ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก Building Thailand’s Future Today ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ解读世界银行报告《建设泰国未来:改革经济结构》。
รายงานธนาคารโลกฉบับใหม่ ‘Building Thailand’s Future Today’ เป้าหมายดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037 เร่ง GDP โต 5.4% ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 4 เสาหลักสำคัญ และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)
Senior Content Creator at Thairath Money
# Bangkok Business Summit 2026
# World Bank Thailand
# Building Thailand’s Future Today
# Thailand GDP growth
# รายงาน Building Thailand’s Future Today
เจาะลึกหุ้นชิป AI พุ่งไปแล้วเป็นพัน% ยังเหลืออะไรเป็นโอกาสอีกบ้าง? | Digital Frontiers Talk EP.72
รายงานธนาคารโลกฉบับใหม่ ‘Building Thailand’s Future Today’ เป้าหมายดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037 เร่ง GDP โต 5.4% ผ่านการปฏิรูป โครงสร้างเศรษฐกิจ 4 เสาหลักสำคัญ และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เมื่อโลกไม่กลับไปเหมือนเดิม ประเทศไทยต้องลงทุนอะไร? เพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวน
จาการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน
การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่นำโดยภาคเอกชน ซึ่งจะนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ทั่วโลก
โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน Bangkok Business Summit 2026 คือการเปิดตัว รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก ‘Building Thailand’s Future Today’ ที่เป็นการเสนอแนวทางการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงของประเทศไทย ผ่านลงทุนและการปฏิรูปเพื่อสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และวางรากฐานของการเติบโตในระยะยาว
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการของธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งการก้าวมาถึงจุดนี้ได้ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก และภาคเอกชนที่เชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาค
แต่กระนั้นเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบจำลองการพัฒนาที่เคยส่งผลสำเร็จในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 1991 จะไม่สามารถสร้างการเติบโตในระดับที่เพียงพอต่ออนาคตได้อีกต่อไป
โดยภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางกระแสความท้าทายจาก AI, การเปลี่ยนแปลงของทิศทางค้าและการลงทุนโลก, แรงกดดันด้านภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยจำเป็นต้องรื้อฟื้นและยกระดับขีดความสามารถ สถาบัน และการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตที่ก่อให้เกิดงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น
โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 อัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.2% ต่อปี (ในช่วงปี 2021-2024) พร้อมกับการสร้างงานในระบบที่จำกัด ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพิมพ์เขียวใหม่เพื่อฟื้นฟูการเติบโต เพิ่มผลิตภาพ และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
“กลุ่มธนาคารโลกพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาอื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลก เงินทุน และประสบการณ์ด้านการดำเนินงานมาสนับสนุนการปฏิรูปที่จะยกระดับผลิตภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และ สร้างงานทีมี่คุณภาพยิ่งขึ้น”
แคทเธอรีน แอน สตาเปอร์ตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ( World Bank) กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างก้าวกระโดด จนประชากรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเติบโตแตะ 20 ล้านคน กลายเป็น 1 ใน 20 เมกะซิตี้ของโลก ขณะที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita) เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และสามารถสร้างงานในระบบที่มีคุณภาพสูงได้ถึง 11 ล้านตำแหน่ง จากกำลังแรงงานรวมราว 40 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดหลังวิกฤตการเงินโลก และยิ่งซ้ำเติมด้วยวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยจะต้องใช้เวลาจนถึงปี 2080 กว่าจะขยับขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง แต่เป้าหมายใหญ่ที่รายงานฉบับนี้เสนอคือ การเร่งสปีดให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 5.4% ต่อปี
โดย รายงานฉบับใหม่ของกลุ่มธนาคารโลกที่เปิดตัววันนี้ในงาน Bangkok Business Summit 2026 ระบุว่า ประเทศไทยมีโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการเร่งการ ขยายตัวของผลิตภาพ ด้วยการยกระดับศักยภาพและการสร้างพลวัตในภาคธุรกิจ แรงงาน และระดับท้องถิ่น
ทั้งนี้ จากรายงานระบุว่า กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (Engines of Growth) สามารถเร่งอัตราการเติบโตจากกรณีฐานเดิมที่ 2.9% ขึ้นไปสู่อัตราเป้าหมาย 5.4% ได้โดยช่วยเพิ่มการเติบโตอีก 2.5% ผ่านการพัฒนา 4 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (+0.8%), การส่งเสริมบริษัทแห่งอนาคต (+0.7%), การยกระดับกำลังคนแห่งอนาคต (+0.7%) และการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต (+0.4%)
ด้าน ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลก ผู้รับผิดชอบประเทศไทย เสริมว่า รายงานฉบับนี้เสนอกรอบวาระการปฏิรูปบนพื้นฐานของสองเสาหลักซึ่งเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ได้แก่ การยกระดับศักยภาพ และการสร้างพลวัต ซึ่งการยกระดับศักยภาพ ต้องอาศัยการก้าวเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการเร่งปรับใช้เทคโนโลยี ส่งเสริม นวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มมูลค่าในประเทศ และขยายผลกระทบเชิงบวกจากการลงทุน
รวมทั้งธนาคารโลกได้มุ่งเน้นที่ 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่
อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง: ผลักดันการเติบโตในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ AI, เซมิคอนดักเตอร์ และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า 9% ต่อ GDP
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาพ: โดยผลักดันจากการท่องเที่ยวแบบมวลชนสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเป็นมิตรต่อระบบนิเวศในเมืองรอง 13% ต่อ GDP
อุตสาหกรรมการบริการด้านดิจิทัล: ส่งเสริมฟินเทค, โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์, การบูรณาการ AI และเงินทุนร่วมลงทุนสำหรับสตาร์ทอัพ 13% ต่อ GDP
อุตสาหกรรมธุรกิจด้านการเกษตร: การยกระดับมูลค่าห่วงโซ่เศรษฐกิจปลายน้ำ, โลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิ และการทำฟาร์มที่คํานึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 31% ต่อ GDP
เศรษฐกิจสร้างสรรค์: ขยายขนาดโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้จากการผลิตเนื้อหาทางดิจิทัล เกม และทรัพย์สินทางปัญญา 5% ต่อ GDP
และเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ธนาคารโลกได้นำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. การยกระดับภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ธนาคารโลกได้คัดเลือก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าและกระจายการจ้างงาน ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, เกษตรและอาหารแปรรูป, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งรวมถึงสื่อ ดิจิทัลคอนเทนต์ และภาพยนตร์
โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนใน GDP ราว 5% แต่มีการเติบโตในระดับสองหลักอย่างต่อเนื่อง หากไทยสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและวัฒนธรรมให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ขยายผลได้ในระดับโลก เช่นเดียวกับโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ก็จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทรงพลัง
2. การสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ
ปัจจุบันประเทศไทยมีสตาร์ทอัพเพียง 10 รายต่อประชากร 1 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าสิงคโปร์ที่มีสูงถึง 1,000 รายอย่างมาก และมีอัตราการเกิดของบริษัทใหม่เพียง 2 รายต่อแรงงาน 1,000 คน ขณะที่ประเทศรายได้สูงมีเฉลี่ยถึง 8 ราย นอกจากนี้ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูงถึง 70% แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทุนต่างชาติไปสู่ธุรกิจท้องถิ่นยังคงจำกัด
การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP เท่านั้น เทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ 2.5% ในรายงานจึงเสนอเป้าหมายให้เพิ่มสัดส่วน SME ที่ลงทุนด้าน R&D จากปัจจุบัน 8% ขึ้นไปสู่ระดับ 20% เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD
3. การยกระดับทักษะแรงงาน
ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เนื่องจากปัจจุบันเด็กไทยวัย 15 ปีที่มีทักษะคณิตศาสตร์ระดับสูงมีเพียง 1% เท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 9% และสิงคโปร์ที่ 25% ขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรที่เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาของไทยอยู่ที่ 45% เทียบกับประเทศรายได้สูงที่ 82%
นอกจากนี้ การรับมือกับวิกฤตโครงสร้างประชากรสูงวัยจำเป็นต้องดึงศักยภาพของแรงงานสตรีออกมาใช้ โดยงานวิจัยระบุว่าการลดช่องว่างอัตราการเข้าร่วมในตลาดแรงงานระหว่างชายและหญิงลงเพียงครึ่งหนึ่ง จะสามารถทดแทนการลดลงของกำลังแรงงานจากภาวะสังคมสูงวัยได้เกือบทั้งหมด
4. การพัฒนาเมืองแห่งอนาคต
ประเทศไทยจำเป็นต้องกระจายความเจริญและปรับเปลี่ยนจากการมีกรุงเทพฯ เป็นเมกะซิตี้เพียงแห่งเดียว ไปสู่การสร้างเครือข่ายเมืองที่มีศักยภาพแข่งขันระดับโลก มีระบบขนส่งเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ ใช้พลังงานหมุนเวียน เมืองคาร์บอนต่ำ และมีระบบป้องกันภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้เมืองรองต่างๆ เป็นศูนย์กลางการเติบโตแห่งใหม่
ในการแปรเปลี่ยนข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริงตามโรดแมปนี้ รายงานได้เน้นย้ำถึงมาตรการเร่งด่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยหัวใจสำคัญคือการวางเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อปลดล็อกให้เม็ดเงินอุดหนุนและเงินทุนสนับสนุนสามารถอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด
พร้อมทั้งสร้างกลไกที่ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถดึงดูดเทคโนโลยีและทักษะขั้นสูงเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งขึ้น
ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการยกระดับทักษะแรงงานอย่างเข้มข้น วางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเริ่มตั้งแต่การพัฒนาศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยได้รับการศึกษาระดับมาตรฐาน OECD และเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีตำแหน่งงานคุณภาพสูงรองรับ ตลอดจนการพัฒนาเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ซึ่งการเปิดตัวรายงานฉบับนี้นับเป็นจังหวะเวลาสำคัญก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี IMF-World Bank Group ในเดือนตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และดึงดูดความร่วมมือจากทั่วโลกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม) Senior Content Creator at Thairath Money
Chayanit Chueakasikarn(泡沫)
Thairath Money 高级内容创作人
# 2026年曼谷商业峰会
世界银行泰国分行
# 共建泰国未来
# 泰国GDP增长
# 报告:建设泰国今日的未来
深入剖析人工智能芯片股:涨幅已达数千个百分点,还有哪些投资机会?| 数字前沿访谈 第72期
世界银行最新报告《建设泰国未来》旨在推动泰国在 2037 年跻身高收入国家行列,通过改革四大关键经济支柱和五大未来产业,将 GDP 增长率提高到 5.4%。
鉴于世界格局已发生巨大变化,泰国应该投资哪些领域以确保在动荡的市场环境中实现业务增长?
由泰国银行家协会、泰国商会和泰国工业联合会组成的三私营机构联合委员会(JCC),与财政部、泰国银行、国家经济和社会发展委员会和世界银行共同举办了以“重塑泰国,增强东盟韧性”为主题的“2026年曼谷商业峰会”,旨在改变泰国并加强东盟的经济结构。
本次会议标志着在私营部门主导下,就各方观点和政策建议进行交流方面迈出了重要一步,这些观点和建议将提交给泰国政府和全球外国直接投资(FDI)。
2026 年曼谷商业峰会的一大亮点是发布了世界银行的新报告《建设泰国未来》,该报告概述了泰国通过投资和改革成为高收入国家的战略,旨在创造就业机会、提高生产力并为长期增长奠定基础。
世界银行泰国和缅甸事务主任斯蒂芬·N·恩德瓜表示,泰国在许多领域都具有竞争力,这得益于其强大的工业基础、世界一流的基础设施以及与区域市场紧密相连的私营部门。
然而,随着经济快速变化,自 1991 年国际货币基金组织-世界银行集团在曼谷召开年会以来,过去 35 年中被证明是成功的经济发展模式,将不再能够为未来带来足够的增长。
总体而言,受人工智能、全球贸易和投资趋势变化、气候压力以及人口老龄化等挑战的影响,泰国经济增长已明显放缓。泰国需要重振和提升自身能力、完善制度并加大投资,以创造更多高质量就业机会,从而实现经济增长。
自新冠疫情爆发以来,泰国2021年至2024年的平均GDP年增长率仅为2.2%,正规就业体系内的新增就业岗位也十分有限。因此,泰国亟需制定新的发展蓝图,以恢复经济增长、提高生产力并创造更多高质量就业机会。
“世界银行集团愿与各国政府、私营部门和其他发展伙伴合作,提供世界一流的专业知识、资金和运营经验,以支持能够提高生产力、增强竞争力并创造更好就业机会的改革。”
世界银行高级经济学家凯瑟琳·安·斯塔珀顿补充说,过去35年里,泰国经历了巨大的结构转型,曼谷及其周边地区的人口达到2000万,跻身世界20大特大城市之列。与此同时,人均GDP增长了一倍多,在约4000万总劳动力中创造了1100万个高质量就业岗位。
然而,全球金融危机后,泰国经济增长显著放缓,新冠疫情更是雪上加霜。泰国要到2080年才能跻身高收入国家行列。但本报告提出的总体目标是加快泰国实现高收入国家目标的步伐,力争在2037年实现这一目标,这就需要将人均GDP年增长率提升至5.4%。
世界银行集团今天在2026年曼谷商业峰会上发布的一份新报告指出,泰国有机会通过提高商业部门、劳动力和地方层面的能力和活力来提高生产力,从而加快向创新驱动型高收入经济体的转型。
报告指出,新的增长引擎可以将经济增长率从基准情景的 2.9% 提高到目标水平的 5.4%,通过发展四个未来产业(+0.8%)、促进未来企业发展(+0.7%)、提升未来劳动力水平(+0.7%)和发展未来城市(+0.4%),额外增加 2.5%。
世界银行负责泰国事务的高级官员Kwanphat Sutthithamkit补充说,该报告提出了一个基于两大相互支撑支柱的改革议程框架:能力建设和活力。能力建设要求通过加快技术应用、促进创新、提升劳动力技能、提高国内价值以及扩大投资的积极影响,向更高价值的经济活动转型。
世界银行还重点关注了未来的五个关键产业,即:
先进制造业:推动人工智能驱动的电子产品和半导体产业增长,并将泰国定位为电动汽车出口中心,为国内生产总值贡献 9%。
可持续健康旅游业:从大众旅游转向在二线城市推广健康环保旅游。占GDP的13%。
数字服务行业:促进金融科技、云基础设施、人工智能集成和初创企业风险投资;占GDP的13%。
农业综合企业:升级下游价值链、温控物流和气候适应型农业,以减少温室气体排放,相当于国内生产总值的 31%。
创意经济:扩大结构以促进数字内容、游戏和知识产权的收入创造,目标是占 GDP 的 5%。
为了实现这一目标,世界银行提出了通过四大支柱进行结构性经济改革的方案:
1. 升级未来工业部门。
世界银行选定了五个具有高价值创造和就业多元化潜力的目标行业:先进制造业、农业和食品加工、数字服务、健康和可持续旅游以及创意产业(包括媒体、数字内容和电影)。
尽管创意产业目前仅占泰国国内生产总值的5%左右,但一直保持着两位数的增长。如果泰国能够像韩国那样,将自身的专业知识和文化转化为可扩展的知识产权,它将成为一股强大的新兴经济增长引擎。
2. 商业领域的适应能力。
目前,泰国每百万人中仅有10家初创企业,远低于新加坡的1000家。新公司成立率仅为每千名劳动者2家,而高收入国家的平均水平为8家。此外,尽管泰国的贸易占GDP比重高达70%,但外资向本地企业的技术转移仍然有限。
泰国的研发投入仅占GDP的1%左右,而东亚和太平洋地区的平均水平为2.5%。因此,该报告建议将中小企业研发投入比例从目前的8%提高到20%,以达到经合组织平均水平。
3. 提升劳动力技能。
泰国亟需提升从幼儿教育到高等教育的教育质量。目前,仅有1%的泰国15岁青少年具备高等数学技能,而经合组织国家的平均水平为9%,新加坡则高达25%。与此同时,泰国高等教育入学率仅为45%,而高收入国家的入学率则高达82%。
此外,应对人口老龄化危机需要充分发挥女性劳动力的潜力。研究表明,如果将劳动力市场中的性别差距缩小一半,几乎可以完全弥补因人口老龄化导致的劳动力下降。
4. 建设未来之城。
泰国需要实现发展多元化,摆脱对曼谷单一特大城市的依赖,转而打造一个拥有高效交通系统、可再生能源、低碳建筑和完善防洪措施的世界级城市网络。这将使二线城市发展成为新的增长中心。
报告在根据路线图将各项建议转化为实际行动时,重点强调了针对未来产业的高效紧急措施。这些措施的核心在于建立先决条件,以便将补贴和资金精准有效地注入经济,从而达到最佳效益。
它还包括建立机制,使该行业能够有效地吸引先进技术和技能,不仅是大型公司,还要扩展到中小企业,以增强中小企业的竞争力。
与此同时,必须加快人力资源开发,大力提升劳动力技能,并为终身学习奠定基础。这首先要发展符合经合组织标准的幼儿保育中心,确保幼儿能够获得高质量的就业机会;其次要发展城市基础设施和公共设施完善,以促进资金获取和可持续经济增长。
这份报告的发布正值泰国即将于 2026 年 10 月在曼谷主办国际货币基金组织-世界银行集团年度大会之际,届时泰国将阐述其愿景,并吸引全球合作,以推动泰国新一轮经济增长。
通过 ThairathMoney 阅读经济新闻和政府政策,帮助您实现“更美好的财务生活”。
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Chayanit Chueakasikarn (Foam),Thairath Money 高级内容创作者