"ตัดงบเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้" กระทบงานมั่นคง เปิดช่องอาชญากรรม ?“削减南部边境省份警察经费预算”会影响安全,并为犯罪打开方便之门吗?
การปรับลดเบี้ยเลี้ยงตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2570 ลดลงกว่า 429 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นงบค่าเบี้ยเลี้ยงที่ลดลงกว่า 314 ล้านบาท ซึ่งจะ

การปรับลดเบี้ยเลี้ยงตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2570 ลดลงกว่า 429 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นงบค่าเบี้ยเลี้ยงที่ลดลงกว่า 314 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะมีการปรับลดทุกสายงาน ทุกภารกิจ
มีข้อมูลระบุว่า ตำแหน่ง นปพ. หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ภูธรจังหวัด ปรับลดจากอัตราเดิมคนละ 6,700 บาท/เดือน เหลือคนละ 5,000 บาท หรือลดลง 1,700 บาท ต่อคนต่อเดือน ประมาณ 25.4% คิดรวมเป็นยอดเงินทั้งปีที่หายไป 20,400 บาทต่อคน
ขณะที่ อำนวยการ, ปราบปราม, จราจร, สืบสวนสอบสวน ปรับลดจากอัตราเดิม คนละ 5,860 บาท/เดือน เหลือคนละ 4,300 บาท/เดือน หรือลดลง 1,560 บาท ต่อคนต่อเดือน ประมาณ 26.6% คิดรวมเป็นยอดเงินทั้งปีที่หายไป 18,720 บาทต่อคน ส่วนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อัตราเดิม เบี้ยเลี้ยงคนละ 6,780 บาท/เดือน ลดเหลือ คนละ 3,820 บาท/เดือน หากเป็นฝ่ายอำนวยการ ได้รับ 2,800 บาท/คน/เดือน
อย่างไรก็ตาม แม้การบริหารงบประมาณภาครัฐต้องคำนึงถึงข้อจำกัดทางการคลัง แต่การลดค่าใช้ จ่ายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงจะกระทบต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมากน้อยเพียงใด ถือเป็นคำถามสำคัญที่รัฐบาลอาจต้องทบทวนหรือไม่
"ตัดงบเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้" กระทบงานมั่นคง เปิดช่องอาชญากรรม ?
รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยาและนวัตกรรมความปลอดภัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิเคราะห์ในรายการ “นิวส์รูม ห้องข่าวไทยพีบีเอส” ว่า ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีภารกิจและความเสี่ยงแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป การลดเบี้ยเลี้ยงจึงอาจกระทบทั้งขวัญกำลังใจและแรงจูงใจของผู้ที่ต้องการเข้ามาทำงานในพื้นที่
“หากถูกตัดเรื่องเบี้ยเลี้ยง ก็ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ แรงจูงใจของคนที่อยากมาทำงานในพื้นที่”
รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหางบประมาณตำรวจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีเบี้ยเลี้ยงชายแดนใต้ แต่เป็นปัญหาที่สะสมในหน่วยงานระดับปฏิบัติการมาอย่างยาวนาน ทั้งตำรวจสายป้องกันปราบปราม พนักงานสอบสวน และฝ่ายสืบสวน ต่างเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จำเป็นต่อการทำงาน
“พนักงานสอบสวนต้องซื้อกระดาษ A4 ใช้เอง งบค่าน้ำมันรถสำหรับนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังไม่เพียงพอ น้ำมันรถสายตรวจและรถสืบสวนมีข้อจำกัด ไปจนถึงอุปกรณ์อย่างเสื้อเกราะและรถยนต์ที่ไม่เพียงพอต่อภารกิจ ตำรวจสะท้อนปัญหาได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องงบประมาณ ห้ามพูด หากพูดก็จะถูกมองว่าเป็นความบกพร่องในการบริหารจัดการของผู้บังคับบัญชา”
เมื่อทรัพยากรพื้นฐานไม่เพียงพอ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องรับผิดชอบภารกิจให้สำเร็จ จึงเกิดคำถามว่าเงินและทรัพยากรที่ขาดหายไปจะหามาจากไหน
ประเด็นที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตและการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ อธิบายว่า งานวิจัยด้านอาชญาวิทยาสะท้อนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันรถหรืออุปกรณ์ป้องกันตัว ประกอบกับขวัญกำลังใจที่ลดลง อาจกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มอาชญากรรมหรือเครือข่ายผิดกฎหมายเข้ามายื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับผลประโยชน์
หากปัญหาสะสมโดยไม่มีการแก้ไข อาจลุกลามจากการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล ไปสู่การที่เจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรม
“หากความจำเป็นขั้นพื้นฐานไม่มี ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันรถไม่พอ เสื้อเกราะไม่พอ ก็จะกลาย เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหา สุดท้ายตำรวจอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเสาค้ำยันเครือข่ายอาชญากรรมหรือองค์กรอาชญากรรม”
ดังนั้นการดูแลตำรวจให้มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรและสวัสดิการ ไม่ใช่เพียงเรื่องขวัญกำลังใจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันปัญหาอาชญากรรมและรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจด้วย
อีกปัญหาที่ รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ สะท้อน คือบทบาทของตำรวจที่มักได้รับมอบหมายภารกิจหลากหลาย แม้บางเรื่องไม่ใช่งานหลักโดยตรง เช่น การช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำท่วม การขนส่งอาหาร การประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือการทำงานช่วงเทศกาลที่ต้องดูแลความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุ
แต่ภารกิจเหล่านี้มีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลา ซึ่งบางครั้งไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ จึงกลายเป็นว่าตำรวจเป็นหน่วยงานที่ถูกคาดหวังให้ทำงานได้หลากหลายและปฏิเสธภารกิจได้ยาก และเมื่อไม่มีงบประมาณสนับสนุนที่สอดคล้องกับงาน ภาระจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ
นอกจากนี้ กระบวนการชี้แจงงบประมาณต่อคณะกรรมาธิการยังมีข้อจำกัด เพราะผู้ที่ทำหน้าที่ชี้แจงอาจไม่ได้มีประสบการณ์ตรงกับภารกิจของตำรวจหน้างาน ขณะที่ตำรวจชั้นประทวนหรือผู้ปฏิบัติงานจริงกลับไม่มีโอกาสสะท้อนปัญหา
“ยกตัวอย่างจากการเก็บข้อมูลวิจัยในเมืองพัทยา ซึ่งตำรวจสะท้อนว่าขาดแคลนกล้องประจำตัว น้ำมันรถ และงบฝึกอบรมอาสาสมัครเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยและสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้ท้องถิ่นเคยสนับสนุนงบประมาณ แต่ภายหลังเกิดข้อทักท้วงเรื่องอำนาจหน้าที่ในการใช้งบ ทำให้เห็นช่องว่างระหว่างความจำเป็นของภารกิจในพื้นที่กับระเบียบการจัดสรรงบ ประ มาณ”
รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ เสนอว่า ควรพัฒนากลไกให้ท้องถิ่นสามารถสนับสนุนงบประมาณภารกิจตำรวจได้อย่างเป็นระบบ เพราะการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่โดยตรง
แม้ปัจจุบันจะมีช่องทางให้ตำรวจประสานขอรับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติยังต้องจัดทำโครงการและเสนอขอเป็นรายกรณี จึงควรมีกฎระเบียบที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบให้ชัดเจน พร้อมระบบตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้การสนับสนุนเกิดประโยชน์และไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมองค์กรและระบบผู้บังคับบัญชาที่มีลำดับชั้นเข้มข้น ทำให้ตำรวจระดับปฏิบัติการสะท้อนปัญหาหรือรวมตัวเรียกร้องได้ยาก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้บังคับบัญชาและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงควรมีช่องทางรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เพื่อให้ผู้มีอำนาจจัดสรรงบประมาณเข้าใจข้อจำกัดและความต้องการที่แท้จริงของตำรวจ
กรณีการลดเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้ครั้งนี้ จึงไม่ได้สะท้อนเพียงข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่ยังเปิดให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรตำรวจ ทั้งการขาดแคลนทรัพยากร การจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจ และระบบที่ทำให้เสียงของผู้ปฏิบัติงานไปไม่ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ท้ายที่สุด การดูแลตำรวจไม่ควรจำกัดอยู่แค่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงตามระเบียบ แต่ต้องทำให้เจ้าหน้าที่มีทรัพยากรเพียงพอ มีความมั่นคงในการทำงาน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
คำถามจึงไม่ใช่แค่รัฐจะประหยัดงบประมาณได้เท่าไรจากการลดเบี้ยเลี้ยง แต่การประหยัดงบประมาณครั้งนี้จะสร้าง “ต้นทุน” อะไรให้กับความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว
“เอกนัฏ” รื้อโครงสร้างน้ำมัน ถอดต้นทุนทิพย์ลดต้นทุน 1.08 หมื่นล้าน/ปี
3 ยักษ์แพลตฟอร์มยอมลด GP พาณิชย์ชี้ช่วยร้านค้า 1.2 ล้านราย
คนไทย 69.9% กังวลค่าครองชีพ KP ชี้ กลุ่มรายได้เกิน 5 หมื่นหนี้สูงสุด
รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล
รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยาและนวัตกรรมความปลอดภัย
นิวส์รูม ห้องข่าวไทยพีบีเอส
ข่าวการเมืองวันนี้ล่าสุด
泰国南部三个边境省份警员津贴削减引发热议,人们质疑此举是否合理。此前,泰国皇家警察2027财年预算削减超过4.29亿泰铢,其中超过3.14亿泰铢用于津贴。这将对在南部三个边境省份工作的警员,特别是低级别警员产生重大影响,所有部门和任务都将受到此次削减的影响。
信息显示,特别行动组(SO组)和省调查部门警员的月薪已从每人6700泰铢降至5000泰铢,每人每月减少1700泰铢,降幅约为25.4%。这意味着每人每年总共损失20400泰铢。
与此同时,行政、镇压、交通和调查部门警员的津贴已从原先每人每月5,860泰铢削减至每人每月4,300泰铢,减少了1,560泰铢,降幅约为26.6%。这意味着每人每年共减少18,720泰铢。至于边境巡逻警察(BPP),其津贴也从原先每人每月6,780泰铢削减至每人每月3,820泰铢,其中行政部门的津贴为每人每月2,800泰铢。
然而,尽管政府预算管理必须考虑到财政限制,但政府可能需要重新考虑的关键问题是,在安全风险领域削减成本会对警察士气和绩效产生多大影响。
“削减南部边境省份警察经费预算”会影响安全,并为犯罪打开方便之门吗?
曼谷拉贾曼加拉科技大学犯罪学与安全创新项目主任、副教授兼警校中校克里萨纳蓬·普特拉库尔在泰国公共电视台(Thai PBS)的“新闻室”节目中分析指出,在南部边境省份执勤的警员与其他地区的警员承担着不同的职责和风险。因此,削减他们的津贴可能会影响士气,并打击那些愿意在该地区工作的警员的积极性。
“如果削减津贴,将会影响那些想来该地区工作的人的士气和积极性。”
克里萨纳蓬中校(警务副教授)指出,警务预算问题并非仅限于南部边境省份的津贴问题,而是长期积累在行动层面的问题。负责预防和打击犯罪的警员、调查人员以及情报部门都面临着开展工作所必需的预算限制。
“调查人员需要自费购买A4纸。押送嫌疑人前往拘留所的燃油预算不足。巡逻车和侦查车辆的燃油也有限。就连防弹背心和车辆等装备都无法满足任务需求。警方可以指出所有问题,唯独不能提及预算问题。他们被禁止谈论预算问题;如果他们说了,就会被上级视为管理失职。”
当基本资源不足,但警察仍需履行职责时,就会出现这样的问题:缺失的资金和资源从哪里来?
令人担忧的问题不仅在于效率下降,还在于腐败和与犯罪网络勾结的风险。警务副教授克里萨纳蓬中校解释说,犯罪学研究表明,当警员缺乏履行职责所需的物资,例如燃料或个人防护装备,再加上士气低落时,犯罪集团或非法网络就可能趁机向他们提供利益交换。
如果问题不断累积而得不到解决,就可能从个人谋取私利升级为某些官员参与犯罪网络。
“如果基本生活必需品匮乏,无论是车辆燃料不足还是防弹背心短缺,都可能成为进一步剥削的起点。最终,警察甚至可能成为支持犯罪网络或有组织犯罪的帮凶。”
因此,确保警察拥有充足的资源和福利不仅关乎士气,而且也是预防犯罪和维护警察组织信誉的一部分。
副教授兼警官克里萨纳蓬中校反思的另一个问题是,警察经常被分配各种各样的任务,甚至是一些与他们的核心职责没有直接关系的任务,例如在洪水期间帮助公众、运输食物、协调救灾工作,或在节日期间工作以确保安全和减少事故。
然而,这些任务都需要成本,包括燃料、伙食和加班费,而这些费用有时预算不足。因此,警察需要执行各种各样的任务,而且很难拒绝。在缺乏充足预算支持的情况下,这些负担就落在了行动一线警员身上。
此外,向委员会汇报预算的过程存在局限性,因为汇报人员可能没有直接体验一线警员的职责,而低级别警员或实际执行这些工作的警员也没有机会反思这些问题。
例如,在芭堤雅收集的研究数据显示,当地警员缺乏执法记录仪、车辆燃料以及培训志愿者的资金,这些志愿者本可以帮助维护安全并与外国游客沟通。尽管当地政府此前已提供资金,但后来却出现了关于资金使用权限的异议,这凸显了该地区任务的实际需求与预算分配规定之间的差距。
副教授、中校克里萨纳蓬建议,应该建立一种机制,利用地方预算系统地支持警察任务,因为维护和平、秩序和安全直接关系到该地区的公众。
尽管目前警方已设有渠道与地方行政机构协调并请求支持,但实际上,项目申请仍需逐案提交。因此,应制定明确界定各方角色和职责的规章制度,并建立预算使用情况监督机制,以确保支持措施有效,且不影响警方履行职责的独立性。
与此同时,僵化的组织文化和等级森严的指挥体系使得一线警员难以表达自身问题或组织诉求,因为这可能会对上级和自身职业发展造成负面影响。因此,解决方案应包括建立直接倾听基层警员心声的渠道,以便预算分配者能够了解警务工作的局限性和真实需求。
南部边境省份警察津贴的削减不仅反映了预算限制,也暴露了警察组织内部的结构性问题,包括资源短缺、预算分配与任务不符,以及一线警员的声音无法传达给决策者的制度。
归根结底,警察福利不应仅限于支付规定的津贴,还必须确保警员拥有足够的资源、工作保障以及有效履行职责、保障公共安全的能力。
因此,问题不仅在于政府通过削减津贴能节省多少钱,还在于这种预算节省会对公共安全造成怎样的长期“代价”。
“Ekanat”计划重组石油行业,取消成本包容性措施,每年可降低成本108亿泰铢。
三大电商平台巨头同意降低其毛利率,并表示此举将惠及 120 万零售商。
69.9%的泰国人对生活成本感到担忧。KP指出,月收入超过5万泰铢的群体负债最高。
副教授、警官克里萨纳蓬·普特拉库尔中校
副教授、警官中校 Krisanapong Pootrakul,犯罪学与安全创新项目主席。
泰国公共电视台新闻编辑室
今日最新政治新闻。