ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก ฉะนายกฯ เอาแต่ร้องเพลง แต่นักศึกษานั่งร้องไห้泰国活动人士敦促政府解决学生贷款基金的财政危机,并批评总理只顾唱赞歌,而学生们却只能坐着哭泣。
พรรคไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก แฉ ปี 69 กยศ. มีงบเพียง 5,100 ล้าน ไม่เพียงพอต่อความต้องการกู้ยืมเรียนที่สูงถึง 37,000 ล้าน ฉะนายกฯ เอาแต่ร้องเพลง ขณะที่นักศึกษานั่งร้องไห้

พรรคไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก แฉ ปี 69 กยศ. มีงบเพียง 5,100 ล้าน ไม่เพียงพอต่อความต้องการกู้ยืมเรียนที่สูงถึง 37,000 ล้าน ฉะนายกฯ เอาแต่ร้องเพลง ขณะที่นักศึกษานั่งร้องไห้
วันที่ 3 กันยายน 2569 นายภูวพัฒน์ ชนะสกล รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากตัวแทนนักศึกษาที่กำลังประสบปัญหาไม่สามารถกู้ยืมเงิน กยศ. เพื่อศึกษาต่อได้ เนื่องจากขณะนี้กองทุน กยศ. ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจัดสรรโควตาใหม่ที่เรียกว่า Waterfall Model
การปรับเกณฑ์ดังกล่าว เป็นการจำกัดโควตาโดยให้ความสำคัญกับ “สาขาวิชาที่ประเทศต้องการ” (เช่น AI, ยานยนต์ไฟฟ้า, แพทย์) เหนือเกณฑ์ “ความยากจน” ทำให้เม็ดเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกเทไปให้กลุ่มสาขาเฉพาะจนหมด ส่งผลให้นักศึกษาที่ยากจนขาดแคลนทุนทรัพย์จริงๆ แต่เลือกเรียนในกลุ่มสาขาทั่วไป (เช่น บริหารธุรกิจ, นิเทศศาสตร์, ครุศาสตร์) ถูกตัดสิทธิ์และกู้ไม่ผ่านทันที
นอกจากนี้ กองทุนยังมีการเปลี่ยนนิยาม บังคับให้ผู้กู้รายเดิมที่เปลี่ยนระดับชั้นหรือย้ายสถานศึกษา ต้องกลายสถานะเป็น “ผู้กู้รายใหม่” และต้องมาต่อคิวรับการคัดกรองใหม่ทั้งหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เด็กไทยกว่าครึ่งที่ยื่นกู้ ต้องหลุดโควตา เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา และบีบบังคับให้หลายครอบครัวต้องไปกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาสำรองจ่ายค่าเทอมล่วงหน้า
“ผมขอจี้ไปยังนายกรัฐมนตรี ให้ลงมาสั่งการและเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เยาวชนโดยด่วนที่สุด การศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องที่เด็กต้องมานั่งลุ้นรายวัน ผู้นำประเทศต้องจัดลำดับความสำคัญให้ถูก ไม่ใช่มัวแต่ไปนั่งเป่าแซ็กโซโฟน หรือร้องเพลงโชว์สื่อ ในขณะที่นักศึกษาและผู้ปกครองทั่วประเทศกำลังนั่งร้องไห้เพราะกำลังจะหมดอนาคต”
泰桑泰党敦促政府解决学生贷款基金的财政危机,并指出到2026年,该基金的预算仅为51亿泰铢,不足以满足总额高达370亿泰铢的学生贷款需求。他们批评总理只会空谈,而学生们却只能坐在那里哭泣。
2026年9月3日,泰桑泰党副发言人普瓦帕·查纳萨科尔先生透露,他收到学生代表的投诉,称他们难以从学生贷款基金(SLF)获得助学贷款以继续学业。这是因为学生贷款基金目前面临严重的流动性短缺,因此需要调整配额分配标准,采用一种名为“瀑布模型”的新模式。
这项调整限制了招生名额,优先考虑“国家需要的研究领域”(例如人工智能、电动汽车、医学),而非“贫困”标准。这导致有限的资金全部流向这些小众领域,而真正贫困的学生如果选择一般性专业(例如工商管理、传播学、教育学),则会立即被取消资格,贷款申请也遭到拒绝。
此外,该基金更改了贷款定义,迫使现有借款人如果升入更高年级或转学,则必须成为“新借款人”,并接受新的审核流程。这一问题导致超过一半的泰国学生无法获得贷款名额,面临辍学风险,并迫使许多家庭提前向非正规贷款机构借款以支付学费。
“我敦促总理立即下令,紧急解决青少年面临的这个问题。教育是一项基本权利,不是孩子们每天都要担忧的事情。国家领导人必须分清轻重缓急,而不是把时间浪费在吹萨克斯风或对着媒体唱歌上,而全国各地的学生和家长却在哭泣,因为他们的未来即将被毁。”