หนี้พนักงาน ภัยเงียบเขย่าองค์กร กู้ง่าย-ดอกถูก-ไม่เสียภาษี 3 ตัวการใหญ่ ทำ Productivity พัง员工债务:潜伏在企业中的隐形威胁。贷款便捷、利率低廉和税收减免是导致生产力下降的三大罪魁祸首。
สุขภาวะ หรือ Wellbeing ของพนักงานทั้งจิตใจและหนี้สิน เป็นกลยุทธ์ธุรกิจเร่งด่วนที่ส่งผลต่อ productivity องค์กรควรลงทุนแก้ไข เพื่อรักษาทุนมนุษย์และสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)
Senior Content Creator at Thairath Money
# Employee Wellbeing
# ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
# ความเครียดทางการเงิน
# Financial Wellbeing
# การบริหารจัดการหนี้สิน
ถอดบทเรียน เกือบอวสาน NIKE เมื่อยุคทองไม่ได้อยู่ตลอดไป | BrandStory EP.60
สุขภาวะ หรือ Wellbeing ของพนักงานทั้งจิตใจและหนี้สิน เป็นกลยุทธ์ธุรกิจเร่งด่วนที่ส่งผลต่อ productivity องค์กรควรลงทุนแก้ไข เพื่อรักษาทุนมนุษย์และสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน
ความหวัง : ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
ในยุคปัจจุบัน ปัญหาด้านสุขภาวะของคนทำงานกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ยิ่งเรื่องของความเครียดทางการเงินถือเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน อัตราการลาออก และผลประกอบการโดยตรง
สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ "Employee Wellbeing for Sustainable Competitiveness: Where Employee Wellbeing Meets Business Value" รวมผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน HR การเงิน และจิตวิทยาองค์กร พร้อมเวิร์กช็อปและกรณีศึกษาจากกว่า 200 องค์กร ที่นำไปใช้ได้จริงทันทีหลังจบงาน
รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดทุนไทยให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจบริการที่บุคลากรคือกลไกหลักในการขับเคลื่อนความสำเร็จ การดูแลพนักงานจึงเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ในมิติด้านสังคม (Social) ที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพชีวิต การเงิน และจิตใจ พร้อมเน้นย้ำว่า Employee Wellbeing ไม่ใช่ต้นทุนที่องค์กรต้องแบกรับ แต่คือการลงทุนที่ช่วยรักษาบุคลากรและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โดยในปัจจุบัน คนทำงานจำนวนมากต้องเผชิญภาวะที่เรียกว่า “เดอะแบก” ที่ต้องแบกรับภาระหนักทั้งการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุและลูกหลานไปพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงินที่เป็นวาระสำคัญของประเทศ
ซึ่งจากผลการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ประชากรในวัยทำงานมีหนี้สินสูงถึงร้อยละ 52.7 และมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) สูงถึงร้อยละ 27 สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาวะทางการเงินเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข
นอกจากนี้ สุขภาวะทางจิตใจยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยกรุงเทพมหานครติดอันดับ 5 จาก 100 เมืองทั่วโลกที่คนทำงานหนักที่สุด ความเครียดจากการทำงานหนักส่งผลให้เกิดภาวะล้าและหมดไฟ (Burnout)
และข้อมูลของรายงานยังได้ระบุอีกว่า คนทำงานในประเทศไทยมีภาวะ Burnout สูงถึง 7 ใน 10 คน ซึ่งความเครียดเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาธิ ทักษะ และสร้างความเสียหายต่อ Productivity ในการทำงานขององค์กร การดูแลสุขภาวะทางเงินและจิตใจของพนักงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ
สุขภาวะพนักงานระดับโลก ที่ผู้บริหารไทยไม่ควรมองข้าม
ขณะเดียวกันในช่วงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “The State of Employee Wellbeing: Global Trends and Why It Matters to Business” โดย วรวัจน์ สุวคนธ์ นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน ฉายภาพเทรนด์สุขภาวะพนักงานระดับโลกที่ผู้บริหารไทยไม่ควรมองข้าม โดยระบุว่า ในยุคที่ทุกองค์กรกำลังเร่งรีบลงทุนในเทคโนโลยี AI, ระบบ Automation, Data มหาศาล รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง มีปัจจัยหนึ่งที่กำลังบั่นทอน Productivity และ Performance ขององค์กรอยู่อย่างเงียบๆ นั่นคือ “พลังงานของมนุษย์” ซึ่งเป็น Key Operating System สำคัญ หากขาดพลังของคน กลยุทธ์และเทคโนโลยีที่ลงทุนไปเป็นพันล้านหรือหมื่นล้านก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
จากข้อมูลในปี 25678 สะท้อนภาพน่าตกใจว่า มีพนักงานเพียง 1 ใน 5 (20%) ทั่วโลกเท่านั้นที่มีความผูกพันกับองค์กร หมายความว่าพนักงานอีก 4 ใน 5 ไม่ได้ทุ่มเทศักยภาพอย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การที่พนักงานขาด ความผูกพัน สร้างความสูญเสียต่อ Productivity ทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
และมีวันทำงานสูญเสียไปถึง 12,000 ล้านวันทำงาน (Working Days) จากความวิตกกังวลเรื่องชีวิต หนี้สิน และสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงานถึง 40% ประสบภาวะความเครียดจากการทำงาน
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ยิ่งท้าทายกว่าหลายเท่า เนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบที่มีผู้สูงอายุสูงถึง 25% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้คนวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับภาวะขาดแคลนทักษะแห่งอนาคต การแก้ปัญหาด้วยการให้คนทำงานหนักขึ้น (Work Harder) จนติดอันดับท็อปๆ ของโลกไม่ใช่ทางออก แต่สิ่งที่องค์กรและ HR ต้องทำคือการปรับปรุงวิถีการทำงานให้ทันสมัย เพื่อให้คนทำงานได้ฉลาดขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและ Agility มาช่วยลดงานประจำ เพื่อให้มนุษย์นำพลังงานไปใช้กับงานที่มีมูลค่าสูง
Wellbeing ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่เป็น Business Strategy
ความท้าทายเหล่านี้ทำให้เรื่อง Wellbeing ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ (Benefit) หรือโครงการของ HR อีกต่อไป แต่เป็น Business Strategy ที่ต้องอยู่ใน Top Management Agenda ของ CEO, CFO และคณะกรรมการบริษัท Wellbeing คือส่วนหนึ่งของ Performance ที่ยั่งยืน ซึ่งต้องมองครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่
Physical Wellbeing Health สุขภาพกายที่เป็นพื้นฐานของพลังงาน
Mental Wellbeing สุขภาพจิตที่มีผลโดยตรงต่อ Cognitive Capacity ในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสร้าง Innovation
Financial Wellbeing การบริหารจัดการหนี้สินและความมั่นคงทางการเงิน
Social Wellbeing สังคมและการทำงานร่วมกัน
Purpose การรับรู้คุณค่าและความหมายในการทำงาน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือปัญหา Financial Wellbeing ในไทย ซึ่งหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับสูงมาก จากข้อมูลภายในขององค์กรธนาคารพบว่า มีพนักงานมากกว่า 2,000 คน จากทั้งหมด 16,000 คน ที่กำลังประสบปัญหาภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาธิ เสียสุขภาพจิต เสียกำลังใจ ความเสี่ยงในการลาออก และความเสี่ยงต่อการเกิดทุจริต (Fraud) การแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงต้องตั้งเป้าหมายเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น การตั้ง KPI ในการลดจำนวนพนักงานที่มีปัญหาหนี้สินลงให้เหลือ 1,000 คน หรือ 500 คนภายใน 3 ปี ผ่านการให้ความรู้และเครื่องมือช่วยเหลือ
การขับเคลื่อน Wellbeing ให้เกิดผลจริง องค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีวัดผล โดยยกเลิกการวัดเพียงแค่จำนวนผู้เข้าร่วม (Participation) หรือคะแนนความพึงพอใจ (NPS) แต่ต้องเปลี่ยนไปวัด Business Outcome เช่น อัตราการรักษา Talent, ความเร็วในการเกิด Innovation และการลดสภาวะความเครียด เพื่อเปิดทางให้เกิด Psychological Safety หรือพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา ซึ่งการเงียบ (Silence) ของพนักงานที่ไม่กล้าพูดความจริง ไม่กล้า Challenge หรือไม่กล้าเสนอความคิดเห็น ถือเป็นต้นทุนที่แพงมากสำหรับองค์กร
นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้อง Empower ให้กับ Manager และ Supervisor ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดพนักงานที่สุด ให้เป็นเจ้าของเรื่อง Wellbeing ร่วมด้วย โดยต้องประเมินบทบาทของผู้บริหารไม่ใช่แค่การสร้าง Short-term Performance ในแต่ละปี แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทีมงานมี Wellbeing และ Energy ที่จะสร้าง Performance ได้อย่างยั่งยืน โดยมีการติดตามผ่าน Executive Dashboard ทุกปี
เพราะท่ามกลางการ disruption ของ AI ที่จะทำให้ “งาน” ทยอยหายไป และบทบาทของสายงานต่างๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว องค์กรที่จะเป็นผู้ชนะในอนาคตไม่ใช่องค์กรที่มีเงินลงทุน AI สูงสุด แต่คือองค์กรที่มีความสามารถในการสร้าง Capability ใหม่ๆ ให้คนเรียนรู้ได้เร็ว และมีความคล่องตัว (Agility) ในการปรับเปลี่ยนบุคลากรตามทักษะ (Skill-based) ซึ่งสองสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากพนักงานขาด Wellbeing ในทั้ง 5 มิติ ดังนั้น การกลับมาดูแล Wellbeing ของมนุษย์ในฐานะกลยุทธ์หลักของธุรกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้าง Sustainable Business Performance ในโลกยุคปัจจุบัน
ตามด้วยเซสชันเจาะลึกมิติสำคัญด้าน “ต้นทุนแฝงจากความเครียดทางการเงิน” โดย สุรพล โอภาสเสถียร Assistance Executive บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินในประเทศไทยและผลกระทบที่ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) ในองค์กรต่างๆ เริ่มต้นจากการมองมุมมองชีวิตและการทำงานในองค์กรว่า ระบบ KPI (Key Performance Indicator) ว่า หากทำได้ตามเป้าหมาย มันคือตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน แต่หากทำไม่ได้ตามเป้า ในโลกความเป็นจริงมันอาจกลายเป็น “Kill this people immediately” หรือการกำจัดคนนั้นออกไปทันที
เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจภายใต้ชื่อบริษัท “ประเทศไทย” จะพบว่าประเทศมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท แต่กลับแบกรับภาระหนี้สินสะสมอยู่สูงถึง 16 ล้านล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ยมหาศาลในแต่ละปี อาการวิกฤตนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554
คนไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจสร้างหนี้จากเหตุผล “ไม่เสียภาษี กู้ง่าย ดอกเบี้ยถูก”
ซึ่งตามมาด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น โครงการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และโครงการจำนำข้าว ซึ่งเคยมีสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และ World Bank มาสอบถามว่ากลัวอะไรมากที่สุดในอนาคต คำตอบคือกลัวจะมีโครงการรถยนต์คันแรกรอบสอง เพราะพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจสร้างหนี้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ไม่เสียภาษี กู้ง่าย และดอกเบี้ยถูก
สำหรับโครงสร้างหนี้สินในระดับอาชีพ พบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มีการปล่อยกู้รวมกันถึง 2.55 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ของกลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาเพียงอาชีพเดียวสูงถึง 800,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับการที่บุคลากรกลุ่มนี้ไปกู้ยืมเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินอื่นอีกประมาณ 500,000 ล้านบาท ทำให้เบ็ดเสร็จแล้วบุคลากรทางการศึกษามีหนี้สินรวมสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท
ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่เห็นตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ 85.9% นั้นไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวหาร โดยจำนวนหนี้ยังคงเท่าเดิมแต่ความสามารถในการชำระหนี้กลับลดลง
ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในระบบเครดิตบูโรคิดเป็น 13.6 ล้านล้านบาท จากยอดหนี้ครัวเรือนทั้งหมด 16.4 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2.8 ล้านล้านบาทอยู่นอกระบบเครดิตบูโร ซึ่งหลักๆ คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ 2.2 ล้านล้านบาท และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งมีมาตรการเข้มงวดให้ HR ขององค์กรต่างๆ ต้องหักเงินเดือนพนักงานที่เป็นลูกหนี้ส่งคืน กยศ.
เมื่อพิจารณาการเติบโตของสินเชื่อย่อย พบว่าสินเชื่อบ้านโตเพียง 2.4% สินเชื่อรถยนต์ติดลบ 7.4% ส่งผลให้สินเชื่อรวมทั้งระบบเติบโตเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงนี้เวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการควบคุมสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ให้อยู่ที่ 80% จึงต้องชะลอการเติบโตของตัวเศษ (หนี้) และเร่งตัวส่วน (GDP) ทำให้แนวคิดเรื่องการกู้ง่ายไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ในทางกลับกัน สินเชื่อรายย่อยประเภท นาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) กลับโตสวนทางสูงถึง 54% ทั้งที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 33% ซึ่งสร้างความเสี่ยงอย่างมากต่อผู้กู้
ปัญหาหนี้ของพนักงาน…อาจเป็นภัยเงียบที่กำลังบ่อนทำลายองค์กร
สถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ซึ่งหมายถึงการขาดชำระติดต่อกัน 3 งวด และเข้าสู่งวดที่ 4 (91 วันขึ้นไป) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 หลังจบวิกฤตโควิด-19 โดยหากบุคคลใดมีหนี้เสียเพียง 1 บัญชีจากทั้งหมด 5 บัญชี จะถูกจัดประเภทเป็นลูกหนี้เสียทันที ในมุมมองของการบริหาร HR หากพนักงานเข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถามที่ตรงจุดและเจาะลึก คือ “ก่อหนี้นี้มาจากไหน” และ “เอาเงินไปทำอะไร” หรือหากอ้างว่าไปค้ำประกันให้คนอื่น ก็ต้องตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ สุรพล ยังกล่าวต่อไปว่า เมื่อแยกแยะตามประเภทสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) มีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 11 บัญชีในทุกๆ 100 บัญชี รวมถึงการขยายตัวของบริการ Buy Now Pay Later ที่ส่งเสริมการบริโภคเกินตัว
ขณะที่สินเชื่อผ่อนชำระกลุ่ม High and Ending มีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 18 บัญชีในทุกๆ 100 บัญชี ด้านบัตรเครดิต มีบัตรที่กลายเป็นหนี้เสียแล้วถึง 893,500 ใบ จากบัตรเครดิตทั้งหมดในประเทศ 24 ล้านใบ (ซึ่งมีบัตรที่ไม่ถูกนำมาใช้งานเลยตลอด 2 ปีอยู่จำนวนมาก) จนเคยมีการเสนอแนวคิดให้ปรับเปลี่ยนคำโฆษณาและเตือนภัยบัตรเครดิตให้เข้มงวดเหมือนซองบุหรี่
สำหรับสินเชื่อรถยนต์ มีรถยนต์ที่เป็นหนี้เสียและถูกยึดไปแล้วถึง 877,000 คัน โดยภาพรวมหนี้เสียในระบบเครดิตบูโรมีจำนวนสูงถึง 9,657,000 บัญชี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 10% ของยอดหนี้ทั้งหมดในระบบ
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย หรือกลุ่มที่ค้างชำระ 1-3 งวด ซึ่งกำลังรอการทยอยไหลลงมาเป็นหนี้เสียอีกกว่า 1,900,000 บัญชี โดยในจำนวนนี้มีรถยนต์ที่รอการถูกยึดอีกถึง 430,000 คัน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นรถกระบะที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน หากเจาะลึกในกลุ่มพาหนะประกอบอาชีพ พบว่า รถจักรยานยนต์ มีจำนวนที่ผ่อนปกติ 2.5 ล้านคัน เป็นหนี้กำลังจะเสีย 192,000 คัน และกลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 965,000 คัน ส่วนรถกระบะ จากทั้งหมด 2.5 ล้านคัน มีสถานะปกติเพียง 180,000 คัน แต่กลายเป็นหนี้เสียสูงถึง 489,000 คัน
เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Preventive Debt Restructuring: DR) โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอการยืดหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ 1 ครั้งทันทีเมื่อลูกหนี้เริ่มค้างชำระ 1 งวด ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “เขื่อน” เพื่อชะลอไม่ให้หนี้ไหลไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี โดยยอดการทำ DR ได้พุ่งสูงขึ้นจาก 291,000 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปี 2567 ไปสู่ระดับ 1.7 ล้านล้านบาท ในปัจจุบัน ซึ่งหากเขื่อนกักเก็บหนี้ตรงนี้ไม่สามารถรองรับได้ มวลหนี้ทั้งหมดจะทะลักเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยทันที
ไม่เพียงแต่ฝั่งลูกจ้างหรือผู้บริโภคเท่านั้น ในฝั่งของนายจ้างโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เป็นนิติบุคคล ก็กำลังเผชิญศึกหนักเช่นกัน จากยอดสินเชื่อรวม 2.4 ล้านล้านบาท พบว่ากลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 10.9% (ประมาณ 11%) และมีหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่อีก 4.95% (ประมาณ 5%) รวมแล้วมี SME ที่ประสบปัญหาหนี้สินสูงถึง 16% ซึ่งสัญญาณเตือนเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ฝ่ายบริหารและ HR ของทุกองค์กรต้องรับทราบและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม) Senior Content Creator at Thairath Money
Chayanit Chueakasikarn(泡沫)
Thairath Money 高级内容创作人
#员工福祉
# 泰国证券交易所
# 财务压力
#财务健康
# 债务管理
从耐克濒临破产的经历中吸取的教训:黄金时代终有尽头 | 品牌故事 第60集
员工福祉涵盖心理和财务两方面,是影响生产力的重要商业策略。企业应重视员工福祉,以保护人力资本并促进可持续增长。
希望:泰国将成为高收入国家。
在当今时代,职场健康已成为直接影响工作效率和组织竞争力的关键问题。此外,财务压力是一种隐性成本,它直接影响工作绩效、员工流动率和财务盈利能力。
泰国人事管理协会 (PMAT) 与泰国证券交易所 (SET) 联合举办题为“员工福祉助力可持续竞争力:员工福祉与商业价值的交汇点”的研讨会。本次活动将汇聚人力资源、财务和组织心理学领域的专家,并举办工作坊和案例研究,涵盖 200 多家机构,旨在为与会者提供会后可立即应用的实践指导。
泰国证券交易所副经理兼企业法律与风险管理主管荣拉·帕纳帕武蒂库尔表示,泰国资本市场一直以来都将人力资本放在首位,尤其是在服务业,因为员工是企业成功的关键驱动力。因此,员工福祉是企业按照ESG(环境、社会和治理)理念开展业务的重要组成部分,涵盖了包括生活质量、财务状况和心理健康在内的社会层面。他强调,员工福祉并非企业必须承担的成本,而是一项投资,有助于留住人才,并增强企业实力,实现可持续发展。
目前,许多在职人员面临着所谓的“赡养家庭的重担”,不得不同时承担照顾年迈父母和孙辈的重任。这造成了巨大的压力,尤其是在经济方面,而经济问题已成为一个重要的国家问题。
根据泰国银行的一项调查,52.7% 的劳动年龄人口负债,不良贷款率高达 27%,这反映出解决金融健康问题的迫切需要。
此外,心理健康也是一个至关重要的因素。在世界100个工作强度最高的城市中,曼谷排名第五。过度劳累带来的压力会导致疲劳和职业倦怠。
报告还指出,泰国高达七成的员工都经历过职业倦怠。这种压力直接影响员工的注意力、技能,并损害组织生产力。因此,优先考虑员工的身心健康是企业必须立即着手解决的紧迫问题。
世界一流的员工福利,泰国高管不容忽视。
与此同时,在题为“员工福祉现状:全球趋势及其对企业的重要性”的主题演讲中,泰国人事管理协会(PMAT)主席兼暹罗商业银行首席人力资源官沃拉瓦·苏瓦孔(Worawat Suwakon)提出了一个泰国高管不应忽视的员工福祉全球趋势。他指出,在当今时代,各组织都在竞相投资人工智能技术、自动化系统、海量数据并改进工作流程以创造竞争优势,在快速而剧烈的变革中,有一个因素正在悄然削弱组织的生产力和绩效:“人力”。这是一个至关重要的运营系统。如果没有人的力量,即使投入数十亿甚至数百亿的战略和技术也无法取得成功。
2024/2025年的数据显示,情况令人震惊:全球仅有五分之一(20%)的员工对所在组织充满热情。这意味着另有五分之四的员工未能充分发挥自身潜力。此外,世界卫生组织(世卫组织)的统计数据显示,员工敬业度不足每年导致全球生产力损失高达10万亿美元。
因生活焦虑、债务问题和心理健康问题,每年损失的工作日高达120亿天。此外,研究发现,40%的员工都承受着与工作相关的压力。
对泰国而言,由于其正步入全面老龄化社会,老年人口占总人口的25%,情况更加严峻。这导致劳动年龄人口持续下降,未来技能人才短缺。仅仅让人们更加努力地工作,甚至跻身世界最辛苦之列,并不能解决问题。相反,企业和人力资源部门必须革新工作方式,赋能员工,使其更加高效,利用技术和敏捷性减少重复性工作,从而将精力投入到高价值的工作中。
福祉不仅仅关乎福利,更是一种商业策略。
这些挑战意味着,员工福祉不再仅仅是一项福利或人力资源计划,而是一项必须列入首席执行官、首席财务官和董事会最高管理议程的业务战略。员工福祉是可持续绩效的一部分,必须从以下五个维度进行全面考量:
身体健康:身体健康是精力的基础。
心理健康直接影响认知能力,从而促进分析思维、决策和创新。
财务健康:债务管理与财务稳定
社会福祉:社会与合作
目的:认识工作的价值和意义。
泰国的财务健康问题就是一个鲜明的例子,该国家庭债务占GDP的比重非常高。银行内部数据显示,16000名员工中有超过2000人面临严重的债务问题。这影响了他们的注意力、心理健康和士气,增加了离职风险和欺诈风险。解决这个问题需要明确的业务目标,例如设定关键绩效指标(KPI),通过教育和支持工具,在三年内将负债员工人数减少到1000人或500人。
为了有效提升员工福祉,企业必须转变衡量方法,不再仅仅关注参与人数或净绩效评分(NPS)。相反,他们必须关注人才留存率、创新速度和压力缓解等业务成果。这有助于营造心理安全感,因为员工的沉默——不愿说出真相、质疑他人或发表意见——会给企业带来巨大的损失。
此外,管理层必须赋予与员工关系最密切的经理和主管权力,让他们承担起保障员工福祉的责任。管理层的作用不仅体现在每年的短期业绩上,更体现在营造一个能够促进团队福祉和活力,从而实现可持续绩效的环境上。这一点应通过高管仪表盘进行年度监控。
在人工智能带来的颠覆性变革中,工作岗位将逐渐减少,各行各业的角色也将迅速转变。未来能够胜出的企业并非那些在人工智能领域投入最大的企业,而是那些能够创造新能力,使员工快速学习并根据技能灵活调整员工队伍的企业。而这两点都离不开员工在五个维度上的福祉。因此,将员工福祉作为核心商业战略,是当今世界构建可持续商业绩效的关键所在。
随后,国家信贷局(NCB)助理主管苏拉蓬·奥帕萨提恩就“财务压力的隐性成本”这一关键维度进行了深入探讨。这反映了泰国债务状况的严峻现实及其对各组织人力资源管理的直接影响。会议首先从组织内部的生活和工作视角出发,重点分析了关键绩效指标(KPI)体系:如果目标达成,它们就作为绩效指标;但如果目标未达成,在现实世界中,则可能导致“立即解雇”或“立即开除”员工。
从泰国整体经济状况来看,该国国内生产总值(GDP)约为19万亿泰铢,但累计债务高达16万亿泰铢,导致每年需支付巨额利息。这场危机并非近期才出现,而是自2011年特大洪水以来不断累积的结果。
大多数泰国人选择负债的原因包括“免税、贷款容易、利率低”。
随后,政府出台了一系列经济刺激政策,例如首车补贴计划、首套房补贴计划和稻米质押计划。国际货币基金组织和世界银行等国际金融机构曾询问泰国政府对未来最担忧的是什么。答案是担心再次实施首车补贴计划,因为大多数泰国人借贷决策都基于三个主要因素:免税、贷款便捷和低利率。
就职业层面的债务结构而言,信用合作社的总贷款额为2.55万亿泰铢。其中,仅教师和教育工作者的债务就高达8000亿泰铢。加上该群体从其他金融机构获得的约5000亿泰铢贷款,教育工作者的总债务额达到1.2万亿泰铢。
虽然家庭债务占GDP的比重已降至85.9%,但这并不一定意味着情况有所改善。实际上,这只是分母的变化;债务总额保持不变,但偿还能力却下降了。
信用局系统中记录的信息涵盖了13.6万亿泰铢的家庭债务,而家庭总债务为16.4万亿泰铢。剩余的约2.8万亿泰铢债务不在信用局系统中,主要包括来自信用合作社和学生贷款基金(SLF)的2.2万亿泰铢。学生贷款基金采取了严格的措施,要求各机构的人力资源部门从SLF借款员工的工资中扣除贷款还款。
考虑到零售贷款的增长,住房贷款仅增长了2.4%,而汽车贷款则下降了7.4%。这导致整体贷款增长率仅为0.8%,与去年同期相比。这是因为泰国央行的目标是将债务占GDP的比重维持在80%,从而减缓分子(债务)的增长,加快分母(GDP)的增长。因此,轻松获得贷款的想法并不现实。相反,小额信贷,尤其是微型金融贷款,尽管利率高达33%,给借款人带来了巨大的风险,却仍然实现了惊人的54%的增长。
员工债务问题可能是一种悄无声息的威胁,正在侵蚀着企业。
自2022年第一季度新冠疫情危机爆发以来,不良贷款(NPL)情况持续上升。不良贷款是指连续三次逾期还款,且已进入第四期(逾期91天或以上)。如果一个人的五笔贷款中哪怕只有一笔是不良贷款,就会立即被归类为不良债务人。从人力资源管理的角度来看,当员工寻求债务方面的帮助时,必须提出直接且深入的问题,例如“这笔债务的来源是什么?”以及“你把钱用在了哪里?”。如果他们声称曾为他人担保贷款,则必须认真质疑其责任。
此外,苏拉波尔指出,按贷款类型划分,个人贷款的不良贷款率较高,每100个账户中就有11个受到影响。他还提到“先买后付”服务的扩张,这种服务助长了过度消费。
高端分期贷款的不良贷款率高达每100个账户中有18个不良贷款,而信用卡在全国2400万张信用卡中,不良贷款率高达89.35万张(其中许多信用卡在过去两年中完全未使用)。这种情况甚至引发了关于加强信用卡广告宣传和警示标签监管的提议,类似于香烟包装上的警示标签。
就汽车贷款而言,已有87.7万辆汽车成为不良贷款并被收回。总体而言,信用局系统中不良贷款账户数量达965.7万个,总额超过1.3万亿泰铢,约占该系统总债务的10%。
此外,还有超过190万个不良贷款账户,即逾期1-3期还款的账户,正等待被收回。其中,43万辆汽车等待被收回,而这其中一半是人们赖以谋生的皮卡。深入分析商用车辆的情况发现,在目前仍在偿还贷款的250万辆摩托车中,19.2万辆面临违约风险,96.5万辆已经成为不良贷款。同样,在250万辆皮卡中,只有18万辆信用良好,而高达48.9万辆已经成为不良贷款。
为应对这场危机,泰国央行实施了预防性债务重组(DR)措施,要求金融机构在借款人首次违约后立即提供一次债务延期或重组方案。这有效地起到了“堤坝”的作用,防止债务升级至诉讼阶段。DR的规模已从2024年第二季度的2910亿泰铢飙升至目前的1.7万亿泰铢。如果这一债务储备库无法容纳累积的债务,所有债务将涌入泰国经济。
面临挑战的不仅是员工和消费者;雇主,尤其是作为法人实体的中小企业,也同样举步维艰。在总额达2.4万亿泰铢的贷款中,10.9%(约11%)已成为不良贷款,另有4.95%(约5%)面临不良贷款风险。总计有16%的中小企业正面临债务问题。这些预警信号对于所有组织的管理层和人力资源部门来说都至关重要,他们必须了解并做好准备,以应对不断变化的经济形势。
通过 Thairath Money 阅读有关金融、保险和财富管理的最新资讯,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Chayanit Chueakasikarn (Foam),Thairath Money 高级内容创作者