“กฎเหล็ก” ใหม่ “ปธ.โสภณ” ตรวจสอบอำนาจรัฐ “ของยาก”“新的‘铁腕统治’:索蓬主席对国家权力的审查‘困难重重’。”
นับจากนี้ไป กลไกในการตรวจสอบรัฐ โดยฝ่ายค้านจะยากมากขึ้น จากเดิมมีตั้งกระทู้ถาม แต่มีข่าวรัฐมนตรีหรือนายกฯ ไม่ค่อยไปตอบ หรือมอบหมายคนอื่นไปตอบ ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 1 ปีหนึ่งจะทำได้เพียงครั้งเดียว จึงเหลือการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ ในสภาผู้แทนฯ

นับจากนี้ไป กลไกในการตรวจสอบรัฐ โดยฝ่ายค้านจะยากมากขึ้น จากเดิมมีตั้งกระทู้ถาม แต่มีข่าวรัฐมนตรีหรือนายกฯ ไม่ค่อยไปตอบ หรือมอบหมายคนอื่นไปตอบ ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 1 ปีหนึ่งจะทำได้เพียงครั้งเดียว
จึงเหลือการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ ในสภาผู้แทนฯ ที่สามารถทำหน้าที่และตรวจสอบได้ตลอด ต่อไปจะยากขึ้น
เพราะจะเจอกับกฎเหล็ก สำหรับการแปลงกฎกติกาและข้อบังคับการประชุมสภาฯ โดยประธานสภาผู้แทนฯ นายโสภณ ซารัมย์ ที่ฝ่ายค้านระบุว่า เป็นการตัดแขนตัดขา ฮุบอำนาจการตอบสอบของฝ่ายค้าน
แม้แต่คำร้องสำคัญ ๆ ที่อาจเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จะเหลือเพียง กมธ.ชุดเดียวตรวจสอบ ด้วยเหตุผลเพื่อลดการทำหน้าที่ซ้ำซ้อน และลดการลุใช้อำนาจของประธาน กมธ. ทั้งที่คำร้องบางเรื่อง มีหลายมติ ควรต้องให้ตรวจสอบหลาย กมธ.ได้ เพื่อให้รอบคอบเป็นธรรม เพราะต่อไป ประธานสภาฯจะเป็นคนตัดสินชี้ขาด ส่วนประธาน กมธ.ถูกริบอำนาจ และต่อไป ต้องใช้มติไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของที่ประชุม กมธ.ก่อน
แม้แต่กรณีเรียกเอกสารหรือบุคคลภายนอกที่ถูก ปธ.กมธ.เรียกมา ต้องให้ที่ประชุมกมธ.มีมติก่อน ด้วยเหตุผลจากวงใน เกรงจะมีข้อมูลหรือหลักฐานที่จะมัดตัวผู้ถูกร้องได้ จึงต้องการให้ถูกตีตกไป ตั้งแต่แรก
อีกประการ อาจได้บทเรียนมาจากกรรมาธิการ ที่จับมือร่วมกันเองตรวจสอบ เช่น กมธ.กฎหมาย ที่นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน กมธ. เคยประชุมร่วมกับ กมธ.ติดตามการใช้งบประมาณ ที่มี น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “สส.ไอซ์” เป็นประธาน กรณีโครงการไทยเอไอพาสปอร์ต ท่ามกลางการประท้วงของ สส.ฝ่ายรัฐบาล จนมีการวอล์กเอ้าต์
เป็นที่มาของกติกาใหม่ ให้ กมธ.คณะเดียวพิจารณา โดยการชี้ขาดของประธานสภาผู้แทนฯ
ทั้งที่ช่วงที่ผ่าน ๆ มา การทำหน้าที่ของ สส.และกรรมาธิการ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯ และใน กมธ.ต่างก็ทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีอะไรเป็นประเด็นหรือขัดแย้ง กระทั่งต้องกำหนดวางกฎเหล็กกันใหม่
ขัดแย้งถึงขั้นขั้น กรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม ที่มีนายรังสิมันต์ เป็นประธาน กมธ. ประกาศ “แข็งเมือง” มีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 ไม่รับแนวทางการจัดระเบียบใหม่ของนายโสภณ อ้างเอกสารไม่มีตราประทับ ไม่มีลายเซ็นประธานสภาฯ ไม่มีการอ้างอิงฐานอำนาจทางกฎหมาย
ทั้งยังมีมติให้เชิญ นายโสภณ เป็นคนเข้าให้ข้อมูลและชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมายฯ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2569
เล่นบท “ ลูกวัวไม่กลัวเสือ ” ตามสุภาษิตจีน
ทั้งแกนนำตัวตึงอย่างนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.ที่ซัดแรงผ่านโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก
“ป ระธานสภาไม่ใช่หัวหน้า สส. และ ประธาน กมธ.ไม่ใช่ลูกน้องประธานสภา ”
ทั้งแนะนำให้นายศุภชัย ใจสมุทร ซึ่งเป็นรองประธาน กมธ.กฎหมาย ให้กลับไปดูข้อกฎหมาย และยกข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 9 ที่กำหนดให้ประธานสภาฯ มีอำนาจกำกับดูแลกิจการของสภา และต้องวางตนเป็นกลาง ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาของ สส.หรือเป็นหัวหน้าประธาน กมธ.
ทำเอานายศุภชัยต้องตอบโต้กลับ ระบุมติ 8 ต่อ 0 เป็นเสียงจากฝ่ายค้านเกือบทั้งหมด และกล่าวหานายรังสิมันต์ว่า เหิมเกริม บังอาจเชิญนาย “โสภณ” เข้าชี้แจงต่อ กมธ.เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะเป็นถึงประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ และเรียกร้องให้นายรังสิมันต์ ขอโทษนายโสภณ
ไม่เพียงแค่นี้ ยังเรื่องขยับเดินหน้าจัดระเบียบสภาเพิ่มเติมจากพรรคภูมิใจไทย เรื่องแก้ข้อบังคับสภาเพิ่มเติม และเน้นไปที่การใช้เสียงข้างมากเป็นหลัก
ตั้งแต่ตำแหน่งประธาน กมธ.ต้องมาจากเสียงโหวตลงคะแนนลับ ผู้ที่ได้เสียงสนับสนุนมากที่สุด จะได้เป็นประธาน เปลี่ยนจากปัจจุบัน ที่ประธาน กมธ.จะใช้วิธีจัดสรรตามจำนวน สส.ของพรรค
ส่วนการเรียกเอกสารหรือบุคคลชี้แจงต่อ กมธ.นอกจากต้องมีมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุม กมธ.แล้ว กรณีผู้ถูกเรียกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ประธาน กมธ.ต้องแจ้งต่อนายกฯ และรัฐมนตรีที่เป็นผู้ดูแลหน่วยงาน และให้เป็นหน้าที่ของนายกฯ หรือรัฐมนตรีดังกล่าว จะสั่งการเรื่องเข้าชี้แจงตามที่ กมธ.เรียกหรือไม่
ยังไม่นับกรณีถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำอยู่ เพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนที่สนใจได้ติดตาม แต่ต่อไปต้องมีมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ กมธ.ทั้งหมดที่มีอยู่ จึงจะทำได้
ขณะที่การประชุมสภาผู้แทนฯ ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สามารถเสนอให้ประชุมลับ โดยห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าในห้องประชุม
ยังไม่รวมอีกหลายประเด็นที่อยู่ในร่างแก้ไขข้อบังคับประชุมสภาฯ โดยมีข่าวว่าจะเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ วันที่ 11 พฤศจิกายนนี้
ส่อเค้าชัดเจนว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน ต่อไปจะยากขึ้น อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด
กมธ.กฎหมายฯ เรียก "โสภณ" เข้าชี้แจง ปมกำหนดแนวทางการทำงาน กมธ.
กมธ.กฎหมายปะทะคารม "สส.ภูมิใจไทย" ซัด "รังสิมันต์" รวบอำนาจ
ปธ.สภาฯ วางกรอบ กมธ. 35 คณะ - ห้าม ปธ.กมธ.ใช้อำนาจฝ่ายเดียวบรรจุวาระ
从现在起,反对党监督政府的机制将变得更加困难。此前,反对党可以在议会提出质询,但有报道称,部长或总理很少回应,或者将责任推卸给他人。此外,针对政府的不信任辩论每年只能举行一次。
因此,只有众议院各委员会才能继续履行职责,始终进行权力制衡。未来这将变得更加困难。
因为他们将面临众议院议长索蓬·萨拉姆先生对议会规则和条例的严格修改规定,反对派称这是砍断肢体,夺取反对派的审查权力。
即使是涉及多个机构的重要请愿,也只会由一个委员会进行审查,理由是权力重叠和委员会主席滥用职权。然而,有些请愿包含多项决议,应由多个委员会进行审查,以确保审查的彻底性和公正性。今后,众议院议长将做出最终决定,委员会主席的权力将被撤销,且任何决定都必须获得至少半数委员会成员的多数票才能通过。
即使主席要求提供委员会以外的文件或人员,也必须先经委员会会议决议通过。这是因为内部人士担心这些信息或证据可能会对被告不利,因此委员会希望从一开始就驳回该请求。
另一个例子是,可以从合作调查的委员会中学习,例如由 Rangsiman Rome 先生担任主席的法律委员会,该委员会此前曾与由 Rakchanok Srinok 女士(又名“MP Ice”)担任主席的预算监督委员会就泰国人工智能护照项目举行会议,当时政府议员进行了抗议,导致会议退场。
这导致出台了一项新规定,允许一个委员会审议此事,最终决定由众议院议长做出。
尽管过去众议院和各委员会中来自执政党和反对党的议员和委员们一直履行各自的职责,没有出现任何问题或冲突,但现在没有必要制定新的严格规则了。
冲突升级,最终由朗西曼先生担任主席的法律与司法委员会宣布“公然违抗”,以8比0的全票否决了索蓬先生提出的新架构方案。他们指出,该文件缺少印章、议长签名,且缺乏法律依据。
委员会还决定邀请索蓬先生于 2026 年 11 月 12 日向法律事务委员会提供信息和澄清。
正如中国谚语所说,扮演“不怕老虎的小牛犊”的角色。
其中包括前国会议员维罗·拉克哈纳迪索恩等重要人物,他通过 Facebook 发帖强烈批评了这种情况。
“众议院议长不是众议院的首脑,委员会主席也不是议长的下属。”
他们还建议法律委员会副主席素帕猜·贾伊萨穆特先生审查相关法律,并援引众议院议事规则第9条,该条规定议长有权监督众议院事务,必须保持中立,不得凌驾于议员或委员会主席之上。
这促使苏帕猜先生进行反击,他指出8比0的投票结果几乎全部来自反对派,并指责朗西曼先生傲慢自大,竟敢邀请索蓬先生到委员会作证,鉴于索蓬先生作为立法机构负责人的身份,这种做法十分不妥。他还要求朗西曼先生向索蓬先生道歉。
此外,泰自豪党正在推进议会重组工作,包括修改议会规章,并强调以多数原则作为决策的主要依据。
从现在起,委员会主席一职将通过秘密投票产生,得票最多的候选人当选主席。这与现行制度不同,现行制度是根据各党派议员人数分配主席的。
关于要求传唤文件或人员向委员会提供澄清的请求,除需至少半数委员会成员决议通过外,如果被传唤者是政府官员,委员会主席还必须通知总理和主管该机构的部长。之后,由总理或上述部长决定是否责令该官员按委员会要求提供澄清。
这还不包括委员会会议的现场直播,目前大多数情况下都会进行现场直播,以便为感兴趣的公众提供一个观看的渠道。然而,未来这将需要出席会议的委员会成员过半数以上通过决议。
在议会开会期间,包括首相和部长在内的行政部门可以提议举行闭门会议,禁止未经授权的人员进入议事厅。
这还不包括议会程序规则修正案草案中的其他几个问题,据报道,这些修正案将于 11 月 11 日列入议会议程。
越来越明显的是,反对派的监督作用将变得比任何人想象的都要困难。
众议院法律事务委员会传唤索蓬,要求其就委员会工作准则的制定作出澄清。
众议院法律事务委员会与泰自豪党的一名议员发生口角,该议员指责朗西曼巩固权力。
众议院议长为 35 个议会委员会制定了指导方针——禁止委员会主席单方面利用其权力将议题纳入议程。