ส่งออกไทยรับอานิสงส์ AI นำเข้าพุ่ง 50.4% ฉุดดุลการค้า人工智能促进泰国出口,进口激增 50.4%,影响贸易平衡。
ศูนย์วิจัยกรุงไทย ประเมินตลาดลงทุนผันผวนจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี กังวลผลตอบแทนลงทุน AI ราคาน้ำมันพุ่ง แนะ เน้นทยอยซื้อ จับตาประชุมธนาคารกลางและผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี ชี้กระแส AI หนุนส่งออกไทย

วันนี้ ( 27 ต.ค.2569) ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 26-30 ต.ค. 2569 ว่า ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนจากแรงขายทำกำไรในหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน แม้ภาพรวมกำไรบริษัทและความต้องการใช้ AI ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ยังมองแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะกลางเป็นบวก
ส่งออกไทยรับอานิสงส์ AI นำเข้าพุ่ง 50.4% ฉุดดุลการค้า
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.5% และ Nasdaq ลดลง 0.7% ขณะที่ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นปรับลดลง ตรงข้ามกับตลาดหุ้นเวียดนามที่ฟื้นตัวประมาณ 4% จากการหมุนเวียนเงินลงทุน
ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงราว 8 จุดพื้นฐาน (bps) สู่ระดับ 5.00% หลังระหว่างสัปดาห์ปรับขึ้นเหนือ 5.14% จากแรงขายหุ้น AI ที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ลดลงประมาณ 1.1 bps สู่ระดับ 2.30%
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 6.2% สู่ระดับ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลต่อความเสี่ยงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง ส่วนราคาทองคำลดลง 4.1% สู่ระดับ 3,996 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ซึ่งลดแรงหนุนจากความต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น
Krungthai CIO แนะนำคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ระดับ Slightly Overweight ในระยะกลาง แต่เพิ่มความระมัดระวังต่อความผันผวน โดยมองการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor เป็นโอกาสทยอยสะสมด้วยกลยุทธ์ Buy on Dip หรือแบ่งเงินลงทุนเข้าซื้อเป็นจังหวะ แทนการไล่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นแรง
สำหรับการจัดพอร์ต แนะนำกลยุทธ์ Barbell โดยกระจายเงินลงทุนระหว่างหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพดี กับหุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตของธุรกิจ AI เพียงกลุ่มเดียว พร้อมพิจารณาหุ้นเวียดนามเป็นทางเลือกกระจายความเสี่ยง และหุ้นกลุ่มพลังงานเพื่อช่วยรองรับความเสี่ยงระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
ด้านทองคำยังเหมาะสำหรับกระจายความเสี่ยงในระยะยาว แนวรับสำคัญที่ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาหลุดระดับ 3,900 ดอลลาร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดลงในระยะสั้น ส่วนตราสารหนี้เน้นตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและจำกัดความผันผวน โดยมองบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5.00% เป็นจังหวะเริ่มทยอยสะสม และอาจเพิ่มสัดส่วนลงทุนเชิงรุกเมื่อแตะระดับ 5.30-5.35% สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง นอกจากนี้ กองทุน Krungthai World Class Series (KTWC) เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทจัดการลงทุน Fidelity เป็นผู้จัดการกองทุน
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ Alphabet, Microsoft และ Amazon รวมถึงทิศทางการลงทุน AI และการประชุมธนาคารกลางหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) วันที่ 27-28 ต.ค.69/ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วันที่ 28 ต.ค.69/ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) วันที่ 28-29 ต.ค. 69และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 29-30 ต.ค.69
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 29-30 ต.ค.69 ตลอดจนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย.69 ซึ่งจะเป็นปัจจัยประกอบการประเมินทิศทางดอกเบี้ย นโยบายการคลัง และความผันผวนของตลาดการเงินระยะถัดไป
ด้าน Krungthai COMPASS ประเมินว่า การส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีแรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดจากการนำเข้าและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ข้อมูลเดือนก.ย. 2569 ระบุว่า มูลค่าส่งออกไทยอยู่ที่ 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอเล็กน้อยจาก 24.3% ในเดือนส.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 17.85% หากไม่รวมทองคำ การส่งออกขยายตัว 29.1% โดยสินค้าอุตสาหกรรมเติบโต 25.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 30 ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 2.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ของไทยเดือนกันยายนที่ระดับ 54.3 ซึ่งสูงกว่า 50 และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายนเติบโต 55.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก
ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยการส่งออกขยายตัว 50.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 36 จากความต้องการคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้หดตัว 8.7% และ 2.7% ตามลำดับ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS เตือนว่า แม้การส่งออกขยายตัวสูง แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เนื่องจากสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศยังต่ำและพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะเดียวกัน มูลค่านำเข้าเดือนก.ย.อยู่ที่ 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.4% เร่งขึ้นจาก 25.1% ในเดือนก่อน จากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าเทคโนโลยี ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.อยู่ที่ 103.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 18% จากเดือนสิงหาคม ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มภาระต้นทุนการนำเข้าพลังงานและอาจกดดันดุลการค้า ตลอดจนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความเสี่ยงขาดดุลเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
"พาณิชย์" หวั่นประท้วงยุโรปยืดเยื้อ กระทบกำลังซื้อ-กดดันส่งออก
ส่งออก ก.ย. ทุบสถิติ โต 24% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ลุ้นทั้งปีโต 19%
เกาะติดประท้วงยุโรป พาณิชย์หวั่นกระทบส่งออก–ขนส่ง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
2026年10月27日,泰京银行首席投资官投资策略团队分析了2026年10月26日至30日这一周的投资前景,指出由于科技和半导体股票获利回吐,以及对人工智能(AI)投资盈利能力和能源价格风险的担忧,全球金融市场正面临波动。尽管整体公司利润和对人工智能的需求并未发生显著变化,但股市的中期前景依然乐观。
人工智能促进泰国出口,进口激增 50.4%,影响贸易平衡。
美国股市收盘涨跌互现,标普500指数下跌0.5%,纳斯达克指数下跌0.7%,而道琼斯指数上涨0.4%。欧洲和日本股市下跌,而越南股市则因投资周转而反弹约4%。
债券市场方面,受人工智能股票抛售压力提振避险资产需求,10年期美国国债收益率本周一度升至5.14%以上,随后下跌约8个基点至5.00%。与此同时,10年期泰国国债收益率下跌约1.1个基点至2.30%。
由于担心中东能源基础设施遭受袭击的风险,布伦特原油价格上涨 6.2% 至每桶 116.72 美元;而由于通胀压力和持续高利率的前景,黄金作为避险资产的短期需求下降,导致黄金价格下跌 4.1% 至每盎司 3,996 美元。
Krungthai CIO建议中期内维持对股票略微增持的投资评级,但提醒投资者注意市场波动。他们认为科技股和半导体股的回调是逐步增持的良机,可以采用“逢低买入”策略,或分阶段分散投资,而不是追逐股价的快速上涨。
在投资组合管理方面,我们推荐杠铃策略,将投资分散到优质成长股和受益于医疗技术进步和创新成果的医疗保健股之间,从而降低对人工智能增长的单一依赖。此外,还可以考虑投资越南股票以分散风险,以及能源股以帮助降低油价上涨带来的短期风险。
黄金仍然是长期多元化投资的理想选择,关键支撑位在每盎司3900美元至4000美元之间。跌破3900美元可能增加短期下跌的风险。债券方面,应重点关注高质量的中短期债券,以最大化利息收益并降低波动性。10年期美国国债收益率高于5.00%是逐步积累的好时机,而当收益率达到5.30%至5.35%时,对于风险承受能力较高的投资者,可以考虑采取更积极的投资策略。此外,由富达投资管理公司专家管理的泰京世界级系列(KTWC)基金也是寻求全球多元化投资的投资者的另一个选择。
需要关注的关键因素包括 Alphabet、微软和亚马逊等主要科技公司的盈利报告,以及人工智能领域的投资趋势和几场央行会议:美联储(FOMC)于 2026 年 10 月 27 日至 28 日召开会议;泰国银行(BOT)于 2026 年 10 月 28 日召开会议;欧洲中央银行(ECB)于 2026 年 10 月 28 日至 29 日召开会议;日本银行(BOJ)于 2026 年 10 月 29 日至 30 日召开会议。
此外,还需要密切关注2026年10月29日至30日美国第三季度国内生产总值(GDP)数据和个人消费支出(PCE)价格指数,以及2026年11月3日美国中期选举。这些因素将用于评估未来一段时间内利率、财政政策和金融市场波动的走向。
泰京COMPASS预测,2026年剩余时间内,全球技术周期将继续支撑泰国出口,尤其是人工智能和数据中心基础设施投资推动的电子产品需求。然而,国内创造附加值的能力,以及进口和能源价格上涨对经常账户平衡造成的压力,都需要密切关注。
2016年9月的数据显示,泰国出口额达到384.389亿美元,较去年同期增长24.0%。虽然增速较8月份的24.3%略有放缓,但仍高于分析师预测的17.85%。剔除黄金出口后,出口额增长29.1%,其中工业品出口连续第30个月增长25.4%,农产品及农副产品出口连续第二个月增长2.5%。
科技和电子产品是主要驱动力,这与泰国9月份制造业采购经理人指数(PMI)54.3的数据相符,该指数高于50,并连续第17个月扩张。今年1月至9月,泰国电子产品出口同比增长55.59%,反映出全球对人工智能和数据中心投资的积极影响。
美国市场依然是主要驱动力,受计算机和电子产品需求的推动,出口连续第36个月增长,增幅达50.1%。与此同时,中东和南亚市场分别连续第五个月萎缩,降幅分别为8.7%和2.7%。
然而,《泰京指南》(Krungthai COMPASS)警告称,尽管出口增长强劲,但由于国内原材料占比低且高度依赖进口,泰国在创造国内附加值方面面临诸多限制。与此同时,9月份泰国进口额达到442.956亿美元,同比增长50.4%,高于上月的25.1%。这一增长主要由资本货物和用于生产技术产品的原材料进口推动,导致贸易逆差达到58.566亿美元。
此外,受中东冲突的影响,9月至10月布伦特原油均价为每桶103.71美元,较8月份上涨18%。这加重了能源进口成本,可能对贸易平衡造成压力,并增加未来经常账户赤字扩大的风险。
商业部担心欧洲持续不断的抗议活动将对购买力产生负面影响,并对出口造成压力。
9月份出口额创历史新高,增长24%,为历史最高水平。预计全年增长19%。
密切关注欧洲抗议活动:商务部担心会对出口和运输造成影响。
中东冲突