← 返回新闻首页
泰国权威

ปิดตำนาน กัปตันพิการ์ด-โปรเฟเซอร์ เอ็กซ์ "แพทริก สจ๊วต" เสียชีวิตในวัย 86 ปี

ฮอลีวูดสูญเสียนักแสดงระดับตำนาน "เซอร์ แพทริก สจ๊วต" เจ้าของบทกัปตันพิการ์ด จาก Star Trek และ โปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ จาก X-Men เสียชีวิตในวัย 86 ปี หลังต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี ทิ้งผลงานบนจอเงินเรื่องสุดท้าย Avengers : Doomsday

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
饰演皮卡德舰长和X教授的帕特里克·斯图尔特的传奇故事就此落幕,他于86岁高龄去世。

วันนี้ (30 ต.ค.2569) CNN รายงาน เซอร์ แพทริก สจ๊วต (Sir Patrick Stewart) นักแสดงชาวอังกฤษผู้โด่งดังจากบท กัปตันฌอง-ลุค พิการ์ด ในซีรีส์ Star Trek : The Next Generation และศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ ฟรานซิส เซเวียร์ หรือ โปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ ในภาพยนตร์ X-Men เสียชีวิตแล้วในวัย 86 ปี ที่บ้านพักในนครลอสแอนเจลิส เมื่อคืนวันพุธที่ 28 ต.ค.2569 หลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี

เคลลี บุช โนวัก โฆษกของสจ๊วต เปิดเผยข่าวการเสียชีวิตผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ โดยระบุว่า นักแสดงผู้ล่วงลับจากไปหลังผ่านช่วงเวลาการเจ็บป่วยที่แสนสั้นและเต็มไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ พร้อมกล่าวถึงภาพใบหน้าของเขาที่ยังคงสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน ซึ่งจะเป็นความทรงจำที่คนใกล้ชิดเก็บรักษาไว้ตลอดไป

จากนักแสดงละครเชกสเปียร์สู่ตำนานวงการภาพยนตร์

แพทริก สจ๊วตเกิดเมื่อปี 2483 ในเมืองมิเรฟิลด์ (Mirfield) แคว้นยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ มารดาทำงานด้านสิ่งทอ ส่วนบิดาเป็นทหาร เขาสนใจการแสดงตั้งแต่วัยเด็กและเริ่มต้นจากกลุ่มละครเยาวชนในท้องถิ่น ก่อนเข้าสู่วงการแสดงอาชีพ

ในปี 2509 เขาเข้าร่วมกับ Royal Shakespeare Company คณะละครชื่อดังของอังกฤษ และทำงานกับคณะจนถึงปี 2525 มีผลงานละครเชกสเปียร์หลายเรื่อง อาทิ A Midsummer Night’s Dream, The Merchant of Venice และ The Winter’s Tale จนได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงละครเวทีที่มีความสามารถ

ตลอดอาชีพการแสดง เขาได้รับรางวัล Olivier Awards รวม 3 ครั้ง โดยรางวัลล่าสุดในปี 22552 จากการแสดงบท คลอเดียส ในละคร Hamlet นอกจากนี้ ในปี 2553 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ยังพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินเพื่อยกย่องผลงานด้านการละคร ทำให้เขาได้รับการเรียกขานว่า เซอร์ แพทริก สจ๊วต ซึ่งเจ้าตัวเคยกล่าวว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตการทำงาน

นอกเหนือจากผลงานละครและภาพยนตร์ สจ๊วตยังให้เสียงพากย์ในซีรีส์แอนิเมชัน American Dad! ของเซธ แมคฟาร์เลน ต่อเนื่องนานกว่า 20 ปี โดยรับบทเจ้าหน้าที่ CIA ที่มีพฤติกรรมสุดโต่ง แตกต่างจากภาพลักษณ์สุภาพและสุขุมที่ผู้ชมคุ้นเคย

ชีวิตส่วนตัวของเขาผ่านการแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2509 กับนักแสดงชาวอังกฤษ มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาแต่งงานกับโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน ในปี 2543 และแต่งงานกับ ซันนี โอเซลล์ นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ในปี 2556 โดยทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันในนครลอสแอนเจลิสจนถึงช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต

สจ๊วตยังเคยเปิดเผยประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่เผชิญในวัยเด็ก โดยเขาเขียนบทความลงใน The Guardian เมื่อปี 2552 ว่า การแสดงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา เวทีละครทำให้สามารถหลบหนีจากความเจ็บปวดในชีวิตจริง และได้เป็นคนอื่นที่อยู่ในสถานที่และช่วงเวลาอื่น

ในการให้สัมภาษณ์กับ AARP เมื่อปี 2567 เขายังฝากคำแนะนำถึงนักแสดงรุ่นใหม่ว่า ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะเสี่ยง และไม่เลือกทำแต่สิ่งที่ปลอดภัย เพราะการแสดงต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะก้าวออกจากกรอบเดิม

ปิดตำนาน กัปตันพิการ์ด-โปรเฟเซอร์ เอ็กซ์ "แพทริก สจ๊วต" เสียชีวิตในวัย 86 ปี

Avengers : Doomsday ผลงานภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ผู้ชมจะได้เห็น

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาโด่งดังในระดับสากลเกิดขึ้นในปี 2530 เมื่อเขาได้รับการคัดเลือกให้รับบท กัปตันฌอง-ลุค พิการ์ด ในซีรีส์ Star Trek : The Next Generation ซึ่งออกอากาศยาวนานถึงปี 2537

สจ๊วต เคยยอมรับว่าในตอนแรกเขาสับสนมากที่ผู้สร้างเลือกนักแสดงละครเวทีเชกสเปียร์วัยกลางคนและศีรษะล้านอย่างเขา มารับบทผู้นำเรือเอนเตอร์ไพรส์ แต่บทบาทผู้นำปัญญาชนผู้สุขุมและเปี่ยมด้วยคุณธรรมนี้กลับครองใจผู้ชมทั่วโลก โดยมีประโยคติดปากอย่าง "Make it so" กลายเป็นคำฮิตระดับตำนาน

ตัวเขายังเคยกล่าวในปี 2565 ว่า ตัวตนของเขากับกัปตันพิการ์ดเริ่มหลอมรวมจนแยกกันไม่ออก สจ๊วต กลับมารับบทเดิมอีกครั้งในซีรีส์ Star Trek : Picard (2563–2566) ของ Paramount+ และสร้างความประทับใจให้แฟน ๆ เสมอมา

นอกจากบทบาทกัปตันเรืออวกาศ สจ๊วต ยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการรับบท โปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ หรือ ชาร์ลส์ เซเวียร์ ในภาพยนตร์ชุด X-Men เริ่มตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งทำให้เขาได้พบและสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นกับ เซอร์ เอียน แมกเคลเลย ผู้รับบท แม็กนีโต

โดย แมกเคลลเน ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ทำพิธีในงานแต่งงานของ สจ๊วต กับ ซันนี โอเซลล์ ในปี 2556 อีกด้วย

ทั้งนี้ ทาง Marvel Studios ได้ออกมายืนยันว่า การปรากฏตัวเพื่อในบทบาท โปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ อีกครั้งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง "Avengers : Doomsday" ที่มีกำหนดเข้าฉายในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นผลงานการแสดงบนจอภาพยนตร์ชิ้นสุดท้ายในชีวิตของ สจ๊วต ที่ชาวโลกจะได้เห็นฝีมืออันยอดเยี่ยมและทรงพลังของเขาตลอดเส้นทางการแสดงยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ

แมกนีโต โพสต์อาลัย โปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์

ภายหลังข่าวการเสียชีวิตของ สจ๊วร์ต เซอร์ เอียน แมกเคลเลน นักแสดงชาวอังกฤษผู้รับบท แมกนีโต ในภาพยนตร์ X-Men และเป็นเพื่อนสนิทของเขามายาวนาน ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยกล่าวถึงสจ๊วตว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ได้รับความเคารพและเป็นที่รักมากที่สุดในยุคของเขา

แมกเคลเลนกล่าวว่า ตัวตนของสจ๊วตได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการเกิดและเติบโตในยอร์กเชียร์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ ทั้งสำเนียงการพูดและความตรงไปตรงมาในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกของคนที่ไม่หลีกเลี่ยงปัญหาหรือพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว

เขายังระบุด้วยว่า สจ๊วตเป็นคนที่เปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เป็นคนที่ผู้อื่นสามารถพึ่งพา ชื่นชม

แมกเคลเลนยังย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่สจ๊วตกำลังตัดสินใจรับบทกัปตันพิการ์ด ใน Star Trek โดยในเวลานั้นเขาเคยเตือนเพื่อนว่า ควรคิดถึงเส้นทางการแสดงละครเวทีในอังกฤษให้ดี เพราะการรับงานนิยายวิทยาศาสตร์ในฮอลลีวูดอาจทำให้ต้องห่างจากวงการละครเวทีเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม สจ๊วร์ตตัดสินใจรับบทดังกล่าว และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ แมกเคลเลนกล่าวว่า เขารู้สึกขอบคุณที่เพื่อนตัดสินใจเสี่ยงในวันนั้น เพราะการตัดสินใจดังกล่าวทำให้ผู้ชม Star Trek รวมถึงแฟนภาพยนตร์และละครเวทีทั่วโลกได้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยมของสจ๊วต

แมกเคลเลนยังกล่าวถึงความสำเร็จของเพื่อนว่า แม้จะมีชื่อเสียงระดับโลกจาก Star Trek และ X-Men แต่สจ๊วตไม่เคยละทิ้งรากเหง้าของตัวเอง โดยหนึ่งในความภาคภูมิใจสำคัญของเขาคือการได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย Huddersfield ในยอร์กเชียร์

ช่วงท้ายของข้อความไว้อาลัย แมกเคลเลนกล่าวถึงตัวละครกัปตันพิการ์ดว่า เป็นตัวแทนของคุณงามความดีที่มนุษย์ควรมี และตัวนักแสดงผู้ถ่ายทอดบทบาทนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน พร้อมส่งความห่วงใยไปถึงซันนี โอเซลล์ ภรรยาของสจ๊วตและครอบครัว โดยระบุว่าเขาจะคิดถึงเพื่อนคนนี้อย่างมาก

รู้จักภาวะสมองเสื่อม LBD คร่าชีวิตไอคอนแห่งฮอลลีวูด

โรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี เป็นโรคสมองเสื่อมเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด พฤติกรรม และการใช้ชีวิต แต่มีความแตกต่างกันด้านกลไกและอาการ

โดย โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เกิดจากการสะสมของโปรตีนผิดปกติอย่าง เบตาอะไมลอยด์ (Beta-amyloid) และ โปรตีนเทา (Tau) ที่ทำลายเซลล์สมอง มักเริ่มจากอาการลืมความจำระยะสั้น ถามซ้ำ หลงทิศทาง ก่อนจะลามไปสู่การสูญเสียการวิเคราะห์ การภาษา และการดูแลตัวเอง

ขณะที่ ภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี (Lewy Body Dementia) เกิดจากการรวมตัวของโปรตีน อัลฟาซินิวคลีอิน (Alpha-synuclein) จนเกิดเป็นก้อน Lewy bodies รบกวนสารเคมีสมอง ทำให้เกิดอาการเห็นภาพหลอน สับสนสลับไปมาตามช่วงเวลา ง่วงซึม ร่วมกับปัญหาการเคลื่อนไหวคล้ายพาร์กินสัน เช่น เกร็ง ช้า มือสั่น และเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจพบทั้ง 2 โรคร่วมกันได้

ปัจจุบันทั้ง 2 โรคยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การดูแลรักษาจึงเน้นการประคับประคองและบรรเทาอาการเพื่อคงคุณภาพชีวิต โดยอัลไซเมอร์มียาช่วยชะลอการเสื่อมของสมองในระยะแรก ส่วนภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดีจะเน้นการควบคุมอาการเคลื่อนไหว พฤติกรรม และการนอนหลับ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐฯ (NIA) ระบุว่าผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดีจะมีระยะเวลาการมีชีวิตหลังได้รับการวินิจฉัยโดยเฉลี่ยประมาณ 5-7 ปี แต่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

Just because someone stumbles and loses their way, it doesn't mean they're lost forever. เพียงเพราะใครบางคนสะดุดล้มและหลงทาง ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีวันหาทางกลับมาได้อีก

โปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ X-Men: Days of Future Past

ฝากขัง "ชัยรัตน์" เพจ Godd Dam เจ้าตัวยังปิดปากเงียบ - ตร.ค้านประกัน

ศาลสั่งจำคุก "อานนท์-พวก" คดี ม.112 คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

จ่อนำร่องแซนด์บ็อกซ์ "ถนนข้าวสาร" ปรับกฎระเบียบสถานบริการ

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻