← 返回新闻首页
泰国权威

3 นักวิชาการสับยับองค์กรอิสระ ชี้คดีฮั้ว สว. เดิมพันใหญ่ประชาธิปไตยไทย

เวทีเสวนาที่รัฐสภาเรียกร้องให้ กกต. เปิดเหตุผล ใช้มาตรฐานวิญญูชน พิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. เสนอให้ส่งเรื่องสู่ศาลฎีกาหากมีหลักฐานเพียงพอ ขณะที่นักวิชาการเตือนว่า มติครั้งนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระและระบบประชาธิปไตยไทย

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
三位学者严厉批评独立组织,指出参议院勾结案对泰国民主来说是一场重大赌博。

วันนี้ (12 ก.ย.2569) คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ "จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย"

มีนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองร่วมสะท้อนปัญหาโครงสร้างอำนาจและการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อกรณีการตรวจสอบการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่กำลังจะมีการพิจารณาชี้ขาดในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ได้ก่อตั้ง กกต. ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการจัดเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทยในอดีต ซึ่งมักถูกระแวงเรื่องความเป็นกลางและการเกื้อหนุนฝ่ายบริหาร

แต่ในปัจจุบันการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระกลับโยงผูกติดกับวุฒิสภา หากวุฒิสภาขาดความเป็นกลางและความเที่ยงธรรม องค์กรอิสระก็พังทลายลงเช่นกัน กลายเป็นสภาวะ "หนีเสือจากกระทรวงมหาดไทย มาปะจระเข้" พร้อมข้อสังเกตว่าในปัจจุบัน ศาลยุติธรรมซึ่งไม่มีที่มายึดโยงกับวุฒิสภา กลับได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมากที่สุด ตรงข้ามกับองค์กรอิสระที่แทบจะไม่สามารถถูกตรวจสอบได้เลย

ด้าน ศาสตราจารย์ สิริพรรณ นกสวน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรียบเทียบว่า กกต. ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกทำแท้งโดยรัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจาก สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่มาจากการเลือกกันเองที่มีข้อครหาเรื่องความโปร่งใส

ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ยังอ้างเรื่องกำลังพลไม่เพียงพอและโอนอำนาจการรับสมัครในขั้นตอนแรกไปให้กระทรวงมหาดไทย จึงไม่ใช่แค่การหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการรวมพลังระหว่างจระเข้และเสือกลายเป็น "จระเสือ" ความหละหลวมและช่องโหว่ทางกฎหมายของ กกต. เปิดโอกาสให้เครือข่ายทางการเมืองระดมผู้สมัครเข้ามาในระบบจนเกิดสภาวะผู้สมัครพลีชีพ

กกต. กับเดิมพันคดีฮั้ว สว. ชี้ชะตาส่งศาลฎีกาวินิจฉัย

ศ.พิเศษ ธงทอง เน้นย้ำถึงการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ของ กกต. ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ว่า กกต. ต้องใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน" ในการตัดสิน ตามบทบัญญัติกฎหมายระบุไว้เพียงว่าหากมี "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" มีการกระทำผิด กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ไม่ใช่ทำหน้าที่ชี้ขาดความผิดเสียเองจนถึงที่สุด

หากมติออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ ไม่ว่าจะเป็น 5 ต่อ 2 หรือรูปแบบใด กกต. ทั้งฝ่ายข้างมากและข้างน้อยจะต้องอธิบายเหตุผลทางกฎหมายและการแย้งพยานหลักฐานให้ประชาชนรับฟังได้อย่างกระจ่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม

ขณะที่ ศ.สิริพรรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสำนวนที่ กกต. พิจารณาอยู่ 3 แนวทาง ได้แก่

สำนวนชุดที่ 26 ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 คน (รวม ส.ว. 738 คน และนักการเมือง)

สำนวนความเห็นรองเลขาธิการ กกต. ที่เสนอส่งฟ้องอย่างน้อย 138 คน

สำนวนชุดที่ 36 ที่มีแนวโน้มจะไม่ฟ้องใครเลย ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้มีบารมี กลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมือง และนักการเมืองท้องถิ่น

โดยส่วนตัวคาดว่า กกต. จะเลือก "ทางสายกลาง" คือการสั่งฟ้องเพียงบางส่วน เพื่อรักษาเสียง สว. จำนวน 67 เสียง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญทางการเมืองในการกำกับทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเตือนว่าหาก กกต. ไม่ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเหมาะสม อาจเปิดช่องให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 157 ได้

สภาวะ "ยักษ์ถือกระบอง" วิกฤตความผุพังเชิงสถาบันทางการเมือง

รองศาสตราจารย์ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า วันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ มีเดิมพันที่สูงยิ่งต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย ซึ่งกำลังเผชิญความเสื่อมถอยใน 3 เสาหลัก

ทั้งการเลือกตั้งที่ขาดความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลที่อ่อนแอ และหลักนิติรัฐที่ถูกลดทอนคุณค่า การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือก สว. ต่างเต็มไปด้วยข้อกังขา แต่ผู้ที่ออกมาตรวจสอบคอร์รัปชันกลับถูกฟ้องปิดปาก

รศ.ประจักษ์ ระบุว่า แม้เจตนารมณ์ในการตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2540 จะเป็นแนวคิดที่ดีในการสร้างอำนาจที่ 4 มาถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร แต่ในปัจจุบันองค์กรอิสระกลับมีสภาพเป็น "ยักษ์ถือกระบอง" ที่ไม่ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจ แต่กลับนำกระบองไปคุ้มครองกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจอยู่แล้ว และใช้อำนาจเข้าประหัตประหารฝั่งตรงข้ามและประชาชน

สภาวะดังกล่าวในทางรัฐศาสตร์เรียกว่า "ความผุพังในเชิงสถาบัน" (Institutional Decay) คือองค์กรไร้ประสิทธิภาพ ขาดความเที่ยงธรรม จนประชาชนหมดความเชื่อมั่นและสิ้นศรัทธา พร้อมทิ้งท้ายว่า หากองค์กรอิสระมีอำนาจแต่ไม่ทำหน้าที่ถ่วงดุลตามภารกิจพื้นฐาน "การไม่มีองค์กรอิสระเสียยังจะดีกว่า"

"โภคิน" ชี้การเมืองไทยวนลูปอำนาจนิยม-อุปถัมภ์ องค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือ

"ชวน" ชี้องค์กรอิสระถูกแทรกแซง จี้ยึดซื่อสัตย์เหนือบุญคุณการเมือง

ปธ.TDRI เตือน กกต.อย่าแบกคดี สว. ให้ศาลฯเป็นผู้วางบรรทัดฐาน

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻