ถอดเกม EVEANDBOY ก่อน IPO เดิมพัน 320 สาขา ทำไม Beauty Retail เร่งขยายออฟไลน์?EVEANDBOY 上市前的扩张战略:押注 320 家分店:为什么一家美妆零售商要加速线下扩张?
EVEANDBOY บิวตี้รีเทลเจ้าใหญ่ในประเทศไทย ยื่นไฟลิ่ง IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมเดิมพันใหญ่ ระดมทุนขยายสาขาเพิ่ม ตั้งเป้า 320 สาขาภายในปี 2574 จับตาการแข่งขันเพิ่มหน้าร้านของบิวตี้รีเทล

# ธุรกิจค้าปลีกความงาม
# การเติบโตของ EVEANDBOY
# กลยุทธ์การตลาด EVEANDBOY
# การขยายสาขา EVEANDBOY
# Beauty Destination
Nebius ทำอะไร? เกินกว่าจะเป็นนีโอคลาวด์ธรรมดา | Digital Frontiers EP.75
EVEANDBOY ยื่นไฟลิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 170,354,000 หุ้น หรือคิดเป็น 25.05% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด
บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสาขาเชิงรุกจาก 71 แห่งในปัจจุบัน ให้เป็น 320 สาขาภายในปี 2574 เพื่อสร้างการเติบโตและรองรับความต้องการของผู้บริโภค
จุดแข็งของธุรกิจคือการบริหารสินค้ากว่า 24,000 SKUs รวมถึงแบรนด์ Exclusive กว่า 25 แบรนด์ และการใช้ระบบ Social Listening เพื่อจับเทรนด์ตลาด
รายได้หลักของบริษัทกว่า 84.5% มาจากช่องทางหน้าร้านออฟไลน์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าและการบริการให้แก่ลูกค้า
ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 5,339.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,218.8 ล้านบาท สะท้อนถึงการเติบโตที่ต่อเนื่องในตลาดบิวตี้รีเทล
จากพนักงานแบงก์สู่หุ้นส่วน "มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร" ปั้น Thailand Model จนได้ถือหุ้น Banobagi
ตลาดความงามในประเทศไทยกำลังเติบโตและมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น เช่นเดียวกับกระแสทั่วโลกที่ Beauty Retailers เร่งขยายสาขากันไม่หยุด ล่าสุด EVEANDBOY หนึ่งในผู้นำร้านค้าปลีกความงามแบบมัลติแบรนด์ของไทย ได้ยื่นไฟลิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) ยื่นเอกสารเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกจำนวนไม่เกิน 170,354,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.05 ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดหลัง IPO นับเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ที่จะระดมทุนเพิ่ม เพื่อขยายสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของ EVEANDBOY ที่พยายามจะขยายสาขามาต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2568 ที่ปีเดียวเร่งเปิดหน้าร้านใหม่มากถึง 25 แห่ง ด้วยงบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งคิดแล้วเฉลี่ยสาขาละประมาณ 24 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 2569-2570 จะเปิดสาขาเพิ่มรวม 68 สาขา และภายใน 2574 จะเปิดให้ได้รวม 320 สาขา
ที่ผ่านมา EVEANDBOY วางตัวเองเป็น “Beauty Destination” ดันตลาดผ่านการเสนอขายผลิตภัณฑ์ความงามหลายพันแบรนด์ มีสินค้าครอบคลุมหลายชนิด ร้านค้าปลีกกลายเป็นแนวหน้าของประเทศไทย มีสาขามากถึง 71 สาขาทั่วประเทศ (ณ 30 มิถุนายน 2569) และบริษัทได้ระบุในไฟลิ่งว่าเป็นผู้นำในกลุ่มร้านค้าปลีกความงามแบบมัลติแบรนด์
แต่การขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าทั้งในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์สินค้าออนไลน์ ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซ นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ทำไมกลุ่มร้านค้าปลีกบิวตี้ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้นที่ขยายสาขามากขึ้น แต่ทั่วโลกกลับเลือกที่จะมุ่งสู่หน้าร้านออฟไลน์ไม่หยุด?
เปิดโมเดลธุรกิจ EVEANDBOY
ย้อนกลับไปต้นกำเนิดของร้าน EVEANDBOY มาจาก 2 พี่น้องทายาทเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าใหญ่ในจังหวัดมหาสารคาม บอย หิรัญ ตันมิตร และพี่สาว อีฟ สุธาวัลย์ ตราชู เปิดร้านเล็ก ๆ เมื่อปี 2548 ในพื้นที่ของร้านของครอบครัว เริ่มต้นขายเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ ก่อนจะได้รับความนิยมและขยายสาขามาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
จุดเด่นหลัก ๆ ที่ทำให้ EVEANDBOY ประสบความสำเร็จ ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ
พอร์ตสินค้าหลากหลาย ครอบคลุม และมีสินค้า Exclusive เฉพาะตัว
พอร์ตสินค้าหลากหลาย ตามรายงานที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. ระบุว่า มีรายการสินค้าจำหน่ายรวมมากกว่า 24,000 SKUs ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
สินค้ามัลติแบรนด์ มีการบริหารพอร์ตสินค้าแบบ Multi-brand ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มสินค้าเฉพาะทาง (Niche) สินค้าพรีเมียม (Prestige) สินค้าคุณภาพสูงในราคาเข้าถึงได้ (Masstige) ไปจนถึงระดับทั่วไป (Mass)
สินค้า Exclusive เฉพาะตัว จุดเด่นสำคัญคือ การสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันด้วยสินค้า Exclusive Brands โดยมีมากกว่า 25 แบรนด์ใหญ่ระดับโกลบอล อย่างเช่น Kylie Cosmetics, Lilybyred และ Exclusive Item ที่วางจำหน่ายเฉพาะที่ EVEANDBOY เท่านั้น
ความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับคู่ค้า และความไวในการจับกระแสเทรนด์ตลาด
เนื่องจากหน้าร้านเปิดมายาวนานตั้งแต่ปี 2548 ดังนั้น EVEANDBOY จึงมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งกับซัพพลายเออร์รายใหญ่ยาวนานเฉลี่ยมากกว่า 20 ปี
ใช้ระบบ Social Listening ในการติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้สามารถนำเสนอสินค้ากระแสนิยมและแบรนด์ใหม่ ๆ (เช่น สินค้าความงามแบรนด์ไทย หรือ T-Beauty) ได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นแพลตฟอร์มหลักที่แบรนด์ต่าง ๆ เลือกใช้วางจำหน่ายเป็นแห่งแรก
ช่องทางจำหน่าย Omni-Channel ที่ยืดหยุ่นและฐานสมาชิกที่แน่นหนา
มีเครือข่ายหน้าร้าน 71 สาขา (ณ 30 มิ.ย. 2569) ด้วยรูปแบบร้านที่ยืดหยุ่นทั้งในศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และสแตนด์อโลน โดยวางเป้าหมายระยะยาวในการขยายเป็น 320 สาขาภายในปี 2574
เชื่อมต่อช่องทางออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชันของตัวเอง มาร์เก็ตเพลส อย่าง Shopee, Lazada ตลอดจน Social Commerce อย่างบน TikTok และ Quick Commerce อย่าง LINE MAN
เสริมความผูกพันกับลูกค้าผ่านระบบสมาชิก Ebbie Card ที่มีสมาชิกมากกว่า 1.85 ล้านราย ช่วยต่อยอดการทำตลาดแบบ Personalized Marketing ในอนาคต
แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะขยายช่องทางการขายไปครอบคลุมทุกรูปแบบ แต่หลัก ๆ แล้ว EVEANDBOY ทำเงินได้จากหน้าร้านออฟไลน์ ที่คิดเป็น 84.5 % ของยอดขายรวมในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ส่วนช่องทางอื่น ๆ รวมกัน คิดเป็น 15.5 % ของยอดขายรวมในงวดเดียวกัน
นอกจากนี้ รายได้หลักยังมาจากการขายสินค้าประมาณ 92.1% และมีรายได้จากการบริการประมาณ 7.6% อย่างเช่น ค่าเช่าชั้นวาง พื้นที่วางสินค้า ค่าสนับสนุนการเปิดสาขาใหม่ และค่าบริการกระจายสินค้า เป็นต้น
ตามเอกสารที่ยื่นล่าสุดนั้น บริษัทระบุว่า ยอดขายและกำไรเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมในปี 2566 อยู่ที่ 3,291.7 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 4,425.7 ล้านบาทในปี 2567 และแตะ 5,339.3 ล้านบาทในปี 2568
ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตจาก 747.5 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 1,101.5 ล้านบาท ในปี 2567 และ 1,218.8 ล้านบาท ในปี 2568 ส่วนผลดำเนินงานล่าสุดในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัททำรายได้รวมได้แล้ว 2,762.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 598.0 ล้านบาท
ขยายสาขา คุ้มจริงไหม?
สำหรับรายจ่าย ต้นทุนหลัก ๆ ของ EVEANDBOY คือการทุ่มไปกับสต๊อกสินค้าจำนวนมหาศาล ตามมาด้วยค่าเช่า ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย จากการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น และการรุกช่องทางออนไลน์ที่ค่าธรรมเนียมการขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพิ่มสูงขึ้น
โดยรวมแล้วต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นมาจากแผนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนออกมาที่อัตรากำไรสุทธิที่ทำจุดสูงสุดในปี 2567 ที่ 24.9% ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 22.8% ในปี 2568 และ 21.6% ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าโครงสร้างรายจ่ายดังกล่าวถือเป็นการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของฐานรายได้ และมุ่งสร้าง Economies of Scale เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนในระยะยาว
หากมองที่ภาพรวมของบิวตี้รีเทลอื่นระดับโลก Sephora ภายใต้ LVMH ที่มีสาขาทั่วโลกมากถึง 3,400 แห่งใน 35 ประเทศ มีสินค้าระดับพรีเมียมจากแบรนด์ใหญ่มาวางขาย พบว่า ในปี 2568 กลุ่มธุรกิจค้าปลีกแบบคัดสรร (Selective Retailing) ของ LVMH ซึ่งรวม Sephora, DFS และ Le Bon Marché รายได้เติบโตขึ้น 4% และมีกำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้น 28%
และแม้ว่า Sephora จะมีการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นกว่า 100 สาขาในปีนั้น แต่บริษัทยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจขยับขึ้นมาอยู่ที่ 9.7% โดย LVMH ระบุว่า Sephora เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการกลุ่มนี้
นอกจากนี้ Sephora ยังมีมูฟเมนต์ใหม่ คือ การจับมือกับ Olive Young บิวตี้รีเทลเจ้าของตลาดในเกาหลีใต้ เพื่อขยายตลาดเข้าสู่เกาหลี เมื่อเดือนมกราคม 2569 หลังพลาดท่าตามความไวของกระแสในเกาหลีใต้ไม่ทัน จนต้องปิดสาขาจนหมดไปเมื่อปี 2567
อย่างไรก็ตามทิศทางความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การพา Sephora กลับเข้าเกาหลีใต้ แต่กลับเป็นการดึงความสามารถในการคัดสรรสินค้าของ Olive Young ออกไปอยู่ในหน้าร้านของ Sephora ทั่วโลก ในรูปแบบของโซน K-Beauty ที่ Olive Young เป็นผู้เลือกสินค้าเอง ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับคัดเลือกให้มีโซนสินค้าของ Olive Young เป็นกลุ่มแรก ๆ อย่างเป็นทางการ
และหากมองในตลาดบิวตี้ที่ใหญ่เป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลกอย่างเกาหลีใต้ ปัจจุบันนี้ การแข่งขันใหญ่ ๆ ในประเทศ นอกจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วแล้ว การแข่งขันกันขยายสาขาในบ้านตัวเองยังเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญ
Olive Young ถือเป็นบิวตี้รีเทลเจ้าใหญ่มีสาขามากกว่า 1,376 สาขาทั่วประเทศ (ตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2569) แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น แบรนด์ในเกาหลีใต้มากมายหันมาเปิดหน้าร้านมากขึ้นเช่นกัน ล่าสุด Musinsa แพลตฟอร์มแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ เตรียมเปิดสาขาสู้เจ้าใหญ่ หลังผลตอบรับในโลกออนไลน์ดีเยี่ยม
การเปลี่ยนผ่านนี้ ชี้ให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ยังไม่หยุดสวย และต้องการสัมผัสประสบการณ์จริง ทดลองสินค้าในหน้าร้าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของนักท่องเที่ยวที่นิยมซื้อสินค้าความงามติดมือกลับบ้าน ซึ่งของร้าน Olive Young มีรายได้จากลูกค้าต่างชาติคิดเป็น 28% ของยอดขายรวม 5.83 ล้านล้านวอน (หรือกว่า 1.44 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ตลาดประเทศไทยที่มี EVEANDBOY เป็นผู้นำนั้นมีความแตกต่างจากเกาหลีใต้ ตรงที่การแข่งขันสูง ส่วนแบ่งในตลาดอยู่กับหลายแบรนด์ ทั้งร้านค้าปลีกความงามแบบมัลติแบรนด์ และช่องทางร้านสุขภาพและความงามอย่าง Watsons ส่งผลให้หน้าร้านมีความสำคัญอย่างมากในการเติบโต ผ่านการขายประสบการณ์ การรับกระแสจากโซเชียลมาปิดการขาย ตลอดจนดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ซึ่ง EVEANDBOY แข็งแกร่งในเรื่องนี้
ที่มา: SET , Korea JoongAng Daily , Euromonitor , Glossy , The Investor
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
# 美妆零售业务
# EVEANDBOY 的成长
# EVEANDBOY 营销策略
# EVEANDBOY 分店扩张
# 美丽目的地
Nebius 有什么功能?它不仅仅是一个普通的云平台 | 数字前沿 第75期
EVEANDBOY 已向泰国证券交易所提交首次公开募股 (IPO) 申请,准备发行至多 170,354,000 股,占其普通股总数的 25.05%。
该公司计划到 2031 年将其分支机构数量从目前的 71 家大幅增加到 320 家,以推动增长并满足消费者需求。
该公司的优势在于管理超过 24,000 个 SKU,其中包括 25 个以上的独家品牌,并利用社交聆听系统来识别市场趋势。
该公司超过 84.5% 的主要收入来自线下零售渠道,这是为顾客创造积极的购物和服务体验的关键战略。
该公司预计 2025 年总收入将达到 53.393 亿泰铢,净利润将达到 12.188 亿泰铢,反映出美容零售市场的持续增长。
从银行职员到合伙人:Meen-Yosaporn Suwanwichien 打造了泰国模式,并最终收购了 Banobagi 的股份。
泰国美妆市场正在蓬勃发展,竞争日益激烈,这与全球美妆零售商快速扩张的趋势相呼应。近日,泰国领先的多品牌美妆零售商之一EVEANDBOY已向泰国证券交易所提交了首次公开募股(IPO)申请。
9月10日,Eve & Boy Public Company Limited提交文件,准备进行首次公开募股(IPO),拟发行至多170,354,000股普通股,占IPO后普通股总数的25.05%以内。这标志着该品牌在筹集额外资金以拓展分支机构和补充营运资金方面又迈出了重要一步。
此举强化了EVEANDBOY自2025年以来持续扩张的战略,该公司在短短一年内就开设了25家新店,投资额超过6亿泰铢,平均每家门店投资约2400万泰铢。公司计划在2026-2027年间开设68家新分店,并在2031年前达到320家分店。
此前,EVEANDBOY 将自身定位为“美妆目的地”,通过提供数千个美妆品牌和丰富的产品种类引领市场。其零售门店在泰国已占据领先地位,截至2026年6月30日,在全国拥有71家分店。该公司在其文件中表示,它是多品牌美妆零售领域的领导者。
然而,在消费者拥有更多购物选择的时代,从社交媒体、网站到电子商务,拓展实体店以外的业务面临着巨大的挑战。由此产生了一个关键问题:为什么美妆零售商,不仅在泰国,而且在全球范围内,仍然持续关注线下门店?
推出 EVEANDBOY 商业模式。
EVEANDBOY 的起源可以追溯到两兄妹——Boy Hirun Tanmitr 和他的妹妹 Eve Suthaval Trachu,他们是玛哈沙拉堪府一家大型连锁超市的继承人。2005 年,他们在家族超市内开设了一家小店,最初销售多品牌化妆品。凭借其受欢迎程度,EVEANDBOY 不断发展壮大,直至今日。
EVEANDBOY 取得成功的主要优势体现在以下三个方面:
产品种类丰富齐全,包括独家产品。
产品组合丰富多样,涵盖四大类产品,包括护肤品、化妆品、香水和个人护理产品,共有超过 24,000 个 SKU 可供销售。
多品牌产品涉及管理涵盖小众、高端、优质、易购产品以及大众市场产品的产品组合。
独家产品是关键的差异化优势,能够通过独家品牌打造竞争优势。我们主营超过25个全球知名品牌,例如Kylie Cosmetics、Lilybyred,以及仅在EVEANDBOY独家发售的商品。
与商业伙伴保持长期合作关系,并具备敏锐的市场趋势洞察力。
由于我们的实体店自 2005 年开业以来,EVEANDBOY 与主要供应商建立了牢固的业务关系,平均超过 20 年。
通过使用社交聆听系统来跟踪和分析消费者行为,我们可以快速引入热门产品和新品牌(例如泰国美妆品牌或T-Beauty),成为各种品牌率先推出产品的首选平台。
灵活的全渠道分销网络和强大的用户基础。
截至 2026 年 6 月 30 日,该公司拥有 71 家零售店,门店形式灵活多样,分布在购物中心、社区购物中心和独立门店,其长期目标是到 2031 年将分店数量扩展到 320 家。
无缝连接线上线下渠道,包括网站、自有应用程序、Shopee 和 Lazada 等电商平台,以及 TikTok 等社交电商平台和 LINE MAN 等快电商平台。
通过拥有超过 185 万会员的 Ebbie Card 会员系统加强客户互动,有助于未来进一步发展个性化营销。
但信不信由你,即使在将销售渠道扩展到所有形式之后,EVEANDBY 的收入主要还是来自线下门店,在 2026 年上半年占总销售额的 84.5%。同期其他渠道合计占总销售额的 15.5%。
此外,主要收入来源约 92.1% 来自产品销售,约 7.6% 来自货架租赁、产品存储空间、新分店开业支持费、配送服务费等服务。
根据该公司最新提交的文件,销售额和利润均呈现显著增长,2023 年总收入达到 32.917 亿泰铢,2024 年增至 44.257 亿泰铢,2025 年达到 53.393 亿泰铢。
虽然预计净利润将从 2023 年的 7.475 亿泰铢增长到 2024 年的 11.015 亿泰铢,再到 2025 年的 12.188 亿泰铢,但该公司 2026 年上半年的最新业绩显示,总收入为 27.625 亿泰铢,净利润为 5.98 亿泰铢。
扩张分支机构真的值得吗?
就支出而言,EVEANDBOY 的主要成本是大量库存投资,其次是不断扩张的分支机构的租金、销售和分销费用,以及积极进军在线渠道,而通过电子商务平台销售的费用却不断增加。
总体而言,成本增加源于持续的分支机构扩张计划,这体现在净利润率上:2024年净利润率达到峰值24.9%,随后在2025年下降至22.8%,并在2026年上半年进一步下降至21.6%。然而,该公司将这种支出结构视为一项支持收入增长的投资,旨在长期实现规模经济并提高成本管理效率。
从全球美妆零售整体格局来看,LVMH集团旗下的丝芙兰在全球35个国家拥有3400家门店,提供众多知名品牌的优质产品。预计到2025年,LVMH集团旗下包括丝芙兰、DFS和乐蓬马歇百货在内的精选零售业务将实现4%的营收增长和28%的营业利润增长。
尽管丝芙兰当年新增了 100 多家门店,但公司仍保持了 9.7% 的营业利润率,LVMH 表示丝芙兰是该业务板块业绩的关键驱动力。
此外,丝芙兰还有一项新举措:与韩国领先的美妆零售商Olive Young合作,拓展韩国市场。这项合作于2026年1月启动。此前,丝芙兰未能跟上韩国快速变化的潮流,被迫于2024年关闭了所有韩国门店。
然而,此次合作的目的并非是让丝芙兰重返韩国,而是利用Olive Young的产品甄选专长,在全球丝芙兰门店打造K-Beauty专区,由Olive Young亲自挑选产品。泰国是首批正式获选设立Olive Young产品专区的国家之一。
如果我们看看韩国,这个世界上最大的美容市场之一,就会发现,如今韩国的主要竞争,除了快速推出先进的新产品之外,就是在国内扩张分支机构的竞争,这也是一项重要的战略。
Olive Young是一家大型美妆零售商,在全国拥有超过1376家分店(截至2026年8月)。然而,在日益激烈的竞争中,许多韩国品牌都在开设更多实体店。最近,深受年轻消费者喜爱的时尚平台Musinsa在获得良好的线上口碑后,也正准备开设实体店与Olive Young展开竞争。
这一转变凸显了消费者行为的持续变化,他们依然重视美妆产品,并渴望获得切实的体验,例如在实体店试用产品。此外,越来越多的游客购买美妆产品带回家,Olive Young 总销售额达 5.83 万亿韩元(超过 1440 亿泰铢),其中 28% 来自国际客户。
然而,EVEANDBOY 所在的泰国市场与韩国市场截然不同,竞争异常激烈。市场份额被众多品牌占据,其中包括屈臣氏等多品牌美妆零售商和健康美容渠道。因此,实体店对于增长至关重要,而体验式销售、利用社交媒体热度促成交易以及鼓励复购——这些正是 EVEANDBOY 的优势所在。
资料来源:SET、韩国中央日报、欧睿国际、Glossy、《投资者》杂志
阅读 Thairath Money 的商业新闻、营销策略和独家专访,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney