“กรณ์” จี้ เร่งปฏิรูประบบสหกรณ์ ชูตั้ง “บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ”科恩敦促加快合作社制度改革,并提议成立“国家茉莉香米公司”。
“กรณ์” จี้ รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสหกรณ์ ยกโมเดล “ฟอนเทียร่า-นิวซีแลนด์” ตั้ง บ.นมแห่งชาติ ผ่าโครงสร้างชาวนาไทย ชูตั้ง “บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ” แก้เกษตรกรไทยจนซ้ำซาก

“กรณ์” จี้ รัฐบาล เร่งปฏิรูประบบสหกรณ์ ยกตัวอย่างโมเดล “ฟอนเทียร่า-นิวซีแลนด์” ตั้ง บ.นมแห่งชาติ ผ่าโครงสร้างชาวนาไทย ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ชูตั้ง “บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ” นำร่อง แก้ปัญหา เกษตรกรไทยจนซ้ำซาก
วันที่ 8 ก.ย. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายงบฯของกระทรวงเกษตรฯตอนหนึ่งว่า ยังเป็นการจัดสรรงบฯในรูปแบบเดิม ซ้ำยังปรับลดงบฯลง ทั้งที่ภาคการเกษตรคือหัวใจสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย โดยจุดแข็งของภาคการเกษตรไทยคือ ความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรมีฝีมือ และผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่สุดท้ายเกษตรกรไทยยังคงประสบภาวะความยากจนต่อเนื่อง เพราะขายสินค้าไม่ได้ราคา สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย
โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสาน ขาดอำนาจต่อรอง ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขาดงบฯ ในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ไม่สามารถสร้างแบรนด์ เข้าถึงตลาดโลกไม่ได้ แนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างมี ตนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสหกรณ์ ถอนบทเรียนความสำเร็จของประเทศนิวซีแลนด์ ที่ปฏิรูปสหกรณ์โคนมย่อยนับร้อยแห่ง มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วปรับโครงสร้างบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรธุรกิจภายใต้ชื่อฟอนเทียร่า (Fonterra) โมเดลนี้ เปลี่ยนให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ 2 ชั้น คือ 1. สิทธิในการขายนมดิบในราคาที่เป็นธรรม 2. ส่วนแบ่งปันผลจากกำไรของบริษัท ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการมืออาชีพ มีทั้งการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์,การสร้างแบรนด์,การลดต้นทุนและการเจรจาการค้าระดับโลกกับองค์กรใหญ่อย่าง McDonald's ที่เกษตรกรรายย่อย ทำไม่ได้ หากรัฐบาลปรับใช้กับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทย ซึ่งเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) คุณภาพอันดับหนึ่งของโลกที่ผลิตได้เพียง 5 จังหวัดในภาคอีสานเท่านั้น โดยรวมกลุ่มของชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัดร่วมถือหุ้นในบริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ บริษัทก็จะทำหน้าที่ผูกขาดการบริหารจัดการ,การทำข้าวถุงการค้า,การสร้างแบรนด์ระดับสากล,การวิจัยพัฒนาและการทำการตลาดส่งออกทั่วโลก จะช่วยตัดกลไกพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจการต่อรอง และนำกำไรจากการส่งออกกลับมาปันผลให้แก่ชาวนาทุ่งกุลาฯผู้ถือหุ้นโดยตรง ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยได้อย่างถาวร จึงขอฝากให้มีการจัดสรรงบประมาณและแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อดำเนินเรื่องนี้ด้วย
科恩敦促政府加快合作社改革,并以新西兰恒天然模式为例。他提议成立一家国家乳业公司,重组泰国农民,重点发展通古拉荣海地区的茉莉香米种植,并建议设立一家试点性的“国家茉莉香米公司”,以解决泰国农民长期存在的贫困问题。
2026年9月8日,民主党国会议员科恩·查蒂卡瓦尼先生在农业部预算辩论中指出,尽管农业对提高泰国人民的生活质量至关重要,但其拨款却不仅没有减少,反而没有改变。他强调了泰国农业的优势:资源丰富、农民技术娴熟、农产品品质享誉国际。然而,由于大多数农民都是小规模生产者,无法以合理的价格出售产品,泰国农民仍然饱受贫困之苦。
尤其值得注意的是,东北地区的农民缺乏议价能力、资金渠道以及研发经费。他们无法打造品牌,也无法进入全球市场。结构性解决方案是存在的。我建议政府紧急改革合作社制度,借鉴新西兰的成功模式,将数百家小型乳品合作社合并为一个实体。该实体随后将重组为一家名为恒天然(Fonterra)的商业机构。这种模式将使小农户成为股东,并从中获得双重收益:1. 以公平价格出售原奶的权利;2. 公司利润分成。恒天然将作为专业的管理机构,负责产品研发、品牌建设、成本控制以及与麦当劳等大型企业进行全球贸易谈判——这些都是小农户无法实现的。如果政府将此模式应用于泰国东北部五个府生产的、世界级地理标志产品——通古拉荣海地区的茉莉香米,通过将这五个府的农民联合起来成立一家全国性的茉莉香米公司,该公司将垄断管理、商业包装、国际品牌推广、研发和全球出口营销,从而消除中间商。通过增强农民的议价能力,并将出口利润直接分配给作为股东的通古拉地区的农民,我相信这能够从根本上解决泰国农民的贫困问题。因此,我敦促政府拨出专项预算并制定战略规划来实施这一方案。