“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 เสี่ยงลงทุนสูง คนไทยแบกภาระ《Peerapan》指出了2026年人民发展计划草案中的漏洞,强调了高投资风险和对泰国人民的负担。
“พีระพันธุ์” ชี้ ร่างแผน PDP 2026 มีช่องโหว่ เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน ลั่น ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน

“พีระพันธุ์” ชี้ ร่างแผน PDP 2026 มีช่องโหว่ เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน ลั่น ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน
วันที่ 12 กันยายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ แผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้น หากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน
พร้อมเผยอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ดังนั้น ประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร การลงทุน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นแผน PDP ฉบับนี้จึงยังมีช่องโหว่อยู่มาก
ในส่วนของแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก พร้อมเพิ่มการนำก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า และวางมาตรการนำเข้าก๊าซจากเมียนมา การปรับแหล่งเชื้อเพลิงในลักษณะนี้จะช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันจากความผันผวนของการนำเข้าก๊าซ LNG
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน ว่า ปัจจุบันกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนสูงกว่าปริมาณที่ถูกสั่งให้ผลิตจริง นำมาสู่ภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหญ่ที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านบิลค่าไฟ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการหารือเรื่องการแก้ไขสัญญา แต่มักมุ่งไปที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ทั้งที่สัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) มีผลต่อบิลค่าไฟหลายสิบสตางค์ จึงควรนำสัญญากลุ่มนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังด้วย
หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้ด้วยว่า การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ยังมีประโยชน์ที่ควรส่งเสริม โดยเฉพาะการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่อาจถูกเผาจนก่อปัญหาฝุ่น PM2.5 สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวลอาจอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขสัดส่วนไฟฟ้าจากชีวมวลที่ปรากฏในแผน PDP ฉบับนี้ยังต่ำเกินไป
สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ในภาพรวมของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังคงต้องประเมินผลกระทบจากการนำมาใช้จริง จึงเสนอให้กำหนดสถานะเป็นการทดลองใช้ ไม่ควรกลายเป็นข้อผูกมัดให้ต้องขยายกำลังการผลิตต่อไป โดยที่ยังไม่ทราบผลจากการดำเนินงานช่วงแรกอย่างชัดเจน
สำหรับประเด็นราคาค่าไฟปลีก นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP 2026 ระบุค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย และต้นทุนประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย โดยตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีการลงทุนอีกจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันที่ กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้เกือบ 40,000 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ก็อยู่ที่ 3.70 บาทต่อหน่วยแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามแผนและทำได้จริงจะยินดีเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมเชื่อมโยงข้อกังวลนี้กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยชี้ให้เห็นว่า การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก และควรพิจารณาความสามารถในการรับภาระของประชาชนควบคู่กัน ไม่ควรเสนอค่าไฟระดับหนึ่งในปัจจุบัน แล้วปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาภายหลัง
สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อรองรับเงื่อนไขการส่งออก นายพีระพันธุ์ เสนอให้ส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA เพื่อให้ภาคธุรกิจที่มีความต้องการสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ ซึ่งแนวทางนี้ควรได้รับการสนับสนุน แทนการนำภาระทั้งหมดมารวมอยู่ในแผน PDP 2026
ก่อนย้ำในช่วงท้ายว่า แผน PDP เป็นเพียงการคาดการณ์ จึงต้องวางเงื่อนไขให้ปรับเปลี่ยนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง และภาคเอกชนต้องรับทราบเงื่อนไขนี้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างว่าลงทุนตามแผนไปแล้วจนไม่สามารถปรับได้ โดยการแก้ไขแผน PDP ต้องนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพียงเปิดทางให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากเอกชน
“ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน การผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ควรกำหนดให้ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐเป็นแกนก่อน เพราะการลงทุนของเอกชนย่อมมีเป้าหมายด้านกำไร เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าควรเป็นบริการสาธารณะที่มีส่วนต่างเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน มากกว่าการสร้างกำไรจำนวนมหาศาลจากเงินประชาชน”
皮拉潘指出2026年发展规划草案存在漏洞,认为高额投资可能加重泰国民众的负担,而且将电价控制在每公里4泰铢以下不太可能。他建议重新审视与私营企业的购电协议,并强调电力应该是国家公共服务,而不是个人牟利的商业活动。
2026年9月12日,泰国人民党领袖、前副总理兼能源部长皮拉潘·萨利拉塔维帕克先生就泰国能源部能源政策与规划办公室(EPPO)发布的《泰国电力发展规划(PDP)》草案发表了评论。该草案此前已公开征求公众意见。他指出,草案中仍有一些问题需要重新审视,包括电力需求预测、燃料结构、电厂投资以及私人购电协议带来的负担。他还质疑,在新技术投资成本高昂的情况下,平均电价约为每单位3.82泰铢是否可行。
皮拉潘先生进一步指出,电力发展规划是确定电力需求的起点,进而决定产能、生产流程和投资者,最终反映在国家的电力成本中。因此,如果高估电力需求,可能会导致不必要的投资,从而推高公众的电费,而私营企业却继续在规划框架内获益。
报告还显示,泰国目前的发电装机容量约为55,000兆瓦,而平均用电量约为25,000兆瓦,高峰用电量为36,000至37,000兆瓦。因此,泰国的发电装机容量存在显著盈余,是否需要签署额外的购电协议应慎重考虑。此外,关于电力发展计划(PDP)前12年(2026-2037年)新增50,000兆瓦发电装机容量的预测,如果实际需求达不到预测水平,那么新增成本将由谁承担?
与此同时,皮拉潘先生也对电动汽车数量将增加到1500万辆以上,以及由于电动汽车充电导致用电高峰从中午转移到晚上8点至9点的假设提出了质疑。他指出,这些数据与人口增长、投资和工业扩张并不相符,从而凸显了该发展规划中存在的重大缺陷。
关于新增9.1吉瓦天然气发电量的计划,皮拉潘先生认为,天然气对于电力系统仍然至关重要,因为它能够支持持续运行,而可再生能源则受自然条件限制。尽管电力发展计划(PDP)中包含一定比例的太阳能发电厂与电池储能系统(BESS)相结合,但这些系统的成本相对较高。因此,如果要增加天然气发电量,应主要利用泰国国家电力局(EGAT)的燃气发电厂,同时增加泰国湾天然气的利用,并采取措施从缅甸进口天然气。通过这种方式调整能源来源,有助于降低成本,并减轻液化天然气(LNG)进口波动带来的压力。
此外,讨论还涉及修订与私营电厂的购电协议的必要性。目前,私营电厂的发电能力超过了实际订购的发电量,导致其承担了过剩的容量费,这笔费用最终会转嫁到消费者的电费账单上。尽管政府此前曾讨论过修订这些合同,但重点往往放在小型电力生产商(SPP)身上,而与大型独立电力生产商(IPP)签订的合同对电费的影响仅为几十萨当(约100萨当)。因此,这些合同也应认真考虑。
泰桑查党领导人还指出,在SPP电厂利用生物质发电具有诸多优势,值得推广,尤其是可以利用原本会被焚烧的农业废弃物,从而避免PM2.5粉尘污染问题。这些废弃物可以作为燃料发电,并帮助农民增加收入。生物质发电的平均成本约为每单位2泰铢,但该PDP计划中生物质发电的比例仍然过低。
关于小型模块化核电站(SMR),皮拉潘先生表示,总体而言,这项技术前景广阔,但其实际应用的影响仍需评估。他建议将其视为试点项目,而非在没有明确初期运行结果的情况下,必须承担扩大产能的强制性义务。
关于零售电价问题,皮拉潘先生指出,2026年电力发展规划(PDP 2026)规定平均电价约为每单位3.82泰铢,发电成本约为每单位3.70泰铢。然而,由于需要大量投资,这些目标难以实现。此外,泰国电力局(EGAT)目前负债近400亿泰铢,而目前的发电成本已达每单位3.70泰铢。他补充说,如果该规划能够按预期实施并可行,他将表示欢迎,因为这将造福公众。随后,他将这些担忧与2050年净零排放目标联系起来,指出减少环境影响需要大量投资,同时也应考虑公众的承受能力。他认为,仅仅提出当前的电价水平,而将成本增加的问题留待以后解决,是远远不够的。
对于需要清洁电力以满足出口需求的行业,皮拉潘先生建议推广直接清洁电力购买协议(直接购电协议),以便有需要的企业能够采购清洁电力。他建议支持这种做法,而不是将所有负担都纳入2026年发展规划。
最后强调,PDP计划仅仅是一份预测报告,因此必须根据实际情况进行调整。私营部门必须从一开始就意识到这一点,以免以投资已按计划完成、无法调整为由推诿。对PDP的任何修订都必须惠及公众,而不仅仅是为增加私人投资铺路。
“电力应当是一项公共服务,而非以营利为目的的商业活动。在人民发展计划(PDP)下,电力生产应优先考虑国家电力局(EGAT)这一主要国有机构,因为私人投资必然以盈利为目的。因此,电力系统应当是一项具有充足运营利润的公共服务,而不是利用公共资金牟取暴利。”