“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์由于柬埔寨积极参与竞争,泰国茉莉香米面临失去其高端市场份额的风险,这促使泰国政府加快品种开发。
วิกฤต ข้าวหอมมะลิไทย ราคาพุ่ง-คู่แข่งแย่งตลาด 9 เดือนส่งออกหอมมะลิ ดิ่ง8% ผู้ส่งออก ชี้ ตลาดข้าวพรีเมียมของไทยเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งมากขึ้น เผย “กัมพูชา”ส่งผกาลำดวนชิงส่วนแบ่งตลาดราคาถูกกว่าไทย 300 ดอลลาร์/ตัน จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์ก่อนไทยจะกลายเป็

วิกฤต ข้าวหอมมะลิไทย ราคาพุ่ง-คู่แข่งแย่งตลาด 9 เดือนส่งออกหอมมะลิ ดิ่ง8% ผู้ส่งออก ชี้ ตลาดข้าวพรีเมียมของไทยเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งมากขึ้น เผย “กัมพูชา”ส่งผกาลำดวนชิงส่วนแบ่งตลาดราคาถูกกว่าไทย 300 ดอลลาร์/ตัน จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์ก่อนไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออกเป็นผลิตเพื่อบริโภคใประเทศ
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ไว้ที่ 7 ล้านตัน ลดลงจากปี 2568 ที่ส่งออกได้ 7.9 ล้านตัน เนื่องจากประเมินว่าอินเดียมีสต็อกข้าวจำนวนมาก และมีแนวโน้มระบายข้าวจากสต็อกภาครัฐเข้าสู่ตลาดเอกชนประมาณ 20 ล้านตัน ส่งผลให้มีปริมาณข้าวออกมาแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านราคา ซึ่งอินเดียมีต้นทุนต่ำกว่าไทย
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นอีกปัจจัยกดดันการส่งออกข้าวไทย โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวไปอิรักประมาณ 1 ล้านตัน แต่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ส่งออกได้เพียง 90,000 กว่าตัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มกลับมาส่งออกได้ แต่ต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านประเทศที่ 3 เช่น ตุรกี จอร์แดน และซีเรีย ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 150 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้ผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้แรงหนุนจากฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่นำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น เพื่อสำรองสต็อกรับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วยชดเชยตลาดตะวันออกกลางที่หายไปได้บางส่วน แต่ยังไม่เต็มจำนวน โดยช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีไทยต้องส่งออกเพิ่มอีกประมาณ 700,000 ตัน จึงจะทำได้ตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายชูเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า มีความกังวลต่อแนวโน้มการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย โดยปี 2569 คาดว่าจะหดตัวเกือบ 10% และปี 2570 อาจลดลงอีก 10–15% จากการแข่งขันของผู้ส่งออกรายใหม่ โดยเฉพาะกัมพูชาที่ปีนี้คาดว่าจะส่งออกข้าวได้มากกว่า 1 ล้านตัน ขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิไทยเสนอขายประมาณ 1,100 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับข้าวหอมกัมพูชาประมาณ 800 ดอลลาร์ต่อตัน และข้าวใหม่ที่เสนอขายราว 750 ดอลลาร์ต่อตัน มีส่วนต่างสูงถึง 300–350 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้ผู้ซื้อในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ และจีนบางส่วนหันไปซื้อข้าวกัมพูชามากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังมีโอกาสผลักดันต้นทุนขนส่งและค่าระวางเรือให้สูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดระยะไกลอย่างแอฟริกา ซึ่งไทยอาจเสียเปรียบอินเดียที่มีระยะทางขนส่งใกล้กว่า ปัจจุบันค่าระวางขนส่งข้าวไปแอฟริกาเพิ่มขึ้นประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อตัน และอาจปรับขึ้นอีก ทำให้ปัจจัยด้านราคาและต้นทุนขนส่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้นำเข้ามากขึ้น
นายชูเกียรติกล่าวว่า สมาคมฯ ได้หารือกับภาคการผลิตและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอแนวทางปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไทย โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาระยะยาวต้องเร่งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่จากระดับประมาณ 300–400 กิโลกรัมต่อไร่ให้สูงขึ้น พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักร ตลอดจนพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตและคุณภาพตอบโจทย์ตลาด
ทั้งนี้ ราคาข้าวที่อยู่ในระดับสูงอาจเป็นผลดีต่อเกษตรกรในระยะสั้น แต่ไม่สามารถรับประกันความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ เพราะราคาตลาดโลกขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ สิ่งที่ภาคการผลิตสามารถควบคุมได้คือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาตลาดข้าวไทยและข้าวหอมมะลิไม่ให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดต่อเนื่อง
นายชูเกียรติกล่าวว่า ปัจจัยที่น่ากังวลอีกด้านคือราคาข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งผู้ส่งออกคาดหวังว่าผลผลิตข้าวใหม่ช่วงปลายปีจะช่วยให้ราคาปรับลดลงและแข่งขันได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันข้าวหอมมะลิกัมพูชาที่เตรียมออกสู่ตลาดเสนอขายประมาณ 750 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยมีต้นทุนสูงกว่ามาก ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนหันไปซื้อข้าวกัมพูชา เนื่องจากสามารถทำกำไรจากการจำหน่ายต่อได้มากกว่า
ข้าวหอมกัมพูชา ผกาลำดวน มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แม้ที่ผ่านมาเคยมีคุณภาพด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ปัจจุบันกัมพูชามีการลงทุนและปรับปรุงโรงสีมากขึ้น ทำให้คุณภาพข้าวใกล้เคียงกับไทย ประกอบกับปัญหาปิดพรมแดนทำให้ข้าวกัมพูชาที่เคยส่งเข้ามาแปรรูปในไทยไม่สามารถเข้ามาได้ จึงนำผลผลิตไปสีและส่งออกเองมากขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ
ส่วนตลาดข้าวขาวยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก โดยราคาข้าวไทยอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าเวียดนามที่ประมาณ 420 ดอลลาร์ต่อตัน ปากีสถาน 415 ดอลลาร์ต่อตัน และอินเดียประมาณ 385 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้ตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซียเริ่มชะลอคำสั่งซื้อในช่วงนี้ ขณะเดียวกันปัญหาฝนตกต่อเนื่องและการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตและส่งออก ทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า กดดันตัวเลขส่งออกในเดือนที่ผ่านมาให้ลดลงเหลือเพียงกว่า 500,000 ตัน
นอกจากนี้ การขาดแคลนแรงงานในโรงสี โกดัง และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศและไม่กลับเข้ามาทำงาน ยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งมอบสินค้า ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงจากบทลงโทษหากใช้แรงงานผิดกฎหมาย สมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งจัดหาแรงงานจากประเทศอื่นมาทดแทน รวมถึงเร่งความร่วมมือด้านแรงงานเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น
สำหรับเป้าหมายส่งออกข้าวปี 2570 สมาคมฯ เบื้องต้นมีแนวโน้มคงเป้าหมายไว้ที่ 7 ล้านตัน คาดว่าฟิลิปปินส์และมาเลเซียจะยังนำเข้าข้าวต่อเนื่องจากความต้องการสำรองอาหารและความเสี่ยงจากเอลนีโญ รวมถึงหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย เพื่อให้ไทยกลับมาส่งออกไปอิรักได้สะดวกขึ้น และอินโดนีเซียอาจกลับมานำเข้าข้าว หากได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ
ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ สมาคมฯจะมีการหารือกับผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกงที่มาดูข้าวที่ไทยและจะมีการหารือกับกรมกาารคาต่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เป็นการพบปะกันเพื่ออัพเดทสถานการณ์ข้าวทั้ง 2 ฝ่าย
นายวันนิวัฒ กิติเรียงลาภ รองเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยในการประชุมประเมินภาวะการผลิตและการค้าข้าวนาปี ปีการเพาะปลูก 2569/70 เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยในปีนี้มีแนวโน้มน่ากังวลหากย้อนดูตัวเลขส่งออกข้าวไทย พบว่า ปี 2567 ส่งออกได้ 10 ล้านตัน ปี 2568 ลดลงเหลือ 8.3 ล้านตัน ส่วนปี 2569 ผ่านช่วง 9 เดือนแรกส่งออกได้เพียง 5.5 ล้านตัน สมาคมฯ ประเมินว่าทั้งปีจะส่งออกได้ประมาณ 6.8 ล้านตัน และมีโอกาสต่ำกว่า 7 ล้านตัน
นายวันนิวัฒ กิติเรียงลาภ รองเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
สำหรับสถานการณ์ข้าวพรีเมียม โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย พบสัญญาณชะลอตัวชัดเจน ปี 2567-2568 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิได้ประมาณ 1.438 ล้านตัน แต่ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดส่งออกกลับลดลง 8% หรือหายไป 100,000-200,000 ตัน ขณะที่ข้าวหอมไทย รวมถึงข้าวหอมปทุม มีปริมาณส่งออกลดลงประมาณ 10.5% โดยตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักลดลงถึง 18% ส่วนฮ่องกงลดลง 3.4% สะท้อนว่าข้าวพรีเมียมของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งมากขึ้น
กัมพูชาเริ่มขยายตลาดเข้าสหรัฐฯ ครึ่งแรกปีนี้ส่งออกข้าวไปแล้วกว่า 6,855 ตัน และคาดทั้งปีจะทะลุ 10,000 ตัน ขณะที่ฮ่องกงยอดนำเข้าข้าวไทยลดลงต่อเนื่อง 3 ปี จากเคยส่งออกได้ถึง 138,000 ตันในปี 2566 ปีนี้ลดลง 10.8% สวนทางกับกัมพูชาที่ส่งออกข้าวไปฮ่องกงเพิ่มขึ้นจาก 18,900 ตันในปี 2568 เป็น 23,100 ตันในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ โดยมีข้าวหอมพันธุ์ “ผกาลำดวน” เป็นสินค้าสำคัญ ซึ่งมีคุณสมบัติหอมนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย และมีราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้ไทยส่งออกข้าวได้ลดลง มาจากเรื่องราคา เพราะข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งมาก โดยข้าวขาว 5% ของไทย สูงกว่าอินเดีย 21.3% ปากีสถาน 12.2% เวียดนาม 11.6% และยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ที่ทุกประเทศเจอวิกฤตจากสงคราม ราคาพลังงาน ทำให้ต้องรัดเข็มขัด ราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตลาดอิรัก ที่เคยส่งออกได้กว่า 1 ล้านตัน มีปัญหาส่งออกไปไม่ได้ จากสงคราม ตลาดอินโดนีเซีย งดนำเข้าข้าว และเงินบาทผันผวน แข็งค่าขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือสูงขึ้น ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อการส่งออก
ต้องขอโทษ ที่ทำไม่ได้ตามเป้า ทั้งข้าวและสินค้าเกษตรตัวอื่น เพราะปีนี้สถานการณ์หนัก ทั้งจากสงคราม ค่าขนส่ง กำลังซื้อของประเทศต่าง ๆ ที่ลดลง โดยข้าว ไม่ใช่ลดแค่ไทย ประเทศส่งออกหลัก ก็ลด เว้นแค่อินเดีย การบริโภคก็ลด เพราะเมื่อราคาแพงขึ้น คนก็หันไปบริโภคแป้งที่ทำจากอย่างอื่นแทนข้าว อย่าไปโทษรัฐบาล โทษการเมือง ดิฉันเป็นอธิบดี ขอรับผิดชอบเอง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
ส่วนการขายข้าวจีทูจีให้กับจีน ได้มีการเจรจากับคอฟโก รัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่จีนอยากซื้อ แต่เนื่องจากข้าวไทยราคาสูง ทำให้การเจรจาตกลงกันไม่ได้ คุยกันไปถึง 5 ครั้ง ก็ยังตกลงไม่ได้ ทำให้การส่งมอบไม่บรรลุเป้าหมาย โดยสัญญาข้าวจีทูจีนกับจีนล่าสุด 1.22 ล้านตัน ส่งมอบไปแล้ว 7.6 แสนตัน ซึ่งกรมจะพยายามเจรจาต่อเนื่องในข่วง 2 เดือนที่เหลือ เพื่อตกลงราคาและส่งมอบข้าวต่อไป
สำหรับการส่งออกข้าวไทยในช่วง 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย.) ไทยส่งออกข้าว 4.99 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 94,912 ล้านบาท โดยส่งออกไปตลาดในภูมิภาคอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีปริมาณ 1.71 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาที่ส่งออกปริมาณ 1.73 ล้านตัน สะท้อนการกระจายตลาดที่สมดุลมากขึ้น
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ชาวนากำลังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากราคาน้ำมัน ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เพิ่มจากประมาณ 29-30 บาทต่อลิตรเมื่อต้นปี เป็น 44 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวจากเดิมไร่ละประมาณ 600 บาท ปัจจุบันขยับขึ้นเป็น 800-1,000 บาทต่อไร่
แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตต่อไร่ยังอยู่ในระดับเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่ผลผลิตเฉลี่ยไม่ถึง 500 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ภาคกลางอยู่ที่ประมาณ 600-700 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ชาวนาต้องปรับลดการใช้ปุ๋ยจากเดิม 2 รอบต่อฤดู เหลือเพียง 1 รอบ และลดปริมาณการใช้ลง เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย
ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวชนิดอื่นในภาคอีสานขณะนี้อยู่ในระดับที่ยังพอประคองได้ โดยชาวนามองว่าราคาข้าวไม่ควรต่ำกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม หากต่ำกว่านี้จะเริ่มไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งน้ำ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ และลดต้นทุนปัจจัยการผลิต มากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า
นายปราโมทย์กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขคือเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ค้างจ่าย 1,554 ล้านบาท แม้ผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจ่ายเงิน โดยรัฐบาลเคยรับปากว่าจะดำเนินการให้ภายในสิ้นเดือนนี้ จึงต้องการให้เร่งรัดตามกำหนด พร้อมเตือนว่าหากยังไม่ได้รับเงิน อาจเกิดการรวมตัวเรียกร้องของเกษตรกรในหลายพื้นที่
ชาวนาเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน เพื่อให้ข้าวไทยแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมย้ำว่าการดูแลราคาข้าวให้เหมาะสมกับต้นทุนเป็นเรื่องจำเป็นต่อการรักษารายได้เกษตรกร
เรียกได้ว่า ปีนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีของการส่งออกข้าวที่เจอมรสุม ทั้งภายในและภายนอก การจะดันให้ยอดส่งออกข้าวให้ไปถึงฝั่งฝันที่ 7 ล้านตัน ในปีนี้ใช้คำว่า “หือขึ้นคอ” ก็ว่าได้ คงต้องลุ้นว่า อีก 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ ไทยจะสามารถส่งออกได้เฉลี่ย 900,000 ตัน ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆไทยยังรั้งท้ายเวียนนามที่เป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์2 ของโลก หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ทันคู่แข่ง ไทยก็จะยังเป็นผู้ส่งอออกข้าวเบอร์3 ของโลกไปอีกนาน ส่วนปี2570 สมาคมผู้ส่งออกข้าวยังคงตั้งเป้าไว้ที่ 7 ล้านตันหรืออาจจะลดลงมาเหลือ 6.5 ล้านตันคงต้องติดตาม
"เอลนีโญ" หนุนตลาด "เอเชีย" แห่นำเข้าข้าวพุ่ง "มาเลเซีย" ซื้อสูงสุดรอบ 20 ปี
ข้าวไทย "ราคาสูง" ฉุดแข่งโลก จี้รัฐลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต
“ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก
ตลาดหลักเร่งซื้อข้าวไทย ดันส่งออกครึ่งปีหลัง คาดแตะเป้า 7 ล้านตัน
ข้าวหอมผกาลำดวนกัมพูชา
泰国茉莉香米危机:价格飙升和激烈竞争导致九个月出口量下降8%。出口商指出,泰国高端大米市场面临越来越大的压力,柬埔寨正以其价格更低的茉莉香米(比泰国茉莉香米低300美元/吨)积极争夺市场份额。他们敦促政府加快新品种水稻的研发,以免泰国从以出口为主的生产国转变为以国内消费为主的生产国。
由于柬埔寨积极参与竞争,泰国茉莉香米面临失去其高端市场份额的风险,这促使泰国政府加快品种开发。
泰国大米出口商协会名誉主席楚基亚·奥帕斯翁先生透露,该协会已将2026年泰国大米出口目标设定为700万吨,低于2025年的790万吨。这是因为评估认为印度拥有大量大米库存,并可能将其政府储备中的约2000万吨大米投放私人市场,这将加剧全球大米市场的竞争,尤其是在价格方面,因为印度的生产成本低于泰国。
此外,中东冲突也是影响泰国大米出口的另一因素,尤其是对泰国最大出口市场伊拉克的出口。去年,泰国向伊拉克出口了约100万吨大米,但由于霍尔木兹海峡的运输限制,2026年前九个月的出口量仅略高于9万吨。尽管过去两个月出口已恢复,但必须经由土耳其、约旦和叙利亚等第三国转运,导致物流成本每吨至少增加150美元。因此,进口商正在推迟订单。
泰国大米出口商协会名誉主席 Chukiart Opaswong 先生。
然而,泰国也得到了菲律宾和马来西亚的支持,两国增加了大米进口以储备库存,应对厄尔尼诺现象。这在一定程度上弥补了中东市场的损失,但并未完全弥补。在今年最后两个月,泰国还需要出口约70万吨大米才能达到700万吨的目标,因此需要密切关注市场形势。
Chukiart先生进一步表示,他对泰国茉莉香米的出口前景感到担忧。预计2026年泰国茉莉香米出口量将下降近10%,2027年可能还会进一步下降10%至15%,这主要是由于来自新兴出口国的竞争,尤其是柬埔寨。预计柬埔寨今年的大米出口量将超过100万吨。与此同时,泰国茉莉香米的售价约为每吨1100美元,而柬埔寨香米的售价约为每吨800美元,新米的售价约为每吨750美元,两者价格相差300至350美元。这导致美国和中国等主要市场的一些买家越来越多地购买柬埔寨大米。
与此同时,国际冲突也可能导致运输成本上升,尤其是在油价上涨的情况下,像非洲这样的长途市场更是如此。与运输距离更短的印度相比,泰国可能处于劣势。目前,大米运往非洲的运费已上涨约20美元/吨,而且这一数字可能还会进一步上涨,使得价格和运输成本对进口商的决策产生越来越大的影响。
楚基亚特先生表示,该协会已与生产部门和农业合作社部进行磋商,探讨重组泰国水稻生产的方案。他认为,长远解决方案需要紧急降低成本,提高每莱(rai)的产量(目前约为300-400公斤),开发水资源和灌溉系统,推广技术和机械的应用,并培育高产优质的水稻品种以满足市场需求。
虽然高米价可能在短期内使农民受益,但却无法保证其长期竞争力。世界市场价格取决于供求关系,生产商和出口商无法自行定价。生产部门能够控制的是降低成本和提高效率。因此,泰国大米和茉莉香米必须迅速适应市场变化,才能维持市场份额。
楚基亚特先生指出,另一个令人担忧的因素是泰国大米,尤其是茉莉香米的高价。出口商预计,年底的新米收成将有助于降低价格,提高竞争力。然而,即将上市的柬埔寨茉莉香米售价约为每吨750美元,而泰国茉莉香米的生产成本要高得多。这导致一些进口商转而购买柬埔寨大米,因为转售利润更高。
柬埔寨香米(Phkalamduan)与泰国茉莉香米是近缘品种。虽然其品质过去略逊于泰国茉莉香米,但随着柬埔寨碾米厂投资的增加和设备改进,其品质已逐渐接近泰国大米。此外,边境关闭导致此前在泰国加工的柬埔寨大米无法进入柬埔寨,迫使柬埔寨加工并出口更多本国大米,从而加剧了泰国大米在国际市场上的竞争压力。
白米市场持续面临激烈的价格竞争,泰国大米价格约为每吨480美元,高于越南(约420美元/吨)、巴基斯坦(约415美元/吨)和印度(约385美元/吨)。这导致菲律宾和马来西亚的订单减少。与此同时,持续降雨以及生产和出口部门的劳动力短缺造成交货延迟,给出口量带来压力,上月出口量降至略高于50万吨。
此外,碾米厂、仓库和出口相关行业的劳动力短缺,特别是柬埔寨工人返回本国后不再返回工作岗位,阻碍了产品交付。企业雇用非法劳工也将面临处罚。因此,该协会建议政府紧急从其他国家引进替代工人,并加快劳工合作,以解决这一短期问题。
该协会最初计划将2027年大米出口目标维持在700万吨。协会预计,由于粮食储备和厄尔尼诺现象的风险,菲律宾和马来西亚将继续进口大米。此外,协会希望中东冲突能够缓和,从而促进泰国对伊拉克的大米出口;同时,协会也希望如果印尼受到厄尔尼诺现象的影响,能够恢复大米进口。
11月18日,该协会将与前来泰国考察大米的香港大米进口商举行会谈,并与泰国国际贸易部洽谈,推广泰国大米。这些会议将介绍两国大米市场的最新情况。
泰国大米出口商协会副秘书长瓦尼瓦·吉提朗拉先生在一次评估东北地区2026/20年度大米生产和贸易情况的会议上透露,今年泰国大米出口形势令人担忧。回顾以往的出口数据,2024年出口量为1000万吨,2025年下降至830万吨。2026年前九个月的出口量仅为550万吨。该协会预计全年出口总量约为680万吨,甚至可能低于700万吨。
泰国大米出口商协会副秘书长 Wanniwat Kitireanglap 先生。
优质大米市场,尤其是泰国茉莉香米市场,呈现明显的放缓趋势。泰国曾预计2024-2025年度茉莉香米出口量约为143.8万吨,但今年前九个月,出口量下降了8%,相当于减少了10万至20万吨。与此同时,包括巴吞香米在内的其他香米品种的出口量也下降了约10.5%。作为主要市场之一的美国,出口量大幅下降了18%,而香港的出口量也下降了3.4%。这反映出泰国优质大米正面临来自竞争对手日益增长的压力。
柬埔寨正积极拓展美国市场,今年上半年大米出口量超过6855吨,预计全年出口量将超过1万吨。与此同时,香港从泰国进口的大米连续第三年下降,从2023年的13.8万吨降至今年的10.8%。相比之下,柬埔寨对香港的大米出口量则从2025年的1.89万吨增至今年前九个月的2.31万吨。其主要出口产品是“Phkalamduan”香米,这种香米的香气和口感与泰国茉莉香米相似,但价格更亲民。
泰国国际贸易厅厅长阿拉达·富昂通女士指出,泰国大米出口下降的根本原因在于价格,因为泰国大米的价格远高于竞争对手。泰国5%白米的价格比印度高出21.3%,比巴基斯坦高出12.2%,比越南高出11.6%。此外,在当前经济形势下,各国面临战争和能源价格危机,价格已成为一个至关重要的因素。此前对伊拉克的出口量超过100万吨,但受冲突影响而受阻。印尼已停止进口大米,泰铢汇率波动剧烈且持续升值,加上运输成本上涨,这些都对出口造成了负面影响。
对于未能完成大米和其他农产品的目标,我深表歉意。今年的形势十分严峻,受到战争、运输成本上升以及各国购买力下降等因素的影响。不仅泰国的大米产量下降,除印度外,其他主要出口国的产量也均有所减少。此外,由于物价上涨,人们转而食用其他类型的面粉而非大米,导致消费量也随之下降。请不要将责任归咎于政府或政治因素。作为总干事,我对此负全部责任,因为这是我的直接职责。
国际贸易部部长阿拉达·富昂通女士。
关于对华政府间大米销售,与中国国有企业中粮集团的谈判仍在进行中。尽管中国有意采购,但泰国大米价格高昂,难以达成协议。经过五轮谈判,仍未达成一致,导致交付目标未能实现。最近与中国签订的政府间大米合同为122万吨,但目前仅交付了76万吨。该部门将努力在剩余的两个月内继续谈判,以期就价格达成一致并推进大米交付。
今年前九个月(1月至9月),泰国大米出口量达499万吨,价值超过29.62亿美元,约合949.12亿泰铢。对菲律宾和马来西亚等东盟市场的出口显著增长。亚洲是泰国大米进口增幅最大的地区,进口总量达171万吨,较去年同期增长13.25%。这一数字与对非洲的出口量(173万吨)相近,反映出市场多元化程度的提高。
泰国农民和农业协会主席普拉莫特·查伦西尔普先生透露,由于燃料、化肥和农药价格上涨,农民正面临持续增加的生产成本。特别是,燃料价格已从年初的每升约29-30泰铢上涨至每升44泰铢,导致耕地和收割成本增加。与此同时,联合收割机的租赁成本也从每莱约600泰铢上涨至每莱800-1000泰铢。
尽管成本不断上涨,但每莱(约0.4英亩)的产量却保持不变,尤其是在东北地区,平均产量不足每莱500公斤,而中部地区的产量约为每莱600-700公斤。这迫使农民将施肥次数从每季两次减少到一次,并降低施肥量,以控制生产成本。
泰国农民和农业协会主席普拉莫特·查伦西尔先生。
目前,东北地区茉莉香米和其他品种大米的价格处于可控水平。农民认为价格不应低于每公斤13泰铢;价格过低将无法弥补生产成本。他们敦促政府优先考虑水资源管理、种子研发和降低生产投入成本,而不是仅仅提供短期援助。
普拉莫特先生指出,另一个亟待解决的问题是15.54亿泰铢的农民援助款项尚未支付。尽管相关机构已批准这笔款项,但至今仍未发放。政府曾承诺在本月底前完成支付,他敦促政府按计划加快审批流程。他还警告说,如果这笔款项迟迟未能到位,可能会引发多个地区的农民抗议活动。
农民们建议政府解决结构性问题,包括开发水资源、提高生产效率和降低成本,以使泰国大米在长期内保持竞争力。他们还强调,维持与生产成本相符的大米价格对于保障农民收入至关重要。
今年泰国大米出口可能又将面临动荡,内外挑战并存。实现今年700万吨的大米出口目标将是一项艰巨的挑战。泰国能否在今年剩余的两个月内实现平均90万吨的出口量,仍有待观察。可以肯定的是,泰国仍然落后于世界第二大大米出口国越南。如果政府和相关机构不尽快研发具有竞争力的水稻品种,泰国将长期保持世界第三大大米出口国的地位。至于2027年,泰国大米出口商协会仍将目标定为700万吨,但这一目标可能会下调至650万吨,具体情况还有待观察。
厄尔尼诺现象促进亚洲大米进口,马来西亚的进口量创下 20 年来的最高纪录。
泰国大米价格高企,阻碍了其在全球的竞争力;政府被敦促降低成本并提高产量。
泰国大米面临来自各方的激烈竞争;厄尔尼诺现象预计将提振全球需求。
主要市场正在加快采购泰国大米,推动下半年出口,预计达到 700 万吨的目标。
柬埔寨香米