"ไม่รอ-ไม่อด" แต่ต้อง "รอด" สร้างชุมชนประเมินความเสี่ยง พร้อมรับมือภัยพิบัติ“不要等待,不要挨饿”,而是“生存下去”。建立社区机制来评估风险并做好应对灾害的准备。
"ไม่รอ-ไม่อด" แต่ต้อง "รอด" สร้างชุมชนประเมินความเสี่ยง พร้อมรับมือภัยพิบัติ การจัดการและรับมือภัยพิบัติเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนและภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การเตรียมความพร้อมจึงไ

"ไม่รอ-ไม่อด" แต่ต้อง "รอด" สร้างชุมชนประเมินความเสี่ยง พร้อมรับมือภัยพิบัติ
การจัดการและรับมือภัยพิบัติเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนและภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การเตรียมความพร้อมจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ
การนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้การแจ้งเตือนภัยมีความแม่นยำและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง
ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคม
ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และประธานโครงการเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี (PB Watch: Pattani Bay Watch) กล่าวว่า การรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวลาราชการ และแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงและความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน
การทำงานด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติของเครือข่ายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ภายหลังเกิดพายุในบริเวณอ่าวปัตตานีจนสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเริ่มจากการติดตามสถานการณ์และนำชุดข้อมูลมาวิเคราะห์และลงพื้นที่อบรม เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง
ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์
พยากรณ์อากาศต้องเข้าใจง่าย ระบุพื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน
ผศ.ดร.สมพร กล่าวว่า การพยากรณ์อากาศเป็นการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต การทำนายไปข้างหน้าจากข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน จึงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีการหมุนเวียน ความตึง และความแปรปรวนของอากาศสูง
การสื่อสารข้อมูลพยากรณ์จึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรประกาศเตือนภัยในขอบเขตกว้างจนประชาชนไม่สามารถประเมินความเสี่ยงของตนเองได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การใช้ข้อความพยากรณ์ เช่น "มีฝนตก 80% ของพื้นที่" อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าฝนจะตกครอบคลุมพื้นที่บ้านของตนเองในสัดส่วนดังกล่าว ทั้งที่ความหมายของข้อมูลไม่ได้ระบุว่าฝนจะตกในบริเวณใดโดยเฉพาะ จึงควรใช้แผนที่และข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการแจ้งเตือน เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพความเสี่ยงและเตรียมตัวได้ตรงจุดมากขึ้น
ฝนตก 80% ของพื้นที่" ประชาชนมักเข้าใจผิดว่าตก 80% ของบ้านตนเอง หรือตก 10% แปลว่าบ้านตนเองจะไม่ท่วม ทั้งที่หากตกตรงไหนก็คือ 100% ตรงนั้น
ทั้งนี้ควรมีการนำแผนที่เชิงพื้นที่ มาใช้ประกอบการประกาศเตือนภัย เพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่เสี่ยงอย่างชัดเจน ช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเอง และสามารถวางแผนรับมือได้
เอลนีโญ-ลานีญา ฉากหลังภัยพิบัติ
สำหรับการประเมินสถานการณ์ฝนและน้ำท่วม ไม่ควรมองเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย โดยเปรียบเทียบเอลนีโญ ลานีญา และปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) เสมือนฉากหลังของการแสดง ขณะที่มรสุม ร่องมรสุม หย่อมความกดอากาศต่ำ พายุ คลื่นลมทะเล และอุณหภูมิน้ำทะเล เป็นเสมือนตัวละครหลักที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าและส่งผลต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า
"เอลนีโญ ลานีญา เปรียบเสมือนฉากหลังที่บ่งชี้ว่าภาพรวมจะแล้งขึ้น ถ้าไม่มีตัวพระนางที่เป็นตัวละครหลัก จะเห็นแบ็คกราวด์ชัดเจน แต่ตัวละครหลักพระ-นาง ปรากฏการณ์เฉพาะหน้าที่บังฉากหลังอยู่ เช่น มรสุม, ร่องมรสุม, ความกดอากาศต่ำ, ความกดอากาศสูง พายุ และคลื่นลมทะเล ความร้อน อุณหภูมิทะเล ซึ่งเมื่อตัวพระนางมาเดินหน้าเวที จะทำให้ฉากหลังบังไปส่วนหนึ่ง คนดูก็จะไม่ได้สนใจฉากหลักเท่าไหร่แล้ว จะให้ความสนใจกับตัวละครมากกว่าฉากหลัก เมื่อตัวละครออกมาอยู่ข้างหน้าแล้ว จะแสดงเป็นกลไกหลัก"
ดังนั้น แม้เอลนีโญจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้แนวโน้มสภาพอากาศโดยรวมที่แห้งแล้งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตก เพราะปัจจัยเฉพาะหน้าอาจทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมได้ ขณะที่อิทธิพลจากมหาสมุทรอินเดียซึ่งอยู่ใกล้ประเทศไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม
บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาชุมชน
ผศ.ดร.สมพร กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติต้องเริ่มจากการสร้างฐานข้อมูลระดับชุมชน โดยนำข้อมูลหลายด้านมาซ้อนทับกัน ทั้งแผนที่น้ำ ลม พืชพรรณ ความชื้น บ้านเรือน ตลอดจนประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่าบริเวณใดเสี่ยงต่อภัยประเภทใด และควรวางแผนรับมืออย่างไร ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปเตรียมรับน้ำ รับภัยพิบัติ รู้ว่าเสี่ยงอะไรก็ตั้งรับสิ่งนั้น แต่คนในชุมชนไม่ได้เรียนรู้แค่บ้านตัวเอง ต้องเรียนรู้บ้านคนอื่น หรือพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องมีชุดของข้อมูล ชุดของภูมิปัญญาเดิม
ตัวอย่างเช่น การสร้างบ้านใต้ถุนสูงของคนรุ่นก่อนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในพื้นที่น้ำหลาก หรือการทำความเข้าใจเส้นทางการไหลของน้ำ รวมถึงสิ่งกีดขวางอย่างถนนที่ยกระดับสูงหรือสะพานที่มีช่องทางระบายน้ำแคบ ซึ่งอาจทำให้น้ำไหลไม่สะดวกและส่งผลกระทบต่อชุมชน การแก้ปัญหาจึงต้องพิจารณาสภาพพื้นที่จริง ไม่ใช่ใช้แนวทางเดียวกันทุกแห่ง
"จากบรรพบุรุษที่สร้างบ้านแบบมีใต้ถุน เมื่อถึงฤดูกาลน้ำหลาก จะได้มีปลามาถึงหน้าบ้าน แต่ทุกวันนี้คนในเมืองกลับกลัวน้ำ ในขณะที่คนนอกเมืองกลับมีความสุขที่ได้จับปลา จะมีภาพความขัดแย้งกันให้เห็น ต้องถอยกลับมาดูซึ่งต้องเข้าใจบริบทของแต่ละอย่าง"
ปัจจุบันข้อมูลด้านน้ำและภัยพิบัติกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมเจ้าท่า ทำให้การทำงานมีลักษณะแยกส่วน ทั้งที่ธรรมชาติไม่ได้ดำเนินไปตามกรอบเวลาราชการ ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน วันหยุด หรือเวลาใดก็ได้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบข้อมูลและกลไกเตือนภัยที่เชื่อมโยงถึงกันและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
"การนำข้อมูลหลายอย่างมารวมกัน เช่นเดียวกับร่างกายคนเรา อย่างหัวใจทำงานอยู่ ปั๊มเลือดส่งไปที่อื่น ๆ แม้หูจะหายใจได้ แต่ก็ไม่ได้เก่งเหมือนจมูก ซึ่งไทยมีทรัพยากรที่ดีมาก แต่ขาดวิตามิน M คือ Management การจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับชุดความคิด แต่ไม่อยากให้ลืมความเป็นท้องถิ่นความเป็นภูมิปัญญา ลักษณะท้องถิ่น ท้องที่"
รับมือความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะมีความกังวลเรื่องภัยแล้ง แต่การบริหารจัดการน้ำไม่ควรพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อน ต้องพิจารณาสมดุลน้ำ นำข้อมูลฝน อุณหภูมิ การระเหยของน้ำ ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำใต้ดิน และปริมาณน้ำต้นทุนมาวิเคราะห์ร่วมกับปฏิทินการเพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำและเลือกกิจกรรมทางการเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่
การวางแผนดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมหรือภัยแล้ง แต่ยังช่วยลดปัญหาการปลูกพืชชนิดเดียวกันในปริมาณมากจนผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำด้วย โดยผสานความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิชาการ ดึงภูมิปัญญาและนำเทคโนโลยีมาผสมผสานและเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้านที่สามารถเป็นนักวิจัยในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนาฐานข้อมูลที่สะท้อนสภาพจริงและนำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ
ภาคใต้ รูปแบบน้ำท่วมมีความเปลี่ยนแปลงจากปีหนึ่งไปสู่อีกปีหนึ่ง ปี 2565 น้ำท่วมเป็นบางพื้นที่ ปี 2566 น้ำท่วมบางพื้นที่ช่วงสั้น ๆ 3 วัน ปี 2567-2568 ฝนกระจายตกหนัก โดย ผศ.ดร.สมพร ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนไม่ควรยึดติดกับความเข้าใจเดิมว่าน้ำจากต้นน้ำไหลไปกลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน เพราะฝนที่ตกหนักในพื้นที่หรือบริเวณภูเขาใกล้ชุมชนสามารถทำให้เกิดน้ำหลากเข้าสู่บ้านเรือนได้อย่างรวดเร็วซึ่งอาจตั้งตัวไม่ทัน ทั้งนี้สำหรับสถานการณ์ในปี 2569 ยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและสัญญาณอากาศอย่างต่อเนื่องก่อนประเมินแนวโน้มความรุนแรงของน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน การจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับตำบล โดยพัฒนาพื้นที่ที่มีความพร้อมให้เป็นต้นแบบการเรียนรู้ และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างตำบล เนื่องจากน้ำไม่ได้หยุดอยู่ภายในขอบเขตตำบลใดตำบลหนึ่ง การจัดการจึงต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน
"แบ่งเป็นตำบลกรด A B C ซึ่ง ตำบลเกรด A คือตำบลที่เอาจริงเอาจังอยากทำอยากเรียนรู้และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมด้วยกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็อยากจะทดสอบพื้นที่ว่าประชาชนในพื้นที่มีความระเบิดมาจากข้างในหรือยังที่จะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งพยายามให้ประชาชนเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย ซึ่งแต่ละตำบลมีศักยภาพที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ในตำบลเดียวก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ การสร้างระบบขึ้นมาที่เรียกว่าการจัดการน้ำข้ามตำบล โดยใช้การไหลของน้ำมาเป็นตัวจัดการให้การเชื่อมกันระหว่างตำบล และเป็นการร่วมมือกันช่วยเหลือของคนในแต่ละตำบลเป็นการจัดการข้ามตำบล"
ผศ.ดร.สมพร ยังเสนอให้บูรณาการความรู้เรื่องภัยพิบัติเข้ากับหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมศึกษา โดยเชื่อมโยงกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจธรรมชาติ ความเสี่ยง และวิธีเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น
แนวทางดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่กันทั้งจากบนลงล่าง (Top-down) และจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) โดยชุมชนควรมีแผนจัดการภัยพิบัติของตนเอง ไม่รอเพียงนโยบายหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่สามารถประเมินความเสี่ยง เตรียมทรัพยากร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
"รอด (ROD)" สร้างชุมชนเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ
สำหรับแพลตฟอร์ม "รอด (ROD)" เป็นแนวคิดที่มุ่งเสริมสร้างความพร้อมและความสามารถในการปรับตัวของชุมชน ประกอบด้วย
R - Resilience: การรู้รับและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง
O - Opportunity: การมองหาโอกาสและต่อยอดศักยภาพจากสถานการณ์
D - Design: การออกแบบระบบและแนวทางรับมือที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
แนวคิดหลักคือ "ไม่รอ ไม่อด รอดอย่างเดียว" โดยเน้นให้ชุมชนสร้างความพร้อมและพึ่งพาตนเองได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ควบคู่กับแนวคิด "พร้อม" ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ได้แก่
พ - เพื่อนและเครือข่าย
อ - อาหาร อากาศ และองค์ความรู้
ม - ยานพาหนะทางบกและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ไม้โท - การสื่อสารและโทรคมนาคม
แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ประชาชนไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถเตรียมพร้อมและช่วยเหลือกันในระดับชุมชนได้ และนำไปสู่การสร้างกลไกของรัฐที่จะเชื่อมโยงและลงไปเติมเต็มให้กับชาวบ้าน
ฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
ผศ.ดร.สมพร กล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดและเส้นทางการเคลื่อนตัวแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยภาคใต้อาจได้รับผลกระทบจากควันไฟป่าและการเผาในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่ภาคเหนือได้รับผลกระทบจากหมอกควันในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดและระดับผลกระทบต้องพิจารณาจากข้อมูลสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
ฝุ่นควันเป็นเสมือนนักท่องเที่ยวที่ไม่มีพาสปอร์ต ซึ่งเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนไปตามทิศทางลม การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมุ่งจัดการเฉพาะฝุ่นที่ลอยเข้ามาถึงปลายทาง แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขต้นตอของการเผา พร้อมพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง
หัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติ คือการนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมาเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ ผสานเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน แม้ประเทศไทยจะมีทรัพยากรและองค์ความรู้จำนวนมาก แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการจัดการที่เป็นระบบและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
UN เตือนสะเทือนทั้งโลก "ซูเปอร์เอลนีโญ" 2570 ร้อนสุดขั้ว-ทะเลเดือด
โลกเจอ "เอลนีโญ" พ่นพิษ เผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ
นักวิชาการห่วง "ซูเปอร์เอลนีโญ" ทำประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ
ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ผลกระทบต่ออุณหภูมิ-ปริมาณฝนของไทย
เตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ
“不要等待,不要挨饿”,而是“生存下去”。建立社区机制来评估风险并做好应对灾害的准备。
灾害管理和应对是各部门必须优先考虑的关键问题。面对日益变幻莫测的天气状况和愈发严重的复杂自然灾害,防灾准备不仅仅是在灾害发生后才进行应对,而必须从监测、风险评估和系统性的应对计划开始。
应用科学数据、技术和创新将有助于使灾害预警更加准确,并让公众更容易获取预警信息。
同时,社区参与和各机构间的综合合作是减少损失和增强社会韧性的关键机制。
宋卡王子大学图书馆与信息中心主任、北大年湾监测项目(PB Watch)主席颂蓬·楚亚里副教授博士指出,有效的灾害应对需要相互关联的数据,包括科学技术信息、当地经验以及公众参与。这是因为灾害并非只发生在工作时间内,而且每个地区的风险和应对能力也各不相同。
该网络的灾害监测工作始于2010年,当时北大年湾地区遭遇了一场造成重大损失的风暴。工作伊始,网络便开展了灾害监测、数据分析和实地培训,旨在教育公众,使他们能够利用这些信息做好灾害应对准备。
助理。 Somporn Chuayaree 教授、博士
天气预报应该通俗易懂,并清楚地标明风险区域。
助理教授Somporn博士指出,天气预报是预测未来趋势的学科。因此,根据过去和现在的数据进行预测存在不确定性,尤其是在泰国这样地处热带气候、空气环流、张力和变率都很高的国家。
因此,天气预报必须考虑区域差异。预警范围不应过于宽泛,以免人们无法清楚地评估自身风险。
此外,使用“80%降雨概率”之类的预报措辞可能会误导公众,让他们以为降雨会以80%的比例覆盖房屋,而实际上信息并未明确指出降雨的具体区域。因此,应将地图和空间数据与预警信息结合使用,以便让公众更清晰地了解风险,并帮助他们更有效地做好准备。
“80%的区域会受到降雨影响。”人们常常误解这句话的意思,以为自己所在区域80%会受到降雨影响,或者认为10%的降雨区域意味着自己的房子不会被淹。但实际上,无论哪里下雨,该区域100%都会受到影响。
应将空间地图与灾害预警结合使用,以清晰显示高风险区域的边界。这将有助于公众了解各自所在区域的状况并做好相应的规划。
厄尔尼诺-拉尼娜:灾难的背景。
评估降雨和洪水情况时,不应仅仅关注太平洋的厄尔尼诺和拉尼娜现象,还必须考虑其他因素。厄尔尼诺、拉尼娜和印度洋偶极子(IOD)可以被视为背景,而季风、季风槽、低气压系统、风暴、海浪和海面温度则作为前景的主要因素,影响着当前的形势。
“厄尔尼诺和拉尼娜现象如同背景,预示着日益干旱的景象。如果没有主角,背景会很清晰。然而,当主角以及季风、季风槽、高低气压系统、风暴、海浪、高温和海水温度等特定现象出现时,它们便会遮蔽背景。观众的注意力会从主要场景转移到角色本身。一旦角色出现在镜头前,他们就成为了推动剧情发展的主要力量。”
因此,虽然厄尔尼诺现象预示着整体气候趋于干燥,但这并不意味着完全没有降雨。某些特定因素可能导致强降雨和洪水,而靠近泰国的印度洋的影响也是不容忽视的因素。
整合数据库,将科学与社区智慧联系起来。
助理教授颂蓬博士进一步解释说,灾害管理必须从建立社区层面的数据库开始。这需要整合来自各种来源的数据,包括水文地图、风力、植被、湿度、住房情况,以及当地居民的历史和智慧,以识别易受不同类型灾害影响的地区,并制定相应的应对计划。这些信息随后用于为洪水和其他灾害做好准备。了解风险有助于更好地做好准备。然而,社区成员不应只了解自己的家园;他们还必须了解其他社区和地区的情况,这就需要一套全面的数据和传统知识。
例如,前几代人建造吊脚楼是为了适应他们在易涝地区的生活方式。了解水流路径和障碍物(例如高架道路或桥梁以及狭窄的排水沟)至关重要,因为这些因素会阻碍水流并影响社区。因此,解决方案必须考虑每个地区的具体情况,而不是一概而论。
“我们的祖先建造高脚屋,是为了让鱼儿在汛期游到家中。但如今,城里人惧怕洪水,而城外的人却乐于捕鱼。这形成了鲜明的对比。我们需要冷静下来,理解每种情况的背景。”
目前,水文和灾害数据分散在多个机构,例如气象局、皇家灌溉局、水资源信息研究所、水资源部和海洋部。这导致应对措施各自为政,而自然灾害的发生并不受官僚作风的约束,可能在夜间、周末或任何时间发生。因此,亟需建立一个协调一致、持续运行的数据和预警系统。
“整合各种信息就像人体一样;心脏运转,将血液输送到身体其他部位。耳朵虽然也能呼吸,但效率远不及鼻子。泰国拥有丰富的资源,但缺乏‘维生素M’,也就是管理。这取决于思维方式,但我们不想忘记我们的本土身份、智慧、特色和地域特色。”
不同地区的风险管理方式各不相同。
对于东北地区而言,尽管干旱问题令人担忧,但水资源管理不应仅仅关注水库水位。必须考虑水量平衡,将降雨量、气温、蒸发量、土壤湿度、地下水位和可用水资源等数据纳入考量。此外,还应结合农民的种植计划进行分析,以评估用水需求,并选择适合各地区实际情况的农业活动。
这样的规划不仅有助于降低洪涝或干旱的风险,还能缓解单一作物种植造成的供应过剩和价格下跌问题。它整合了大学和学术界的知识,结合了当地经验和技术,收集并分析数据,并让社区成员作为当地研究人员参与其中,以建立一个切实可行的数据库。
在泰国南部,洪水模式每年都有所不同。2022年,洪水局限于局部地区;2023年,洪水也局限于局部地区,且持续时间仅为三天;而2024-2025年,预计将出现强降雨,且降雨范围广泛。副教授Somporn博士指出,人们不应固守“水从上游流向下游需要数天时间”的旧观念。强降雨,尤其是在靠近居民区的山区,可能导致洪水迅速涌入房屋,使人们措手不及。因此,对于2026年的情况,在评估洪水严重程度之前,必须持续监测气象数据和指标。
同时,地方层面的灾害管理应从乡镇层面开始,促进公众参与,建立设施完善的示范区,并加强各乡镇之间的工作衔接。由于水流不会局限于任何一个乡镇的边界之内,管理工作必须考虑上游、中游和下游区域之间的关系,确保排水和救援工作协调一致。
“我们将各个分区划分为A、B、C三个等级。A级分区是指那些认真负责、渴望学习、积极参与的分区。这样做部分原因是为了检验这些地区的居民是否真正有动力认真推进这个项目。我们正努力让公众参与到这个过程中来。每个分区的潜力各不相同,但单个分区无法独立生存。我们正在建立一个名为‘分区间水资源管理系统’的机制,利用水流将各个分区连接起来,促进居民之间的合作与互助。”
助理教授 Somporn 博士还建议将灾害知识融入幼儿园和小学阶段的教育课程中,并将其与数学和科学科目联系起来,以便儿童和青少年从小就了解灾害的性质、风险和防范方法。
这种方法需要自上而下和自下而上相结合的策略,社区应该制定自己的灾害管理计划,而不仅仅依赖政府政策或援助。他们应该能够在灾害发生之前就评估风险、准备资源并建立协作网络。
“ROD”(Responsible for Survival,即“负责生存”)致力于建设能够应对灾难的社区。
“ROD”平台旨在增强社区的准备度和适应能力。它由以下部分组成:
R - 韧性:识别和适应变化的能力。
O - 机会:寻找机会并利用现有情况的潜力。
D - 设计:设计适合该区域背景的系统和应对方法。
其核心理念是“不要等待,不要挨饿,只求生存”,强调社区在紧急情况下的准备和自力更生。
在灾害应对准备工作中,“准备就绪”的概念还包括以下内容:
P - 朋友和网络
A - 食物、空气和知识。
M - 陆地车辆和当地智慧。
音标 - 通信和电信
该理念旨在赋予公民权力,使他们不必完全依赖政府援助,而是能够在社区层面做好准备并互相帮助,从而建立联系和支持村民的政府机制。
跨境PM2.5污染需要国际合作。
助理教授Somporn博士探讨了PM2.5的跨境问题,其在不同地区的来源和传播路径各不相同。南部地区可能受到印度尼西亚和马来西亚森林火灾产生的烟雾影响,而北部地区则受到缅甸、老挝和柬埔寨等邻国雾霾的影响。必须根据具体时间的实际情况数据来考虑污染源及其影响程度。
空气污染就像一个没有登记的游客,随风飘移,跨越国界。因此,解决空气污染问题不应仅仅着眼于清除到达目的地的尘埃,还必须解决燃烧的根源问题,并促进真正的国际合作。
灾害应对的关键在于有效利用分散的数据,将技术与本土智慧相结合,并赋予公民参与规划过程的权力。泰国拥有丰富的资源和知识,但系统化的管理和跨部门协作同样至关重要。
联合国警告全球将面临冲击:2027 年的“超级厄尔尼诺”现象将带来极端高温和沸腾的海水。
世界正面临厄尔尼诺现象带来的毁灭性影响,导致自然灾害频发。
学术界担心“超级厄尔尼诺”现象可能导致干旱和缺水。
厄尔尼诺现象及其对泰国气温和降雨的影响。
做好应对灾难的准备。