เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน缅甸巨型锡矿重新开放,加速了对中国的出口。
เหมืองดีบุกหม่านหม่อว์ หนึ่งในแหล่งผลิตดีบุกรายใหญ่ที่สุดของโลกในรัฐว้า ประเทศเมียนมา เริ่มกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 พร้อมเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน

เหมืองดีบุกหม่านหม่อว์ หนึ่งในแหล่งผลิตดีบุกรายใหญ่ที่สุดของโลกในรัฐว้า ประเทศเมียนมา เริ่มกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 พร้อมเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน การฟื้นตัวของเหมืองอาจส่งผลสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลหะที่มีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
กลุ่มคลังสมอง International Crisis Group เปิดเผยว่า เหมืองหม่านหม่อว์ (Man Maw) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองดีบุกใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองว้า ทางตะวันออกของเมียนมา กำลังเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 และกำลังเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน
ดีบุกเป็นโลหะสำคัญต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากใช้เป็นวัสดุบัดกรีสำหรับเชื่อมไมโครชิปเข้ากับแผงวงจร รวมถึงเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล
เหมืองหม่านหม่อว์กลายเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายสำคัญของโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2010 ส่งผลให้เมียนมาก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายใหญ่ที่สุดให้แก่จีน
การปิดเหมืองอย่างกะทันหันโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในปี 2566 เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งสูงขึ้น และเกิดการแข่งขันทั่วโลกเพื่อแสวงหาแหล่งโลหะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม International Crisis Group ระบุว่า ขณะนี้เหมืองกำลังอยู่ในช่วง "กลับมาเปิดดำเนินการอย่างช้า ๆ" โดยพบว่าแร่กำลังถูกขนย้ายอีกครั้ง แม้ปริมาณการผลิตจะยังต่ำกว่าระดับก่อนระงับการดำเนินงานอย่างมาก
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบอกจากเมียนมารวมเกือบ 40,000 เมตริกตัน ซึ่งสูงกว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 แล้ว
รายงานของ International Crisis Group ยังระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่แห่งใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่เหมืองหม่านหม่อว์ ขณะที่แสงสว่างในเวลากลางคืนรอบพื้นที่เหมืองกลับมาเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงอย่างมากภายหลังการระงับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากิจกรรมในพื้นที่กำลังเพิ่มขึ้น
แม้การดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัว แต่ระดับการผลิตยังห่างไกลจากช่วงที่เหมืองมีผลผลิตสูงสุด โดยข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในปี 2559 เมียนมาส่งแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบุกให้จีนเกือบ 500,000 เมตริกตัน คิดเป็นมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าดีบุกประเภทดังกล่าวของจีน
ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชียของ International Crisis Group กล่าวว่า มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเหมืองกำลังเพิ่มระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวจะไม่สม่ำเสมอในทุกพื้นที่
การกลับมาดำเนินงานของเหมือง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างช้าเพียงใด มีแนวโน้มส่งผลในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI
ก่อนหน้านี้ ปัญหาอุปทานดีบุกที่เปราะบาง ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของการผลิตไมโครชิปสำหรับการประมวลผลข้อมูล ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งทำสถิติสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
การเข้าถึงเหมืองหม่านหม่อว์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "ว้าแดง" ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่รัฐว้า ทางตะวันออกของเมียนมา และมีพรมแดนติดกับจีน
UWSA ถือเป็นหนึ่งในองค์กรติดอาวุธนอกภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีประวัติเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด
นักวิเคราะห์ระบุว่า การสนับสนุนจากจีน รวมถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของกลุ่มว้ากับจีน ช่วยให้รัฐว้าสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่กำลังทำลายเสถียรภาพของพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564
International Crisis Group ประเมินว่า การปิดเหมืองหม่านหม่อว์ในปี 2566 น่าจะเกิดจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมระหว่างกลุ่มตระกูลผู้มีอิทธิพลในรัฐว้า มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจากการสู้รบ
อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวเตือนว่า เหมืองยังเผชิญความท้าทายด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาอุโมงค์เหมืองถูกน้ำท่วม และการลดลงของแหล่งแร่ดีบุกที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งอาจทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น.
位于缅甸佤邦的貌貌锡矿是世界最大的锡生产商之一,自2023年停产以来已恢复运营,增加了对中国的锡出口。然而,专家警告称,该矿的恢复运营可能会对金属供应链产生重大影响,而金属供应链对人工智能(AI)行业至关重要。
国际危机组织智库透露,位于缅甸东部佤邦自治区的曼莫锡矿是世界上最大的锡矿之一,自 2023 年以来一直处于停产状态,目前正在逐步恢复运营,并增加对中国的锡出口。
锡是人工智能行业的重要金属,因为它被用作焊料,将微芯片连接到电路板上,以及连接数据中心中使用的各种电子元件。
2010 年代,芒芒矿迅速成为全球主要的锡供应商,推动缅甸成为世界第三大锡生产国和中国最大的锡供应商。
2023 年,控制该地区的武装部队突然关闭了该矿,而此时人工智能产业也开始快速发展,导致锡价飙升,全球对这种金属资源展开了激烈的竞争。
然而,国际危机组织表示,该矿目前处于“缓慢重新开放”阶段,矿石已再次被运输,尽管产量仍远低于停产前的水平。
根据中国海关数据,2026 年上半年,中国从缅甸进口了近 4 万吨锡矿和迪博克矿,超过了 2025 年全年的进口总量。
国际危机组织报告还指出,卫星图像显示,曼穆矿区正在建造几座新的大型建筑物,而矿区周围的夜间照明在停工后大幅减少,现在又有所增加,这表明该地区的活动正在增加。
尽管生产活动已开始恢复,但产量远未达到峰值。据中国海关数据显示,2016年缅甸向中国出口了近50万吨锡矿石和锡精矿,占中国锡进口量的99%以上。
国际危机组织亚洲高级顾问理查德·霍西表示,有证据表明矿业正在稳步提高产量,尽管并非所有地区的复苏都一样。
无论恢复采矿作业的速度多么缓慢,在国际上争夺人工智能产业关键资源的竞争中,都可能产生广泛的影响。
此前,锡供应不稳定,加上数据处理用微芯片生产扩张导致需求增加,造成锡价在 1 月份飙升至历史新高。
缅甸东部与中国接壤的佤邦,由佤邦联合军(UWSA,又称“红佤军”)控制,该军严格限制进入芒芒矿区及其运营信息。
联合社会主义运动(UWSA)被认为是世界上最大的非政府武装组织之一,长期以来因涉嫌参与毒品走私而面临国际制裁。
分析人士表示,来自中国的支持,包括佤邦集团与中国的商业联系,帮助佤邦避免了自2021年军方夺取政权以来,缅甸大部分地区陷入内战动荡的影响。
国际危机组织估计,曼莫煤矿于 2023 年关闭,很可能是由于佤邦有影响力的家族之间的权力斗争,而不是直接的战斗结果。
然而,该组织警告说,该矿仍面临经济可行性挑战,包括隧道被淹和高浓度锡矿床枯竭,这可能会使未来增产变得困难。