“พนิดา” เสนอหั่นงบฯ อบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนฯ ระดับต้นของ กกต. 11.9 ล้านPanida 提议削减选举委员会入门级调查员培训课程的 1190 万泰铢预算。
“พนิดา” สส.พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบฯ โครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น ของ กกต. 11.9 ล้านบาท ชี้ ปัญหาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขาดความสามารถ แต่ระบบต้องรับประกันความเป็นอิสระ

“พนิดา” สส.พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบฯ โครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น ของ กกต. 11.9 ล้านบาท ชี้ ปัญหาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขาดความสามารถ แต่ระบบต้องรับประกันความเป็นอิสระ
วันที่ 10 กันยายน 2569 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 11,914,000 บาท จากโครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แต่เห็นว่าปัญหาสำคัญของ กกต. อยู่ที่หลักประกันด้านความเป็นอิสระและกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง
น.ส.พนิดา ระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่สืบสวนไต่สวนคดีเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากต้องทำงานกับพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งคำถามว่า หากเจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่แล้ว ผลการทำงานกลับสามารถถูกกลับมติด้วยกลไกอีกชุดหนึ่ง การใช้งบประมาณเกือบ 12 ล้านบาทเพื่ออบรมบุคลากรจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร
พร้อมยกกรณีการสอบสวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 เป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีหนังสือถึง กกต. แจ้งว่าคดีมีมูล ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2568 กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI เข้าร่วม 3 คน คณะดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน ประชุมเกือบ 100 ครั้ง เชิญพยานมากกว่า 800 คน และรวบรวมเอกสารกว่า 90,000 หน้า ก่อนสรุปความเห็นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย
อย่างไรก็ตาม ต่อมา กกต. ได้แต่งตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมา โดย น.ส.พนิดา ตั้งข้อสังเกตถึงที่มาและกระบวนการทำงานของคณะดังกล่าว เนื่องจากผลการพิจารณาแตกต่างจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่วันที่ 12 มีนาคม 2569 จะมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย “คณะหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการสอบพยาน 800 กว่าปาก เอกสาร 90,000 หน้า เสนอว่ามีพยานหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าควรจะดำเนินการส่งศาล แต่อีกคณะหนึ่งกลับมีความเห็นตรงกันข้ามทั้งหมด” พร้อมตั้งคำถามต่อไปว่า หากผลการพิจารณาแตกต่างกันอย่างมาก กกต. ต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าเกิดจากเหตุผลใด
ทั้งนี้ ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ได้พยายามเชิญ กกต. เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 รวมถึงสอบถามถึงที่มาของการแต่งตั้งคณะดังกล่าว เหตุใดจึงต้องตั้งคณะพิเศษขึ้นมา ทั้งที่มีอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอยู่แล้ว 35 ชุด รวมถึงต้องการทราบว่าคณะดังกล่าวมีประสบการณ์ด้านคดีเลือกตั้งหรือไม่ และใช้กระบวนการใดในการพิจารณาสำนวน
และยังตั้งคำถามต่อไปว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ได้เชิญคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือ DSI เข้ามาชี้แจงหรือไม่ ได้อ่านสำนวนกว่า 90,000 หน้าด้วยตัวเองหรือไม่ และมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือประสานขอข้อมูลจาก DSI หรือไม่ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่ได้เชิญ DSI หรือคณะพนักงานไต่สวนชุดที่ 26 มาชี้แจง และมีการประชุมประมาณ 30 กว่าครั้ง ขณะที่ชุดที่ 26 ประชุมเกือบ 100 ครั้ง
จากนั้นยกตัวอย่างเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อมูลว่าบุคคลหนึ่งเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและได้รับการโอนเงิน ก่อนมีการโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในอำเภอเดียวกัน ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 และ DSI มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเส้นทางการเงินดังกล่าวเข้าข่ายความผิด แต่อนุกรรมการชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่พบความผิดปกติ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการพิจารณาพยานหลักฐานของ กกต.
รวมไปถึงกรณีผู้สมัคร สว. ในหลายจังหวัด เช่น ปทุมธานี ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่ง กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แม้พยานหลักฐานที่ปรากฏจะเป็นเพียงข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Line ในลักษณะเชิญชวนหรือแลกคะแนน โดยไม่ปรากฏเส้นทางการเงินหรือการเสนอผลประโยชน์อื่นตอบแทน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรฐานในการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. 229 รายจึงแตกต่างออกไป
ในประเด็นข้อกฎหมาย น.ส.พนิดา โต้แย้งแนวคิดที่ว่าการส่งคดีไปยังศาลจะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัย โดยชี้ว่า มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
โดยระบุว่า ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่คือศาลฎีกา ขณะที่ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ยังระบุให้ศาลฎีกานำสำนวนไต่สวนของ กกต. มาพิจารณาเป็นหลัก และหากมีพยานหลักฐานจำนวนมากจนคณะกรรมการไต่สวนชุดหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการ เหตุใด กกต. จึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา แต่กลับใช้กลไกอีกชั้นหนึ่งเพื่อยุติเรื่องก่อนถึงศาล พร้อมย้ำว่าปัญหาของ กกต. ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนขาดความสามารถ แต่อยู่ที่ระบบจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ผลงานของเจ้าหน้าที่จะได้รับการพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ
“ไม่ได้ต้องการองค์กรที่เจ้าหน้าที่เก่งขึ้นแต่ขาดอิสระ ไม่ได้ต้องการสำนวนที่หนาขึ้นแต่ถูกใช้เป็นเพียงเอกสารประกอบการตัดสินใจที่มาตรฐานไม่ชัดเจน”
ในช่วงท้าย น.ส.พนิดา ยังระบุด้วยว่า ก่อน กกต. จะขอใช้งบประมาณจากประชาชนเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม กกต. ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะให้คุณค่ากับผลงานและพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างไร พร้อมเสนอปรับลดงบประมาณโครงการอบรมพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น จำนวน 11,914,000 บาท ทั้งโครงการ โดยเห็นว่างบประมาณดังกล่าวยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่แท้จริงของ กกต.
人民党议员帕妮达提议削减选举委员会入门级调查和问责项目的预算1190万泰铢。她认为,问题不在于官员能力不足,而在于需要建立一套保障其独立性的制度。
2026年9月10日,在审议2027财年预算草案期间,人民党北榄府第一选区国会议员帕妮达·蒙科尔萨瓦斯女士提议削减选举委员会初级调查员培训项目预算1191.4万泰铢。她表示自己并不反对人员发展,但认为选举委员会面临的主要问题在于如何保障其独立性和选举案件的公正审理。
帕尼达女士指出,选举调查人员需要具备知识、专业技能和职业素养,因为他们需要接触证人、文件、财务交易、通信记录和法医证据。然而,她质疑,如果调查人员能够充分收集证据,但他们的调查结果仍然可能被其他机制推翻,那么花费近1200万泰铢进行人员培训又如何能解决问题呢?
报告以2024年参议院选举舞弊调查为例,指出2025年2月3日,特别调查部(DSI)致函选举委员会(EC),表示该案有理有据。随后,2025年3月28日,选举委员会任命了第26届调查委员会,其中包括三名特别调查部官员。该委员会历时约四个月进行审议,召开了近百次会议,传唤了800多名证人,并收集了超过9万页的文件,最终于2025年7月17日得出结论,建议对229名被告采取行动。
然而,选举委员会随后任命了第36个裁决小组委员会。帕尼达女士对该委员会的组成和工作流程表示质疑,因为其调查结果与第26个调查委员会的调查结果存在显著差异。2026年3月12日,该委员会以5比2的投票结果驳回了全部229份请愿书。她指出:“一个委员会花费数月时间采访了800多名证人,审查了9万页文件,并提出有足够的证据将案件提交法院审理,而另一个委员会却持完全相反的观点。”她进一步质疑,如果结果如此悬殊,选举委员会为何要向公众解释其背后的原因。
作为司法事务委员会、独立组织委员会和检察院的成员,我们曾试图邀请选举委员会澄清第36选举裁决小组委员会的工作,包括询问其设立的由来。我们质疑,既然已有35个选举裁决小组委员会,为何还要设立一个特别委员会;我们也想了解该委员会在选举案件方面是否有经验,以及其审查案件档案的程序。
此外,还有人质疑第36小组委员会是否邀请过第26调查组或特别调查组(DSI)提供澄清;是否亲自阅读过这份长达9万页的案卷;以及是否询问过其他证人或向特别调查组索取过信息。证据表明,第36小组委员会既没有邀请特别调查组也没有邀请第26调查组提供澄清,并且召开了大约30次会议,而第26小组委员会则召开了近100次会议。
所举的案例是素叻他尼府的一条资金流向线索。信息显示,一名与某政党官员有关联的人员收受了汇款,这些汇款随后被转交给同一选区的几位参议院候选人。第26号调查委员会和特别调查局一致认为这条资金流向线索构成犯罪,但第36号小组委员会却未发现任何违规行为,这引发了人们对选举委员会证据评估标准的质疑。
这其中包括巴吞他尼府、春武里府和呵叻府等多个府的参议院候选人案件,选举委员会此前已将这些案件提交最高法院审理。尽管证据仅包含通过Line应用程序发送的看似拉票或交换选票的信息,没有任何财务交易或其他利益交换的证据,但人们仍然质疑为何处理这229起参议院选举舞弊案件的标准有所不同。
关于法律问题,帕尼达女士反驳了将案件提交法院必须具备排除合理怀疑的证据才能定罪的观点。她指出,《参议院成员资格取得组织法》第62条规定,如果有“可信的证据”表明候选人或任何人在选举中存在舞弊行为,或知晓他人行为导致选举不公或不诚实,选举委员会必须向最高法院提起诉讼。
有人指出,最高法院负责判定个人是否犯罪,而选举委员会的职责是收集证据并按照法律程序进行。宪法第226条也规定,最高法院应优先审理选举委员会的调查档案。此外,如果有大量证据使某个调查委员会认为有必要采取进一步行动,选举委员会为何不将案件提交法院进行最终审理,而是通过其他机制在案件进入法院之前就将其终止?有人强调,选举委员会的问题不在于其调查人员缺乏能力,而在于该制度能否保证官员的工作能够根据证据得到独立审查。
“我们不想要一个官员技能高超但缺乏独立性的组织。我们不想要厚厚的文件,仅仅作为决策的辅助材料,而没有明确的标准。”
最后,帕尼达女士指出,选举委员会在申请公共资金用于额外员工培训之前,必须首先回答如何评估官员在调查结束后所收集的工作和证据。她还提议削减初级调查员培训项目1191.4万泰铢的全部预算,认为该预算并未解决选举委员会面临的实际问题。