S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ คาดปี 69 เศรษฐกิจขยายตัว 2.3%标普维持泰国信用评级为 BBB+,预测 2026 年经济增长率为 2.3%。
"เอกนิติ" เผย S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ BBB+ และมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับ "มีเสถียรภาพ" สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

วันที่ 4 พ.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
- S&P คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 จากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก (External Risks) และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกันการมีเสถียรภาพของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว และเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือกับความท้าทายระยะสั้น ทั้งนี้ ในปี 2569-2572 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,100 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
- S&P มองว่า รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนบางส่วนของรัฐบาล
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระดับโลก ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป
- รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดย S&P คาดว่า การก่อหนี้สุทธิของรัฐบาล (Net Debt Accumulation) จะอยู่ที่ร้อยละ 4.2 ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ของ GDP ในปี 2569 – 2572 ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 40 ณ สิ้นปี 2568 เป็นร้อยละ 47 ภายในปี 2572
- ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ในระดับสมดุลในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุลประมาณร้อยละ 2.1-2.4 ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป อันเป็นผลมาจากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง ประกอบกับราคาพลังงานที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิต่างประเทศ (Net External Creditor) และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
- ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า "การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน"
อาเซียนหนุนส่งออกข้าวไทย 9 เดือนพุ่ง 1.25 ล้านตัน รับมือตลาดอิรักหดตัว-บาทแข็ง
"กกร." ปรับGDP ปีนี้โต 2.4-2.6% จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์ชี้ เหตุโจมตีตู้เย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรปอาจเป็นสงครามจิตวิทยา
ความน่าเชื่อถือของไทย
Sovereign Credit Rating
ความเชื่อมั่นนักลงทุน
2026年11月4日,泰国副总理兼财政部长埃克尼提·尼提坦帕帕斯先生透露,标普全球评级(S&P)确认泰国主权信用评级为BBB+,展望稳定。主要细节如下:
标普预测,受外部风险和结构性经济制约因素的影响,泰国经济2026年增速将低于2025年的2.4%。政府财政政策将有助于缓解这些影响,而政府稳定性的增强将有助于长期经济政策的延续,并提高应对短期挑战的灵活性。2026年至2029年,实际GDP平均增速预计为2.4%,人均GDP预计将从2024年的约8000美元增至2026年的9100美元,部分原因是泰铢升值。
标普认为,泰国政府将继续优先考虑符合国家改革计划和战略的投资,特别是东部经济走廊(EEC)项目和交通基础设施建设。国有企业和公私合营(PPP)模式的投资将在推动国家基础设施投资和帮助减轻政府部分投资负担方面发挥关键作用。
此外,政府已出台多项措施促进高科技产业投资,例如为数据中心投资提供税收优惠,支持泰国企业家进入全球人工智能(AI)供应链,以及为促进国内研发和技术培训提供税收优惠。这些投资促进政策的持续实施将有助于提升泰国的长期竞争力。
泰国政府将继续推行财政政策以支持经济增长并降低外部风险,同时保持严格的财政纪律。标普预测,2026年泰国政府净债务占GDP的比重将达到4.2%,2026年至2029年平均为3.5%,这将导致政府净债务占GDP的比重从2025年底的约40%上升至2029年的47%。
泰国外部融资部门依然强劲,预计2026年经常账户收支将保持平衡,并从2027年起恢复盈余,约为GDP的2.1%至2.4%。这主要得益于出口增长(中间产品进口增加支撑),以及能源价格逐步恢复正常水平。此外,泰国仍是净外部债权国,并持有大量国际储备,这些都是支撑其信用评级的关键因素。
标普在评估泰国信用评级时将重点关注以下几个关键因素:泰国相对于其他发达国家的经济增长情况、人均GDP、财政政策前景以及国内政治稳定性。政治稳定性对于经济政策的持续性至关重要,并可能有助于泰国信用评级的未来提升。
埃克尼蒂先生进一步表示:“惠誉、穆迪和标普这三家国际信用评级机构给予泰国稳定的评级展望,反映了他们对政府经济政策方向的信心。政府将继续实施各项经济政策,以取得切实成果,包括促进对新兴产业的投资、提升国家竞争力以及优先考虑财政纪律,从而提振投资者信心,为稳定可持续的经济增长奠定基础。”
东盟在9个月内将泰国大米出口量提升至125万吨,以应对伊拉克市场萎缩和泰铢走强的局面。
美国商务、工业和银行业联合常设委员会(JSCCIB)已将今年的GDP增长预测修正为2.4%-2.6%,并密切关注美国中期选举。
分析人士认为,欧洲超市冰箱遭袭事件可能是一种心理战。
泰国的信誉
主权信用评级
投资者信心