รัฐบาลจับมือจีนรับเงินหนุน 3.75 แสนดอลลาร์ ดัน 2 โครงการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว泰国政府正与中国合作,获得 37.5 万美元的资金,用于支持两个旨在升级绿色产业的项目。
รัฐบาลจับมือจีนรับเงินสนับสนุนกว่า 3.75 แสนดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนแม่โขง–ล้านช้าง เดินหน้า 2 โครงการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่–โซลาร์เซลล์–ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หนุนภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero

วันนี้ (27 ต.ค.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ.2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนรวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จำนวน 2 โครงการ
น.ส.ลลิดากล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาค โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับ 2 โครงการสำคัญ ได้แก่
โครงการแรก การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมสีเขียวในกลุ่มประเทศแม่โขง-ล้านช้างและจีน (Capacity Building for Recycle Industry to Support Circular Economy and Green Industry among Mekong-Lancang and China) ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน มีเป้าหมายเพื่อสำรวจและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างในการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลในภูมิภาค
โครงการที่สอง เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม CLMVT เพื่ออนาคตคาร์บอนต่ำ (Pathway to Net Zero: Empowering CLMVT Industries for a Low-Carbon Future) ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMVT ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ให้มีความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ตลอดจนส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน การพัฒนากรอบนโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในการรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองโครงการจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ลดปริมาณของเสีย และสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero จะช่วยให้หน่วยงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
น.ส.ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ร่างความตกลงดังกล่าว ฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนามในความตกลง และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ โดยกำหนดให้วันที่ลงนามเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมมีระบบกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการทั้งสองจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดิน
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ของประเทศไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยกับจีน โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
"รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้างครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว" น.ส.ลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุตสาหกรรมสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เศรษฐกิจ และประชาชนในระยะยาว
โซลาร์ภาคประชาชน รัฐหนุน 5 หมื่นบาท 1 ล้านครัวเรือน นายกฯ ชี้ลดค่าไฟ 2.4 หมื่นล้าน/ปี
ครม.ไฟเขียวหั่นภาษี E20-B20 นาน 3เดือน เตรียมเคาะราคาขายปลีกหน้าปั๊มบ่ายนี้
เครือข่ายปชช. ชุมนุมเรียกร้องนายกฯ "อนุทิน" หยุดเซ็นรับรอง กฎหมาย 4 ฉบับ
ความร่วมมือแม่โขงล้านช้าง
ประเทศแม่โขง-ล้านช้างและจีน
2026年10月27日,泰国总理府副发言人拉莉达·佩里斯维瓦塔纳女士透露,政府正推进与中华人民共和国的合作,以推动泰国产业向绿色经济和可持续发展转型。内阁批准了工业部与中华人民共和国驻泰国大使馆就2025年湄公河-澜沧江合作专项基金项目开展合作的协议草案。内阁还授权工业部常务秘书或其指定代表签署协议,接受中国提供的总额为375,900美元的资金,用于两个旨在发展绿色产业和低碳经济的项目。
拉利达女士表示,此次合作是湄公河-澜沧江合作专项基金(MLCSF)的一部分,该基金旨在支持次区域成员国的能力建设与合作。工业部已获得预算支持,用于两个重点项目,分别是:
第一个项目“湄公河-澜沧江地区及中国循环经济和绿色产业循环利用能力建设”由产业经济办公室负责实施,为期18个月,预算为13.29万美元(不超过98.35万元人民币)。该项目旨在探索和提升湄公河-澜沧江次区域各国高效管理和回收汽车电池、太阳能电池板和电子垃圾的能力,并制定相关的治理框架和政策指导方针,以支持资源的高效利用,减少环境影响,并促进该区域循环利用产业的发展。
第二个项目“迈向净零排放之路:赋能柬埔寨、老挝、缅甸、越南和泰国(CLMVT)产业,共创低碳未来”由一家ISO认证机构实施,为期18个月,预算为24.3万美元,或最高可达179.82万人民币。该项目的目标是为CLMVT国家(柬埔寨、老挝、缅甸、越南和泰国)的产业提供必要的知识、工具和资源,以实现向净零碳排放的转型。此外,该项目还旨在促进可持续生产实践、政策框架制定和国际合作,从而提升产业能力,以满足国际环境要求和气候目标。
总理府副发言人表示,这两个项目将有助于提升泰国工业部门向低碳经济转型过程中的准备程度,尤其是在处理现代工业(例如电动汽车电池、太阳能电池板和电子设备)产生的废弃物方面。随着清洁能源技术的普及,预计这些废弃物的产生量将会增加。发展回收利用知识和建立相应的监管体系,将增加材料再利用的机会,减少废弃物,并为回收行业的可持续发展奠定基础。
与此同时,发展工业能力以实现净零排放,将使相关机构和企业能够交流减少温室气体排放的知识和最佳实践,并为环境标准和国际贸易的变化做好准备,这些都是泰国工业部门未来竞争力的关键因素。
拉莉达女士进一步指出,根据协议草案,中方将在协议签署之日起20个工作日内向泰方拨付全部预算,泰方须在10个工作日内正式确认收到款项。协议签署日将作为项目启动日,并建立一套监测和评估机制,以确保资金按照既定目标和计划进度使用。重要的是,这两个项目的实施不会产生额外费用,也不会给国家预算带来任何负担。
此外,此次合作符合泰国的生物经济、循环经济和绿色经济(BCG)模式,也符合泰中两国在产业和环境技术方面的合作。其目标是促进低碳生产、高效资源利用和环境友好型产业发展,从而在支持经济增长的同时保护环境。
拉莉达女士表示:“政府优先考虑提升泰国产业水平,使其在环境保护的同时实现增长,特别是通过开发回收技术和优化生产流程来减少碳排放。此次与中国在湄公河-澜沧江基金框架下的合作,将使泰国获得绿色产业方面的知识和网络,这些知识和网络可以进一步发展,从而提升生产能力,增强泰国产业的长期竞争力。”
总理副发言人最后表示,政府将继续推进绿色产业、循环经济和环境技术领域的国际合作,以支持泰国产业适应全球经济变化,减少环境影响,并为可持续产业发展创造新机遇。其目标是确保向低碳经济转型能够长期惠及企业家、经济和人民。
面向公众的太阳能发电:政府补贴 5 万泰铢,惠及 100 万户家庭;总理表示每年可节省 240 亿泰铢的电费。
内阁已批准对 E20 和 B20 燃料减税 3 个月,并准备于今天下午最终确定加油站的零售价格。
公民们组成网络,集会要求总理阿努廷停止签署四项法律。
湄公河-澜沧合作
湄公河-澜沧江国家和中国