TO BREATHE” ปลุกพลังแรป联合国儿童基金会与清洁空气网络合作推出“BEAT TO BREATHE”项目,旨在赋能说唱歌手。
ยูนิเซฟจับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว “BEAT TO BREATHE” ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด
新闻视频

ยูนิเซฟจับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว “BEAT TO BREATHE” ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด
กรุงเทพฯ 7 กันยายน 2569 – เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Days of Clean Air and Blue Skies) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว “BEAT TO BREATHE (บีท ทู บรีธ)” แคมเปญที่หยิบเอาพลังของเพลงแรป ชวนเด็ก เยาวชน และสังคมลุกขึ้นเรียกร้อง สิทธิในอากาศสะอาดให้กับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีต่อเด็ก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
หัวใจของแคมเปญคือเพลง “ปอดเทส” (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งหยิบ “ลมหายใจ” มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลงเพื่อเล่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบชีวิตและสุขภาพของทุกคน โดยเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”
สำหรับ TangBadVoice ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น เขากล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”
ฟังเพลงปอดเทส https://youtu.be/0QfCGZGfDWQ
แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็ก ๆ และทุกคนมาร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ลองแรปเพลง “ปอดเทส” และทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว
ในประเทศไทย ยูนิเซฟระบุว่า เด็กประมาณ 11 ล้านคน กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ในขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยได้คร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5
เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งยังอาจได้รับมลพิษมากกว่า เพราะหายใจรับอากาศในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก และยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่
นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อย ๆ จากอาการไอในวันนี้ สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”
นางเลโอนาร์ดี กล่าวเสริมว่า ในขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในระดับนโยบาย
รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยชี้ว่าการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของไทย พร้อมเสนอให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ
และเพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยูนิเซฟและเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ใน โรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาให้ครูและเด็กๆ สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะนำไปใช้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป
ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับเสนอโดยพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียง 414 ต่อ 2 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป
กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจาง ๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะมันกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดร่างกฎหมายที่เป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ การร่วมกันผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้แก่คนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในหมู่ผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย”
联合国儿童基金会与清洁空气网络合作推出“BEAT TO BREATHE”活动,通过说唱音乐赋予泰国人力量,让他们为儿童享有清洁空气的权利而奋斗。
曼谷,2026年9月7日——值此国际清洁空气日和蓝天日之际,联合国儿童基金会泰国办事处和清洁空气网络联合发起“BEAT TO BREATHE”活动,旨在利用说唱音乐的力量,鼓励儿童、青少年和社会各界呼吁保障所有儿童享有清洁空气的权利。该活动还旨在提高公众对PM2.5对儿童影响的认识,并推动切实可行的解决方案,尤其是在泰国正在审议《清洁空气法》的关键时刻。
这场运动的核心是泰国说唱歌手 TangBadVoice(本名 Tawanwad Wanawit)创作的歌曲《肺活量测试》。他将“呼吸”融入节奏和歌词中,通过与每个人生活和健康息息相关的场景,讲述了 PM2.5 污染的故事,并强调“如果我们现在不解决这个问题,就太晚了。每个人都在使用同样的空气;每个人都需要呼吸它。”
对于 TangBadVoice 来说,PM2.5 并非遥远的问题。他在清迈长大,清迈在沙尘暴高峰期会面临严重的 PM2.5 污染问题。他说:“从小到大,我们只能学会适应这个问题——待在室内,关上窗户,使用空气净化器,避免外出,或者在不得不外出时戴上口罩。但当我创作歌曲《肺活量测试》时,我有机会与专家交流,这让我意识到,良好的空气其实是我们可以选择和创造的。直到现在,我们才知道还有其他选择,最终,我们不知不觉地接受了生活在不健康空气中的现状。”
听听这首肺功能测试歌曲:https://youtu.be/0QfCGZGfDWQ
“BEAT TO BREATHE”活动还邀请儿童和所有人参加“节拍测试挑战”,尝试“节拍测试”歌曲并测试他们的呼吸控制能力,其灵感来源于最大发声时间的概念,即一个人用一次呼吸可以连续发出声音的时间。
联合国儿童基金会指出,在泰国,约有1100万儿童暴露于高浓度PM2.5环境中,这一数字超过了受洪水、热浪或干旱等其他灾害影响的儿童人数。在全球范围内,2024年发布的第五份世界气候报告显示,空气污染已成为全球第二大死亡风险因素,2021年造成810万人死亡,其中包括超过70万名五岁以下儿童,其中超过90%的死亡归因于PM2.5。
儿童尤其容易受到空气污染的影响,因为他们的肺部、身体和大脑尚未完全发育成熟。此外,由于儿童呼吸的空气量相对于其体重而言更大,他们也可能接触到更多的污染物。PM2.5暴露会增加儿童患哮喘、肺炎和慢性呼吸系统疾病等多种疾病的风险,并且与成人患心脏病、中风、糖尿病和肺癌等疾病也有关联。
联合国儿童基金会泰国代理主任塞维琳·莱昂纳迪女士表示:“空气污染虽然看不见,但它对儿童的影响却显而易见。每一次吸入污染空气都会累积,从今天的咳嗽到未来的健康问题,都可能造成危害。对许多儿童来说,这意味着在空气质量差的日子里,他们不得不待在室内。‘呼吸之声’运动旨在帮助儿童和所有人了解空气污染问题如何影响他们的生活,让他们有机会参与制定相关政策,确保每个儿童都能呼吸到清洁的空气。我们不应该等到儿童生病才采取行动。”
莱昂纳迪女士补充说,随着泰国朝着加入经济合作与发展组织(OECD)迈进,提高环境标准和治理空气污染在政策层面变得更加重要。
经合组织《2025年泰国经济调查报告》重点关注空气污染问题,指出提高排放标准和制定清洁空气法规对泰国至关重要。报告还建议泰国加强环境监管,减少交通运输部门的排放,并采取其他措施改善空气质量。
为了更具体地展示PM2.5对儿童健康的影响,联合国儿童基金会和清洁空气网络将于今年11月与医疗团队合作,走访曼谷的六所试点学校。此举旨在帮助教师和儿童掌握筛查健康风险并转诊至相应医疗机构的能力。这些筛查数据,以及儿童的反馈和经历,将被用于制定政策,以寻求解决空气污染问题的长期方案。
2022年《清洁空气管理法案》草案的制定历程意义重大。2022年,清洁空气网络发起了首个由公民发起的清洁空气法案提案。随后,各政党和内阁又提出了六项法案草案,这些草案被合并审议,最终形成一个单一的法案。该法案在众议院获得通过后,又经参议院修改。然而,上周,众议院以414票对2票的压倒性优势否决了参议院的修正案,并决定成立一个由两院各20名成员组成的联合委员会,以期达成共识并起草一份双方都能接受的法案。
清洁空气网络(Clean Air Network)传播主管坎塔娜·阿皮拉帕科恩(Kanthana Aphirapakorn)表示:“每年,肺癌夺走超过一万名泰国人的生命。尤其令人痛心的是,我们仍然会在年轻人和从未吸烟的人群中发现晚期肺癌。空气污染是导致这种疾病的主要风险因素。PM2.5不仅仅是季节性雾霾,它更是一场根本性的人权危机,因为它平等地影响着每个人的生命权和健康权,尤其是那些并非问题制造者却将终生承受其后果的儿童。多年来,民间社会一直致力于推动《清洁空气法》的立法,最终促成了一项为社会带来希望的法案。然而,法律的颁布并不意味着任务的完成。恰恰相反,法律生效之日仅仅是更加关键工作的开始:确保法律在各个领域得到有效、透明和切实的执行。同样重要的是,要提高社会各阶层对清洁空气权利的认识,从在课堂上向儿童灌输相关知识,到为儿童和青少年创造表达意见和参与的空间,再到……”促进成人、社区、企业和政策制定者之间的共同责任。