AOT ปรับสถานะ เปิดดิวตี้ฟรีขาเข้าAOT调整其运营模式,为入境旅客开设免税店。
มีโอกาสพบคุณปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ในงาน 48 ปีของ บมจ.ปตท. วันก่อน เธอมีเรื่องราวมากมายที่อยากเล่าให้พวกเราในฐานะสื่ออาวุโสฟัง

มีโอกาสพบคุณปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ในงาน 48 ปีของ บมจ.ปตท. วันก่อน เธอมีเรื่องราวมากมายที่อยากเล่าให้พวกเราในฐานะสื่ออาวุโสฟัง
เริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญต่อการนำผู้โดยสารจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพิ่มขึ้นในหลายวิธีด้วยกัน...
การดึงเอาสายการบินจากประเทศต่างๆ เข้ามาใช้ท่าอากาศยานไทยให้เต็มประสิทธิภาพ การให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนแก้ไข Slot การบินต่างๆ (ช่วงเวลาที่กำหนดให้เครื่องบินขึ้นลง) ไปจนถึงความคืบหน้าการพิจารณานำร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) สำหรับผู้โดยสารขาเข้ากลับมาเปิดให้บริการภายในท่าอากาศยานของ AOT อีกครั้ง
คุณปวีณา หรือ "คุณนา" บอกกับเราว่า ก่อนจะนำเรื่องนี้เสนอต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เธอทำการสำรวจความเห็นของผู้โดยสารที่เดินทางเข้าออกยังสนามบินต่างๆ มาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ละครั้งได้คำตอบเดียวกันคือ อยากได้ร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาอีก
ในเวลาเดียวกันผลการศึกษาของ AOT พบว่า ร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้ามีความจำเป็น เพราะช่วยลดการนำเงินออกไปใช้จ่ายนอกราชอาณาจักรของนักท่องเที่ยวไทยได้มาก และ สศค. เองก็เห็นด้วยที่ให้ AOT ทำเรื่องนี้ได้เลย
อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันจุดยืนของ AOT คุณนาได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ขอให้นำเรื่องนี้เสนอ ครม. รับทราบ ก่อนที่ AOT จะเดินหน้าในกระบวนการทำงานขั้นต่อไป
สำหรับรูปแบบการดำเนินงานนำร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาเปิดใหม่ มีอยู่ 3 โมเดลหลักด้วยกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสาร และข้อจำกัดของพื้นที่ ได้แก่
Pick-up Counter เป็นรูปแบบที่เปิดให้ผู้โดยสารชาวไทยสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก่อนเดินทางไปต่างประเทศได้ และสามารถเดินทางกลับมารับสินค้าที่จุดรับสินค้า (Pick-up Counter) ซึ่งจะอำนวยความสะดวก และทำให้กระบวนการซื้อสินค้าเป็นระบบมากขึ้น รวมสินค้าทั่วไปกับสินค้าดิวตี้ฟรี เพื่อจัดพื้นที่ให้มีสินค้าครบทั้งสินค้าในประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ไทย และสินค้าปลอดอากรให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการสูง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสินค้าอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด จำหน่ายทั้งสินค้าที่เสียภาษี และไม่เสียภาษี เป็นรูปแบบที่เปิดให้มีสินค้า 2 ประเภทอยู่ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และทางเลือกแก่ผู้โดยสาร โดยสินค้าที่ต้องเสียภาษีจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนสินค้าปลอดอากรจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสินค้าปลอดอากร
Pick-up Counter เป็นรูปแบบที่เปิดให้ผู้โดยสารชาวไทยสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก่อนเดินทางไปต่างประเทศได้ และสามารถเดินทางกลับมารับสินค้าที่จุดรับสินค้า (Pick-up Counter) ซึ่งจะอำนวยความสะดวก และทำให้กระบวนการซื้อสินค้าเป็นระบบมากขึ้น
รวมสินค้าทั่วไปกับสินค้าดิวตี้ฟรี เพื่อจัดพื้นที่ให้มีสินค้าครบทั้งสินค้าในประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ไทย และสินค้าปลอดอากรให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการสูง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสินค้าอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด
จำหน่ายทั้งสินค้าที่เสียภาษี และไม่เสียภาษี เป็นรูปแบบที่เปิดให้มีสินค้า 2 ประเภทอยู่ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และทางเลือกแก่ผู้โดยสาร โดยสินค้าที่ต้องเสียภาษีจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนสินค้าปลอดอากรจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสินค้าปลอดอากร
กระนั้นก็ตาม ทั้ง 3 รูปแบบยังต้องพิจารณารายละเอียดด้านกฎหมาย ภาษีศุลกากร รูปแบบการจัดจำหน่าย รวมถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ก่อนจะกำหนดแนวทางชัดเจน
สำหรับมูลค่ารวมราคาสินค้าที่สามารถซื้อจากร้านค้าดิวตี้ฟรีสำหรับคนไทย ยังคงกำหนดมูลค่ารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท แม้จะมีคำขอจากผู้ประกอบการร้านค้าดิวตี้ฟรีมานานหลายปี เพื่อขยายมูลค่า 20,000 บาท เป็น 50,000 บาท เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ด้านราคา และเงินเฟ้อ แต่ก็ยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกัน
มีรายงานจาก สศค. ด้วยว่า AOT ได้ทำการศึกษาประเด็นนี้ไว้อย่างละเอียด โดยพบว่าผู้โดยสารขาเข้าไม่มีทางเลือกในการซื้อสินค้าปลอดอากรขาเข้าในสนามบินเหมือนในอดีตที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการให้บริการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าในสนามบินทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา
กรณีดังกล่าวส่งผลให้ทั้งผู้ประกอบการดิวตี้ฟรี และ AOT สูญเสียรายได้ต่อปีไปรวมกันกว่า 4,000 ล้านบาท เฉพาะ AOT รายได้หายไปประมาณปีละ 1,700 ล้านบาท หรือ 3% ของรายได้รวม ซึ่งกระทบถึงกำไรปีละ 1,300 ล้านบาท หรือราว 5-6%
หากการกลับมาเปิดร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้าสามารถดำเนินการได้ทันในปีนี้ ก็คาดว่าผลประกอบการของ AOT น่าจะมีกำไรสูงถึง 20,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 8% ขณะที่การเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินจากความสามารถของผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ มีแนวโน้มที่จะทำให้ AOT กลับมามีสถานะแข็งแกร่งกว่าเดิม ทั้งราคาหุ้นในกระดาน และผลตอบแทนจากเงินปันผล
ยังมีการศึกษาหาข้อมูลในต่างประเทศด้วยว่า รูปแบบดิวตี้ฟรีขาเข้าเป็นรูปแบบที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย โดยสนามบินทั่วโลกที่ให้บริการดิวตี้ฟรีขาเข้ามีมากกว่า 90% ในขณะที่รูปแบบของ Pick-up Counter พบว่ามีการใช้งานถึง 100%
หยั่งงี้ก็เท่ากับ มีไทยประเทศเดียวที่ปิดกั้นไม่ให้มีบริการที่ทำเงินปีละหลายพันล้านนี้ให้แก่เจ้าของสนามบิน และผู้ประกอบการล่ะซี!
前几天,我有幸在泰国国家石油公司(PTT)成立48周年庆典活动上见到了泰国机场公共有限公司(AOT)总裁兼首席执行官帕维娜·查里亚蒂蒂蓬女士。作为资深媒体从业人员,她有很多故事想和我们分享。
首先,要更加重视通过各种方式吸引更多国际旅客进入泰国……
这包括吸引各国航空公司充分利用泰国机场的潜力,合作调整和修改航班时刻(飞机起飞和降落的指定时间),以及推进考虑在泰国机场管理局 (AOT) 机场内重新开放免税店,为抵达的旅客提供服务。
帕维娜女士(或称“坤娜”)告诉我们,在将此事提交给财政部财政政策办公室之前,她曾对途经不同机场的旅客进行了三次调查。每次调查都得到了相同的反馈:旅客们希望恢复到达大厅的免税店。
与此同时,泰国旅游局 (AOT) 的研究发现,入境免税店是必要的,因为它们可以显著减少泰国游客在国外的消费,而财政政策办公室 (FPO) 也同意泰国旅游局应该继续推行这项政策。
然而,为了重申AOT的立场,Na女士已致函财政部,要求在AOT继续进行下一步工作之前,将此事提交内阁确认。
为满足旅客需求和空间限制,到达区免税店重新开放主要有三种模式:
提货柜台是一种允许泰国旅客在出国旅行前预订商品,并在抵达后前往指定提货柜台领取商品的模式。这简化了购物流程,使旅客能够更便捷地完成购买。提货柜台将一般商品与免税商品集中销售,形成一个专门区域,既销售泰国本土品牌商品,也销售免税商品。对于游客需求量大的商品,例如酒类和其他符合政府规定的商品,这种模式尤其有利。应税商品和免税商品同时销售,增加了商品种类,也为旅客提供了更多选择。应税商品按照既定法规处理,而免税商品则适用其特定规定。
提货柜台系统允许泰国旅客在出国旅行前预订商品,并在返回泰国后到指定的提货柜台领取。这简化了购买流程,使购物更加便捷。
将一般商品与免税商品合并,打造一个专属区域,在同一空间内提供种类丰富的商品,包括国产商品(主要为泰国品牌)和免税商品。这尤其有利于销售游客需求量大的商品,例如酒类和其他符合政府规定的商品。
这里既销售应税商品,也销售免税商品,这种模式允许两种类型的商品同时存在,从而增加商品种类,为旅客提供更多选择。应税商品按照既定法规进行处理,而免税商品则适用其特定的免税条件。
然而,在制定明确的指导方针之前,这三种模式仍然需要考虑法律细节、关税、分销方式和地理适用性。
泰国公民在免税店购买商品的总价值上限仍为2万泰铢。尽管多年来免税店经营者一直要求将这一上限提高到5万泰铢,以反映当前的物价和通货膨胀情况,但这个问题至今仍未得到讨论。
财政政策办公室 (FPO) 还报告称,泰国机场管理局 (AOT) 已就此问题进行了详细研究,发现自政府宣布从 2024 年 8 月 1 日起停止在全国机场开设免税店以来,抵达的旅客将不再像过去那样可以在机场购买免税商品。
这种情况导致免税运营商和泰国机场管理局(AOT)每年合计损失超过40亿泰铢的收入。仅AOT一家每年就损失约17亿泰铢,占其总收入的3%,使其利润每年减少13亿泰铢,约占5-6%。
如果入境免税店今年能够重新开放,AOT的盈利预计将达到200亿泰铢,增幅高达8%。同时,由于新任首席执行官的能力,航班数量的增加有望进一步巩固AOT的地位,无论是在股价还是股息收益率方面。
国外进一步的研究表明,免税到达形式被广泛使用,全球超过 90% 的机场为到达旅客提供免税服务,而取货柜台形式则在 100% 的情况下被使用。
这意味着泰国是唯一一个阻止机场所有者和运营商获得这项服务的国家,而这项服务每年可创造数十亿泰铢的收入!