บทเรียนน้ำท่วม 69 วิกฤตยังไม่จบ ไอเอฟดีโพลจี้รัฐเตือนภัยล่วงหน้า-ทำงานเชิงรุก2016年洪灾的教训:危机尚未结束。IFD民调敦促政府发布预警并采取积极措施。
ไอเอฟดีโพล เผย 67.71% ได้รับผลกระทบน้ำท่วมปี 2569 กว่าครึ่งยังไม่พร้อมรับมือ จี้รัฐเตือนภัยล่วงหน้า เร่งลงทุนจัดการน้ำเชิงรุกครบวงจร ตั้งแต่ระดับชาติถึงชุมชน

วันนี้ (27 ต.ค.2569) ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลโพล เรื่อง บทเรียนน้ำท่วม 69 : วิกฤตยังไม่จบ จี้รัฐทำงานเชิงรุก
ไอเอฟดีโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2569 ทั้งทางตรงและทางอ้อมรวม 67.71% โดยกลุ่มเสียหายรุนแรงคาดว่าจะฟื้นตัวเกิน 3 เดือน 36.06% ขณะที่ผู้ตอบกว่าครึ่งยังไม่พร้อมรับน้ำท่วมซ้ำ 55.30% และต้องการให้รัฐเตือนภัยล่วงหน้า 69.84% จี้รัฐทำป้องกันเชิงรุก ทั้งการลงทุนทั้งระบบจัดการน้ำ "เส้นเลือดฝอย" ที่ระดับหมู่บ้านเป็นแกนโดยรัฐและเอกชนร่วมสนับสนุน และเมกะโปรเจกต์เสนอแนวคิด "เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย" สร้างเมืองเศรษฐกิจที่เป็นเขื่อนป้องกันน้ำในตัวที่มีเอกชนร่วมลงทุน
ผลสำรวจภาพรวมผลกระทบจากน้ำท่วม ปี 2569 พบว่า ตัวอย่างได้รับผลกระทบรุนแรงมาก โดยบ้าน ทรัพย์สิน หรืออาชีพเสียหายหนัก 10.02% ได้รับผลกระทบปานกลาง โดยทรัพย์สินหรือรายได้เสียหายบางส่วน 18.00% ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเดินทาง การทำงาน หรือค่าใช้จ่าย 39.69% และไม่ได้รับผลกระทบ 32.29% เมื่อรวมผู้ได้รับผลกระทบทุกระดับ มีสัดส่วน 67.71% โดยเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 28.02%
สำหรับระยะเวลาที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากน้ำท่วม สำรวจเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 341 คน แบ่งเป็นกลุ่มได้รับผลกระทบรุนแรงมาก 122 คน และกลุ่มได้รับผลกระทบปานกลาง 219 คน พบว่า ตัวอย่างคาดว่าจะฟื้นตัวภายใน 1 สัปดาห์ 22.29% ช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 อีก 36.66% ประมาณ 1-3 เดือน 9.97% มากกว่า 3 เดือน 25.51% และยังประเมินไม่ได้ 5.57%
เมื่อจำแนกตามระดับความเสียหาย กลุ่มได้รับผลกระทบรุนแรงมากคาดว่าจะฟื้นตัวภายใน 1 สัปดาห์ 15.57% ช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 อีก 30.33% ประมาณ 1-3 เดือน 10.66% มากกว่า 3 เดือน 36.06% และยังประเมินไม่ได้ 7.38% ส่วนกลุ่มได้รับผลกระทบปานกลางคาดว่าจะฟื้นตัวภายใน 1 สัปดาห์ 26.03% ช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 อีก 40.18% ประมาณ 1-3 เดือน 9.59% มากกว่า 3 เดือน 19.63% และยังประเมินไม่ได้ 4.57% โดยกลุ่มเสียหายรุนแรงมากคาดว่าจะฟื้นตัวภายใน 4 สัปดาห์รวม 45.90% เทียบกับกลุ่มปานกลางที่ 66.21%
ในด้านความพร้อมของครัวเรือนต่อการรับมือน้ำท่วมฉับพลัน ตัวอย่างระบุว่าพร้อมมาก โดยมีแผนอพยพ เสบียง และเงินสำรอง 9.94% ค่อนข้างพร้อม 28.10% ไม่ค่อยพร้อม 37.63% ไม่พร้อมเลย 17.67% และไม่ทราบ/ไม่ตอบ 6.66% เมื่อรวมกลุ่มพร้อมมากและค่อนข้างพร้อม มีผู้พร้อมรับมือ 38.04% ขณะที่กลุ่มไม่ค่อยพร้อมและไม่พร้อมเลยรวม 55.30%
ส่วนความต้องการให้รัฐแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ชัด พบว่า ตัวอย่างต้องการให้รัฐเตือนไว้ก่อน แม้ไม่เกิดน้ำท่วม ดีกว่าเตรียมตัวไม่ทัน 69.84% ต้องการให้เตือนเมื่อมั่นใจในสถานการณ์ แม้อาจเตือนช้า ดีกว่าสร้างความตื่นตระหนก 21.94% และไม่มีความเห็น/ไม่ตอบ 8.22%
แนวทางลงทุนระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พบว่า ประชาชนระบุว่าให้จัดทำระบบระบายน้ำในเมืองและชุมชน 22.46% รองลงมาคือแหล่งกักเก็บและผันน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง และคลองผันน้ำ 18.35% การจัดการพื้นที่ ผังเมือง และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 17.96% เขื่อนและแนวกั้นน้ำขนาดใหญ่ 16.63% ระบบเตือนภัยล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์มือถือ 16.48% การเพิ่มงบประมาณและอำนาจให้ท้องถิ่น 7.79% และอื่น ๆ 0.33% โดยร้อยละดังกล่าวเป็นสัดส่วนของคำตอบที่ถูกเลือกทั้งหมดในประเด็นการลงทุน ไม่ใช่สัดส่วนของตัวอย่างแต่ละทางเลือก
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ได้วิเคราะห์ 7 นัย และ 6 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผลไอเอฟดีโพล ดังนี้
1) น้ำท่วมกระทบมากกว่าบ้านเรือน ลามถึงอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ (67.71%) ผู้ตอบได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมรวม 67.71% สะท้อนว่าความเสียหายครอบคลุมทั้งบ้านเรือน การทำงาน รายได้ และการดำรงชีวิต
2) น้ำลดไม่ได้แปลว่าฟื้นตัว - ต้องช่วยจนประชาชนกลับมาทำมาหากินได้ (36.06%) กลุ่มเสียหายรุนแรงมาก 36.06% คาดว่าจะฟื้นตัวเกิน 3 เดือน สูงกว่ากลุ่มปานกลางที่ 19.63% ขณะที่กลุ่มปานกลาง 66.21% คาดว่าจะฟื้นตัวภายใน 4 สัปดาห์ เทียบกับกลุ่มรุนแรงมาก 45.90% สะท้อนว่าระยะเวลาฟื้นตัวแตกต่างตามความเสียหาย รัฐจึงต้องฟื้นฟูทั้งบ้านเรือน อาชีพ และรายได้ ไม่ใช่หยุดช่วยเหลือเมื่อน้ำลด
3) เปลี่ยนจากต่างคนต่างรับมือ สู่การจัดการภัยร่วมกันทั้งชุมชน (55.30%) ผู้ตอบ 55.30% ไม่ค่อยพร้อมหรือไม่พร้อมเลยหากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน จึงควรให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการวางแผนรับภัย ดังตัวอย่างหมู่บ้านกรีนวัลเลย์ ที่ประชาชนริเริ่มแก้ปัญหาและประสานภาครัฐกับภาคธุรกิจเข้าร่วม เปลี่ยนจาก “ชุมชนรอรับความช่วยเหลือ” สู่ “ชุมชนริเริ่ม รัฐและเอกชนร่วมหนุน”
4) ระบบเตือนภัยต้องเตือนก่อนประชาชนตั้งตัวไม่ทัน (69.84%) ผู้ตอบ 69.84% ต้องการให้รัฐเตือนภัยล่วงหน้า แม้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน รัฐจึงต้องพัฒนาระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนให้รวดเร็ว แม่นยำ และอัปเดตต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเตรียมทรัพย์สินและอพยพได้ทัน
5) แก้น้ำท่วมระยะยาวต้องครบวงจร - เชื่อมระบายน้ำ กักเก็บ ผันน้ำ และเขื่อน (57.44% ของคำตอบ) ระบบระบายน้ำได้รับเลือก 22.46% แหล่งกักเก็บและผันน้ำ 18.35% และเขื่อนหรือแนวกั้นน้ำขนาดใหญ่ 16.63% รวม 57.44% รัฐจึงต้องวางระบบจัดการน้ำให้ทุกมาตรการเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างหน่วยงานต่างแก้ปัญหา
6) เมกะโปรเจกต์อย่างเดียวไม่พอ - ต้องแก้ทั้งเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย (48.21% ของคำตอบ) คำตอบด้านระบบระบายน้ำเมืองและชุมชน 22.46% การจัดการพื้นที่และผังเมือง 17.96% และการเพิ่มงบและอำนาจให้ท้องถิ่น 7.79% รวม 48.21% ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เน้นว่าเมกะโปรเจกต์เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่จำเป็น แต่ต้องพัฒนา “เส้นเลือดฝอย” ระดับชุมชนควบคู่กัน พร้อมกระจายงบประมาณและเพิ่มศักยภาพให้ท้องถิ่น
7) ลงทุนป้องกันก่อนน้ำท่วม ดีกว่ารอเยียวยาหลังเสียหาย ผู้ตอบ 55.30% ยังไม่พร้อมรับน้ำท่วมฉับพลัน จึงควรเพิ่มการลงทุนป้องกันล่วงหน้า ทั้งระบบเตือนภัย ความพร้อมของชุมชน และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเชื่อมการจัดการตั้งแต่ระดับชาติ ข้ามพื้นที่ จังหวัด จนถึงหมู่บ้าน และให้ชุมชนเป็นฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงและความสูญเสีย
ส่วน 6 ข้อเสนอจากผลไอเอฟดีโพล มีดังนี้
1) ปฏิรูประบบเตือนภัยล่วงหน้าให้เร็วและแม่นยำ (69.84%) ผู้ตอบ 69.84% ต้องการให้รัฐเตือนภัยล่วงหน้า แม้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน รัฐจึงต้องยกระดับระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยให้รวดเร็ว แม่นยำ และสื่อสารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมทรัพย์สินและอพยพ ไม่ใช่รอจนเกิดน้ำท่วมแล้วจึงแจ้งเตือน
2) ให้ชุมชนเป็นฐานรับมือน้ำท่วม (55.30%) ผู้ตอบ 55.30% ยังไม่พร้อมรับน้ำท่วมฉับพลัน จึงต้องสร้างระบบรับมือ 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ความร่วมมือข้ามพื้นที่ จังหวัด และหมู่บ้าน โดยให้ชุมชนเป็นตัวตั้ง มีแผนอพยพและศูนย์บัญชาการร่วม ดังตัวอย่าง หมู่บ้านกรีนวัลเลย์ สมุทรปราการ ที่ขับเคลื่อนร่วมกับประชาชน ริเริ่มแก้ปัญหาและดึงภาครัฐกับภาคธุรกิจเข้ามาร่วมมือ แทนการรอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว
3) เปลี่ยนจากเยียวยาเป็นแพ็กเกจฟื้นฟู ฟื้นทั้งบ้าน อาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ (36.06%) กลุ่มเสียหายรุนแรงมาก 36.06% คาดว่าจะฟื้นตัวเกิน 3 เดือน รัฐจึงต้องจัดแพ็กเกจฟื้นฟูตามระดับความเสียหาย ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเยียวยาหรือซ่อมบ้าน แต่ต้องครอบคลุมการฟื้นฟูอาชีพ รายได้ และการดำรงชีวิต เพื่อให้ประชาชนกลับมาทำมาหากินได้อย่างแท้จริง
4) เมกะโปรเจกต์ต้องเดินคู่เส้นเลือดฝอย กระจายงบแก้น้ำท่วมถึงชุมชน (48.21% ของคำตอบ) ผลสำรวจด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำ ผังเมือง และบทบาทท้องถิ่นรวม 48.21% ของคำตอบทั้งหมด รัฐจึงต้องลงทุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หรือ "เส้นเลือดใหญ่" และระบบน้ำระดับหมู่บ้านหรือ “เส้นเลือดฝอย” พร้อมกระจายงบประมาณและอำนาจให้ท้องถิ่นแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้จริง
5) ยกระดับการจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติอย่างครบวงจร ผลสำรวจด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพรวม 57.44% ของคำตอบทั้งหมด รัฐจึงควรจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำระยะยาว เชื่อมการระบายน้ำ การกักเก็บ การผันน้ำ และเขื่อนหรือแนวกั้นน้ำเข้าด้วยกัน พร้อมบูรณาการหน่วยงานและงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ
6) ศึกษาและสร้างเมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย สร้างเมืองเศรษฐกิจเป็นเขื่อนป้องกันน้ำในตัว หลายปีที่ผ่านมา ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เคยเสนอแนวคิด "เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย" เพื่อรับมือความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและการจมน้ำของกรุงเทพฯ และเมืองชายฝั่งในอนาคต พร้อมรักษาพื้นที่เศรษฐกิจ สินทรัพย์ และมรดกเมืองรัตนโกสินทร์ที่สั่งสมมากกว่า 200 ปี โดยพัฒนา "เมืองเศรษฐกิจที่เป็นเขื่อนป้องกันน้ำในตัว" ให้สร้างกิจกรรมเศรษฐกิจและผลตอบแทนเพื่อดึงดูดเงินลงทุนเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ลดภาระงบประมาณรัฐ แทนการสร้างเขื่อนเพียงอย่างเดียว
"วรศิษฎ์” แจง งบเยียวยาน้ำท่วม กทม. เคลียร์เรียบร้อย เป็นเงินกทม.300 ล้านบาท
"ไม่รอ-ไม่อด" แต่ต้อง "รอด" สร้างชุมชนประเมินความเสี่ยง พร้อมรับมือภัยพิบัติ
น้ำท่วมภูเก็ต กระทบกว่า 100 ครัวเรือน เตือนเฝ้าระวังฝนหนักถึง 30 ต.ค.
เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย
今天(2026 年 10 月 27 日),IFD 民意调查机构(IFD Poll and Survey)公布了一项题为“从 2026 年洪灾中吸取教训:危机尚未结束;敦促政府采取积极行动”的民意调查结果。IFD 民意调查机构由国家发展研究所所长兼未来发展研究所所长 Kriengsak Chareonwongsak 教授博士和 IFD 民意调查机构主任 Jittima Boonwitaya 女士代表。
IFD的一项民意调查显示,67.71%的受访者表示会受到2026年洪灾的直接或间接影响。受灾严重的受访者预计灾后重建需要三个月以上的时间(36.06%),而超过半数(55.30%)的受访者表示没有做好应对再次洪灾的准备。另有69.84%的受访者希望政府能够提前发布预警。他们敦促政府采取积极的防洪措施,包括投资建设一套全面的水资源管理系统——在村级层面建立由政府和私营部门共同支持的“毛细管”式供水系统——以及诸如“泰国湾垂直城市”之类的巨型项目,即通过私营部门投资,打造能够自给自足、抵御洪灾的经济区。
一项针对2026年洪灾总体影响的调查发现,10.02%的受访者受到严重影响,房屋、财产或生计遭受重大损失;18.00%的受访者受到中度影响,财产或收入遭受部分损失;39.69%的受访者在出行、工作或支出方面受到间接影响;32.29%的受访者未受影响。总体而言,67.71%的受访者受到不同程度的影响,其中28.02%受到直接影响。
关于洪灾后的预期恢复时间,我们对341名直接受灾民众进行了调查。这些人被分为两类:122名受灾严重者,219名受灾中度者。调查结果显示,22.29%的人预计一周内恢复,36.66%的人预计2-4周内恢复,9.97%的人预计1-3个月内恢复,25.51%的人预计3个月以上恢复,5.57%的人无法评估恢复时间。
根据损伤程度分类,重度受损组预计在1周内康复(15.57%),2-4周内康复(30.33%),大约1-3个月内康复(10.66%),超过3个月内康复(36.06%),以及康复程度尚未评估(7.38%)。中度受损组预计在1周内康复(26.03%),2-4周内康复(40.18%),大约1-3个月内康复(9.59%),超过3个月内康复(19.63%),以及康复程度尚未评估(4.57%)。重度受损组预计在4周内康复(45.90%),而中度受损组的康复率为66.21%。
关于家庭应对突发洪水的准备情况,调查结果显示,9.94%的家庭准备充分,制定了疏散计划,储备了物资;28.10%的家庭准备得比较充分;37.63%的家庭没有准备;17.67%的家庭完全没有准备;6.66%的家庭表示不清楚或未作答。综合来看,38.04%的家庭准备充分或准备充分,而55.30%的家庭既没有准备也没有准备。
关于政府在不确定情况下发布洪水预警的必要性,调查发现,69.84% 的人希望政府即使没有发生洪水也发布预警,因为这总比毫无准备要好;21.94% 的人希望只有在情况确定时才发布预警,即使预警会延迟,因为这总比造成恐慌要好;8.22% 的人没有意见/没有回答。
一项关于应对洪涝灾害的长期投资方案调查显示,22.46%的受访者认为需要建设城市和社区排水系统。其次是蓄水和分流系统,例如水库、蓄水池和分流渠(18.35%);土地管理、城市规划和流域森林恢复(17.96%);大型水坝和防洪屏障(16.63%);通过移动电话建立预警系统(16.48%);增加地方政府的预算和权限(7.79%);以及其他方案(0.33%)。这些百分比代表所有被选中的投资方案,而非每个方案的单独占比。
Kriengsak 教授博士分析了 IFD 民意调查结果中的 7 项影响和 6 项补充建议,如下所示:
1)洪水的影响不仅限于房屋,还波及生计和职业(67.71%)。67.71%的受访者直接或间接受到影响,这表明损失涵盖了房屋、工作、收入和日常生活。
2)洪水消退并不意味着恢复——援助必须持续到人们能够重返正常生活为止(36.06%)。在受灾严重的群体中,36.06%的人预计恢复需要3个月以上,这一比例高于受灾较轻群体(19.63%)。同时,受灾较轻群体中有66.21%的人预计4周内即可恢复,而受灾严重的群体中只有45.90%的人预计4周内即可恢复。这反映出不同程度的灾后恢复时间存在差异。因此,政府必须帮助灾民重建家园、恢复生计和收入,而不是在洪水消退后就停止援助。
3)从个人应对转向社区范围内的协作式灾害管理(55.30%)。55.30%的受访者表示对突发洪水毫无准备或完全没有准备。因此,社区应成为灾害规划的主力军,正如绿谷村的例子所示,该村居民主动解决问题,并与政府和私营部门协调合作,从“等待援助的社区”转变为“在政府和私营部门支持下主动行动的社区”。
4)预警系统必须在公众做好准备之前发出警报(69.84%)。69.84%的受访者希望政府即使在情况不明朗的情况下也能提前发布预警。因此,政府必须建立一个快速、准确且持续更新的预测和预警系统,以便民众能够及时准备物资并撤离。
5)长期防洪需要综合措施——将排水系统、蓄水、分流和水坝连接起来(57.44%的受访者选择此项)。其中,22.46%的受访者选择了排水系统,18.35%的受访者选择了蓄水和分流设施,16.63%的受访者选择了大型水坝或防洪屏障,总计57.44%。因此,政府必须建立一个所有措施相互关联的水资源管理体系,而不是由不同的机构各自独立地解决问题。
6)仅靠大型项目是不够的——主干道和细支道都需要关注(占回复的48.21%)。关于城市和社区排水系统的回复占22.46%,城市规划和土地管理占17.96%,增加地方政府的资金和权力占7.79%,总计占48.21%。克里恩萨克教授强调,大型项目是至关重要的“主干道”,但社区层面的“细支道”也必须同步发展,同时还要分配预算并提升地方政府的能力。
7)投资防洪胜于灾后重建。55.30%的受访者尚未做好应对突发洪水的准备,因此,需要加大对预防措施的投资,包括预警系统、社区防灾准备和基础设施建设,并辅以灾后重建。这需要从国家层面到各地区、各省乃至各村进行综合管理,以社区为关键基础,降低风险和损失。
IFD民意调查提出的六项建议如下:
1)改革预警系统,使其更快更准确(69.84%)。69.84%的受访者希望政府即使在情况不明朗的情况下也能发布预警。因此,政府必须升级预报和预警系统,使其更快、更准确,并持续发布风险信息,以便民众有时间做好财产准备和撤离,而不是等到洪水发生后才发布预警。
2)增强社区应对洪灾的能力(55.30%):55.30%的受访者表示他们对突发洪灾毫无准备,因此需要建立一个从国家到区域合作、省级到村级的四级响应体系,并将社区置于核心地位。这包括制定疏散计划和建立联合指挥中心,例如北榄府的绿谷村,该村与其居民合作,主动解决问题,并积极与政府和私营部门合作,而不是仅仅依赖援助。
3)从救济转向恢复方案:重建家园、恢复生计、提升生活质量(36.06%)。受灾严重的群体(36.06%)预计恢复需要超过3个月的时间。因此,政府必须根据受灾程度提供恢复方案,不仅要提供赔偿或房屋修缮,还要涵盖恢复生计、收入和生活条件,使人们能够真正重返工作岗位,恢复生计。
4)大型项目必须与小型基础设施齐头并进,并将防洪资金分配给社区(48.21%的受访者持此观点)。关于排水系统、城市规划和地方政府作用相关投资的调查显示,48.21%的受访者认为政府需要同时投资大型基础设施(即“主干道”)和村级供水系统(即“毛细血管”),并向地方政府分配预算和权力,以便其有效解决辖区内的洪涝问题。
5)将水资源管理提升为国家综合议程。一项调查显示,57.44%的受访者表示需要投资基础设施建设。因此,政府应制定长期水资源管理计划,将排水、蓄水、引水、水坝或防洪设施等要素整合起来,并协调相关机构和预算,系统性地解决洪涝灾害问题。
6)研究并建设泰国湾周边的垂直城市,打造自给自足的防洪经济城。多年来,克里恩萨克教授博士一直提出“泰国湾周边垂直城市”的概念,以应对海平面上升和曼谷及沿海城市未来被淹没的风险。通过建设“自给自足的防洪经济城”,保护拉达那哥欣岛两百多年来积累的经济区域、资产和文化遗产,创造经济活动和收益,吸引国内外私人投资,从而减轻政府预算负担,而非仅仅依赖水坝建设。
Worasit解释说,曼谷市政府已批准拨款3亿泰铢用于曼谷洪灾救济。
“不要等待,不要挨饿”,而是“生存下去”。建立社区机制来评估风险并做好应对灾害的准备。
普吉岛洪水已影响超过100户家庭。当局警告民众,10月30日前将持续强降雨,需保持警惕。
泰国湾周边的垂直城市