"ณัฐยา" จี้ตั้ง กมธ.ศึกษารื้อ 4 กองทุนภาษีบาป ห่วงเงิน 1.4 หมื่นล้านหาย《纳塔亚报》敦促成立一个议会委员会,研究解散四个罪恶税基金,并对可能损失 140 亿泰铢表示担忧。
ปชน.เตรียมยื่นญัตติด่วนขอตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาการแก้ กม. 4 แห่งที่รับเงินจากภาษีบาป พร้อมเตือนเงินปีละ 14,000 ล้านบาทอาจเกิดช่องว่างหากไม่มีมาตรการรองรับ ด้านภัณฑิลถามเอกภพ เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ในฐานะใด หลัง "ศุภชัย" ผู้เสนอไม่เข้าประชุม

วันนี้ (29 ต.ค.2569) น.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน แถลงเตรียมเสนอญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ 3 กองทุนและ 1 องค์กร ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
น.ส.ณัฐยา ระบุว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 4 แห่ง เพื่อเปลี่ยนวิธีจัดหาเงินจากการรับเงินบำรุงที่มาจากภาษีบาป มาเป็นการขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบกว้างขวาง จึงควรศึกษาผลดี ผลเสีย และมาตรการรองรับให้ชัดเจนก่อนเดินหน้าแก้กฎหมาย
ประเด็นที่ต้องพิจารณามีอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ความต่อเนื่องของงานดูแลกลุ่มเปราะบาง ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และการดำเนินงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งต้องเผชิญกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นประจำ หากงบประมาณไม่มีความแน่นอนหรือเกิดช่วงรอยต่อในการจัดสรร อาจกระทบการคุ้มครองประชาชน รวมถึงเพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาวจากปัญหาสุขภาพที่ไม่ได้รับการป้องกันอย่างต่อเนื่อง
น.ส.ณัฐยา ยังเตือนว่า การแก้กฎหมายโดยยังไม่มีมาตรการหรือกลไกทางกฎหมายมารับประกันความต่อเนื่องของเงิน อาจทำให้เกิดช่องว่างในการจัดสรรงบประมาณ โดยเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมได้ประมาณปีละ 14,000 ล้านบาท อาจไม่เข้าสู่ระบบตามวัตถุประสงค์เดิม หากมีการเปลี่ยนผ่านโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมไม่จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรหรือกองทุน แต่กระทบต่อสังคมโดยรวม
น.ส.ณัฐยา มองว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณไม่ได้เป็นคำตอบโดยตรงของปัญหาความโปร่งใส เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจบริหารและกลไกกำกับดูแล ปัจจุบันกองทุนและองค์กรเหล่านี้มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีทำหน้าที่กำกับดูแลอยู่แล้ว จึงสามารถใช้อำนาจบริหารยกระดับธรรมาภิบาลและตรวจสอบการดำเนินงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นหน่วยงานที่ต้องขอรับงบประมาณรายปี
นอกจากนี้ ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับก่อนหน้านี้ พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณประมาณร้อยละ 60–80 ขณะเดียวกัน ในช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้รวมกลุ่มยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างต่อเนื่อง
พรรคประชาชนจึงเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรเดินหน้าแก้กฎหมายโดยไม่รับฟังเสียงจากประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบ การตั้ง กมธ.วิสามัญจะเปิดโอกาสให้ศึกษาปัญหาอย่างรอบด้านและพัฒนาข้อเสนอปฏิรูปที่เหมาะสม แทนการเร่งผลักดันกฎหมายโดยยังไม่มีข้อสรุปเรื่องหลักประกันด้านงบประมาณและผลกระทบต่อภารกิจของแต่ละองค์กร
น.ส.ณัฐยา ย้ำว่า ไม่ควรใช้อำนาจนิติบัญญัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินขององค์กรเหล่านี้อย่างรวดเร็ว โดยเปรียบเทียบว่าไม่ควรดำเนินการแบบ "หักด้ามพร้าด้วยเข่า" แต่ควรทำให้ข้อเสนอการปฏิรูปมีความชัดเจนและได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
"ภัณฑิล" ถาม "เอกภพ" เข้าชี้แจง กมธ.ในฐานะใด
ด้านนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อโต้เถียงระหว่างผู้คัดค้านการเปลี่ยนแหล่งเงินของทั้ง 4 องค์กรกับนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายว่า ประเด็นดังกล่าวควรสอบถามนายเอกภพโดยตรง
นายภัณฑิลระบุว่า ในวันเดียวกัน คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนกองทุนต่าง ๆ และนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นผู้เสนอแก้ไขกฎหมาย มาให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ แต่นายศุภชัยไม่ได้เข้าร่วม และมีนายเอกภพเข้าชี้แจงแทน
นายภัณฑิลจึงตั้งคำถามถึงสถานะของนายเอกภพว่า เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะใด เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอโดย สส.พรรคภูมิใจไทย จึงต้องการความชัดเจนว่าเป็นการชี้แจงในนามรัฐบาล ในนามพรรคการเมือง หรือในฐานะอื่น
นายภัณฑิลยังกล่าวถึงข้อสังเกตในการประชุมกรรมาธิการว่า องค์กรและกองทุนที่เกี่ยวข้องมีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งผ่านคณะกรรมการกำกับดูแล การตรวจสอบของข้าราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงการตรวจสอบโดยรัฐสภา โดยยกกรณี สสส. ซึ่งมีผู้แทนเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการในวันดังกล่าวเป็นตัวอย่าง จึงเห็นว่าควรอธิบายให้ชัดว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขคืออะไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งเงินแทนการปรับปรุงกลไกตรวจสอบที่มีอยู่
ข้อเสนอของพรรคประชาชนครั้งนี้จึงมุ่งให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแหล่งเงินของทั้ง 4 องค์กรอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความต่อเนื่องของงบประมาณ ความเป็นอิสระในการทำงาน และหลักประกันว่าเงินที่จัดเก็บจากภาษีจะยังถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อาจส่งผลต่อประชาชนในวงกว้าง
มูลนิธิองค์กรทำดี ให้ บุ๋ม ปนัดดา หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว พร้อมระงับรับบริจาคทุกช่องทาง
นายกฯ เอาผิด "ชัยรัตน์-รักชนก" ปล่อยข้อมูลเท็จ-แชร์สลิปน้ำชา 7 ล้าน
ทบ. ยันดำเนินคดี "ก๊อต อธิป" รุกใช้ที่ดินรัฐ พบเพิ่งเข้าใช้พื้นที่ไม่นาน
今天(2026年10月29日),人民党议员娜塔雅·汶帕克迪女士与其他人民党议员宣布,他们计划向众议院议长提交一份紧急动议。该动议要求成立一个特别委员会,研究与三个基金和一个组织相关的法律改革:泰国健康促进基金会(ThaiHPF)、泰国公共广播服务公司(Thai PBS)、老年人基金和国家体育发展基金。
纳塔亚女士指出,过去一个月,四个领域的有关法律草案均已提出修改,拟将筹款方式从收取罪恶税中的维护费改为申请年度预算拨款。其理由是,为了维护财政纪律,以符合政府向议会公布的政策。然而,人民党认为,此项变更将产生广泛影响,因此,在推进法律修订之前,应充分研究其利弊及应对措施。
至少有三个关键领域需要考虑:弱势群体护理的持续性、公共媒体的独立性,以及对大型企业和行业经常面临的健康风险因素的有效控制。预算的不确定性或拨款缺口可能会影响公共安全,并增加因健康问题无法预防而造成的长期财政负担。
纳塔亚女士还警告说,如果没有相应的法律措施或机制来保障资金的持续性,就贸然修改法律,可能会导致预算拨款出现缺口。如果过渡期缺乏明确的保障措施,每年额外筹集的140亿泰铢可能无法用于其原有用途。由此造成的损失不仅限于该组织或基金本身,还会影响整个社会。
纳塔亚女士认为,改变资金来源并不能直接解决透明度问题,因为它涉及到行政权力和监督机制。目前,这些资金和机构已经由总理、副总理或部长们监管,他们可以利用行政权力改善治理并审查其运作,而无需将其转变为需要年度预算拨款的机构。
此外,此前四次修订草案的公众咨询结果显示,约有60%至80%的人不同意改变资金来源。与此同时,在过去两到三周里,民间社会团体不断提交信函表达反对意见。
因此,人民党认为,立法机关在修改法律之前,不应不听取人民和受影响者的意见。成立一个专门委员会,可以提供一个全面研究问题并制定适当改革方案的机会,而不是在未就预算保障和对各组织使命的影响达成一致意见的情况下,仓促通过立法。
纳塔亚女士强调,不应动用立法权仓促改变这些组织的财务结构,将其比作“用膝盖折断锄头把手”,而应在做出决定前,对改革方案进行清晰的阐述和仔细的考虑。
“Phanthil”问“Ekaphop”是以什么身份向委员会作证的。
关于反对改变这四个组织资金来源的人与总理发言人埃卡波·皮恩皮塞斯先生(他表示支持这项修正案)之间的争议,来自人民党的曼谷国会议员潘提尔·努阿姆杰姆先生表示,这个问题应该向埃卡波先生提出。
潘提尔先生表示,当天,众议院法院、独立组织、总检察长办公室、国有企业、公共组织和基金委员会邀请了相关各方,包括各基金的代表以及提出该法律修正案的泰自豪党议员素帕猜·贾萨穆特先生,向委员会提供信息。然而,素帕猜先生并未出席,而是由埃卡波先生代为作出说明。
因此,潘提尔先生质疑埃卡波先生的身份,询问他提供这些信息的具体身份,因为他是总理办公室发言人,而该法案草案是由泰自豪党议员提出的。潘提尔先生希望澄清,埃卡波先生的解释是代表政府、代表某个政党,还是以其他身份作出的。
潘蒂尔先生还提到,委员会会议上观察到,相关组织和基金已经建立了监督机制,包括通过监督委员会、公务员和主管机构的审计以及议会监督等方式。他以泰国健康促进基金会(THPF)为例,该基金会的代表当天在委员会作证。因此,他认为有必要明确解释需要解决的问题是什么,以及为什么需要改变资金来源,而不是改进现有的监督机制。
因此,人民党提出的这项提案旨在让众议院彻底研究改变这四个组织的资金来源的影响,特别是关于预算连续性、运营独立性以及确保税收收入继续用于其既定用途等方面的影响,然后再决定是否修改可能影响广大民众的法律。
善行基金会已要求 Boom Panadda 暂时停止履行其职责,并暂停接受所有捐款。
总理正在对Chairat和Rakchanok采取行动,因为他们散布虚假信息并分享了有关700万泰铢茶叶交易的纸条。
泰国皇家陆军证实,将以侵占国有土地的罪名起诉“Got Athip”,并认定他只是最近才开始使用该地区。