“ทองคำ”ขาลง จับตาปัจจัยเสี่ยง “เลือกตั้งสหรัฐฯ” จุดชนวนสงคราม ลุ้นจ้างงานศุกร์นี้黄金价格呈下跌趋势;需警惕美国大选等风险因素,这可能引发冲突。等待周五的招聘信息。
“ฮั่วเซ่งเฮง” ประเมินราคาทองผันผวนหนัก หลังหลุดแนวรับเข้าสู่ขาลง จับตาผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. หวั่นสหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่านระลอกใหม่ ขณะที่ตัวเลขจ้างงาน 6 พ.ย. เสี่ยงออกมาแข็งแกร่ง กดดันดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ ชี้ทองคำแท่งทยอยสะสม 61,700 บาท

วันนี้( 3 พ.ย.2569) ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้ (3-6 พ.ย.) ประเมินว่าราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดัน หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลงจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง GDP และดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสัปดาห์นี้มี 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ
“ทองคำ”ขาลง จับตาปัจจัยเสี่ยง “เลือกตั้งสหรัฐฯ” จุดชนวนสงคราม ลุ้นจ้างงานศุกร์นี้
สำหรับปัจจัยแรก การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองและนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วง 2 ปีที่เหลือ โดยผลสำรวจ Reuters/Ipsos ระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-5 ต.ค. 2569 จากชาวอเมริกัน 4,506 คน พบว่า 78% มองว่านโยบายของทรัมป์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าและสงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานเพิ่มขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง โดยหากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภาได้ อาจทำให้การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกู้เงินใหม่ของรัฐบาลทำได้ยากขึ้น
ซึ่งมีโอกาสที่จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวลงในระยะแรก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ขณะที่ความขัดแย้งด้านงบประมาณและเพดานหนี้ในระยะยาว อาจเพิ่มความกังวลต่อหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และหนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ปัจจัยที่สอง สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเสี่ยงปะทุรอบใหม่ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนชาติพันธมิตรอาหรับว่า อาจเปิดปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นแต่รุนแรงโจมตีเป้าหมายในอิหร่านทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พ.ย. ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการทำสงครามและสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ในวิกฤตอิหร่านพุ่งเกิน 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอิหร่านยังเดินหน้ากระชับความร่วมมือกับรัสเซีย พร้อมส่งสัญญาณลดการพึ่งพาชาติตะวันตก ขณะที่อิหร่านเตือนว่าหากถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตี สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะตึงเครียดมากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ต้องจับตาความเสี่ยงที่เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกจะหยุดชะงัก ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวด และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
ปัจจัยที่สาม ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ วันที่ 6 พ.ย. เสี่ยงออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payroll) และอัตราการว่างงาน ซึ่งมีแนวโน้มออกมาดีกว่าหรือใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง อัตราว่างงานทรงตัวใกล้ 4.1% และยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย GDP ที่แท้จริงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ถูกปรับประมาณการเพิ่มจาก 1.8% เป็น 2.4% และเศรษฐกิจไตรมาส 3 มีแนวโน้มเติบโตเร่งขึ้นจากแรงหนุนการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจ หากตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่งจริง อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยระดับสูงหรือใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น กดดันราคาทองคำโดยตรง
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจอื่นที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของ ISM เดือน ต.ค. จำนวนตำแหน่งงานเปิดรับสมัครใหม่ JOLTS ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ADP ดุลการค้าสหรัฐฯ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมหาวิทยาลัยมิชิแกน
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินแนวโน้มราคาทองคำ ว่าภาพรวมราคาทองคำเริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว หลังปรับตัวหลุดแนวรับสำคัญต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กราฟรายวันเริ่มส่งสัญญาณขายมากเกินไป (Oversold) จึงมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น
โดยกรณีปัจจัยบวก หากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภา ประกอบกับความกังวลด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น อาจหนุนราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้าน 3,960 และ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนกรณีปัจจัยลบ หากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านขยายวงกว้าง ดันราคาน้ำมัน Brent และ WTI ทำจุดสูงสุดใหม่ ประกอบกับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าคาด อาจทำให้ทองคำเผชิญแรงขายอีกครั้ง โดยมีแนวรับที่ 3,850 และ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้ 61,700 บาท โดยกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 61,100 บาท และประเมินแนวต้านที่ 62,900 บาท และ 63,350 บาท
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ม.หอการค้าฯ ชี้ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. ล่าสุดลงคะแนนล่วงหน้า 43 ล้านคน
ทองคำผันผวน! จับตาเฟด–บอนด์ยีลด์พุ่ง แรงซื้อธนาคากลางช่วยพยุงราคา
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
华生恒今日(2026年11月3日)分析了本周(11月3日至6日)的黄金价格走势,认为受好于预期的美国经济数据(包括GDP和个人消费支出(PCE)指数)的影响,金价在上周走弱后将继续承压。这反映出美国经济强劲,通胀持续高企。此外,布伦特原油和WTI原油价格也持续上涨。本周需要关注的三大关键因素是:美国中期选举、美伊冲突以及美国就业数据。
黄金价格呈下跌趋势;需警惕美国大选等风险因素,这可能引发冲突。等待周五的招聘信息。
第一个因素是11月3日举行的美国中期选举,它将决定唐纳德·特朗普总统剩余两年任期的政治方向和政策。路透社/益普索于2026年9月30日至10月5日期间对4506名美国人进行的一项民意调查发现,78%的受访者认为特朗普的政策是生活成本上升的主要原因,尤其是进口关税和中东战争推高了能源价格。
本次选举将改选众议院全部435个席位和参议院35个席位,共计100个席位。如果民主党能够在两院都获得多数席位,政府推行经济刺激措施和新增借贷的难度可能会加大。
这在初期阶段可能导致美国国债收益率下降,这对黄金有利。然而,长期预算和债务上限冲突可能会加剧人们对美国公共债务的担忧,并推高黄金作为避险资产的需求。
第二个因素是美伊之间爆发新战争的风险。此前,美国政府警告其阿拉伯盟友,可能在11月3日中期选举后立即对伊朗境内目标发动短期但强力的军事行动。与此同时,伊朗危机中战争和美国军事支持的成本已超过470亿美元。
此外,伊朗总统继续加强与俄罗斯的合作,这表明伊朗正在减少对西方的依赖。与此同时,伊朗警告称,美国和以色列的袭击将显著加剧霍尔木兹海峡的紧张局势。
这些因素凸显了全球主要能源运输路线中断的风险,这可能会推高油价和通胀,增加美联储收紧货币政策的可能性,并对黄金价格构成下行压力。
第三个因素是11月6日美国就业数据可能强劲,尤其是非农就业人数和失业率,这些数据很可能优于或接近市场预期。这反映出劳动力市场强劲,失业率稳定在4.1%左右,首次申请失业救济人数也保持在较低水平。
与此同时,美国经济持续呈现扩张迹象,2026年上半年实际GDP增速从1.8%上调至2.4%。预计第三季度经济增长也将加速,主要受家庭消费和企业投资的推动。然而,如果强劲的就业数据公布,可能会再次引发市场担忧,即美联储将维持高利率或采取更紧缩的货币政策,从而推高美元和债券收益率,直接对黄金价格构成压力。
本周值得关注的其他经济因素包括10月份的ISM制造业和服务业PMI、JOLTS职位空缺、ADP私营部门就业数据、美国贸易收支、首次申请失业救济人数、平均小时工资、英格兰银行(BOE)会议以及密歇根大学消费者信心指数。
华生恒评估黄金价格走势时指出,金价在多次跌破关键支撑位后,短期和长期整体均已进入下行趋势。然而,日线图开始出现超卖迹象,表明短期内可能出现反弹。
在乐观的情况下,如果民主党赢得选举并在国会获得多数席位,再加上对美国预算和不断上升的公共债务的担忧,可能会推高金价,使其测试每盎司 3960 美元和 4000 美元的阻力位。
不利的一面是,如果美伊冲突升级,推高布伦特原油和WTI原油价格,同时美国就业数据强于预期,黄金可能面临新一轮抛售压力。支撑位在每盎司3850美元和3800美元。对于国内黄金,我们建议在价格跌至61700泰铢附近时逐步增持,止损位设在61100泰铢。阻力位预计在62900泰铢和63350泰铢。
美国中期选举:泰国商会大学指出,这将改变全球经济格局。
美国中期选举将于11月3日举行。截至最新统计,已有4300万人提前投票。
黄金价格波动剧烈!密切关注美联储的动向和不断上升的债券收益率。央行的购金行为正在支撑金价。
美国中期选举