“พริษฐ์” ตั้ง 3 ข้อสงสัย สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. แค่ 77 ราย ชี้ตัดตอนให้ไม่ถึงนักการเมืองภูมิใจไทย《Parit》提出了三个关于仅对 77 名参议员提起串谋案指控的问题,指出减少指控是为了避免牵连泰自豪党政客。
“พริษฐ์” ตั้ง 3 ข้อสงสัย มติ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. แค่ 77 ราย ชี้นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างตัดตอนให้เรื่องสาวไม่ถึงนักการเมืองในภูมิใจไทย

“พริษฐ์” ตั้ง 3 ข้อสงสัย มติ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. แค่ 77 ราย ชี้นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างตัดตอนให้เรื่องสาวไม่ถึงนักการเมืองในภูมิใจไทย
วันที่ 15 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง “เพียงแค่ส่วนน้อย” ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)
1. กกต. ปฏิเสธความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว.
นายพริษฐ์ ระบุว่า หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ “ขบวนการ” ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เช่น หมายเลขผู้สมัคร สว. ที่ปรากฏในโพยใบสั่ง และในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม. (เช่น อยุธยา / ปทุมธานี / นครนายก) 1-2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน จำนวน สว. ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน
ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน
2. กกต. ไม่ให้น้ำหนักกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีต
การที่ กกต. ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต พร้อมยกตัวอย่าง ในคดีเมื่อปีก่อน กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน (โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม) แต่ในคดีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่-แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน
3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทย
นายพริษฐ์ ระบุว่า กกต. แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การ
อย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ) ผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ 1. นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว) 2. การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่ 3. การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว. / ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย / สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย / อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย / ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย) จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว
ขณะที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ถ้าฉันเป็น 1 ใน สว. สีน้ำเงินที่โดน กกต. ส่งฟ้อง ฉันจะแฉให้ยับ ก็ตอนรวมหัวโกงก็โกงมาด้วยกัน แล้วทำไมวันนี้พวกตัวการใหญ่รอดหมดแต่ฉันไม่รอด ถ้าต้องติดคุกก็อย่าไปกันเหงาๆ หากคนใดคนนึงต้องลงนรกก็อย่าลืมลากที่เหลือลงไปด้วย
“帕里特”就选举委员会在参议院勾结案中仅起诉77人的决定提出了三个问题。他认为,撤回埃卡拉·昌劳的证词是为避免牵连泰自豪党政客而找的借口。
2026 年 9 月 15 日,人民党议员(按比例代表制)兼副领导人帕里特·瓦查拉辛杜在 Facebook 上发布了一条消息,指出了他对选举委员会 (EC) 今日多数派决定的三个主要问题(该决定导致参议院选举舞弊案中“只有一小部分”被告被起诉,具体来说只有 26 名参议员,而没有一名政治官员(部长/议员/党执行委员会成员)被起诉)。
1. 选举委员会否认参议院选举中存在任何“阴谋”舞弊行为。
帕里特先生指出,公开证据清楚地表明,参议院选举舞弊是一场涉及众多参议员候选人及其相关人员的“阴谋”。例如,投票单和选票上至少出现了130个候选人编号。在全国大选前一两天,候选人在曼谷附近酒店(如大城府、巴吞他尼府和那空那育府)的投票中心举行的会议和活动都遵循着类似的程序和模式。据称,数十名(甚至可能超过一百名)参议员在当选后聚集在铂尔曼酒店进行“就职培训”,并讨论参议院议长和副议长的选举事宜。
因此,选举委员会只起诉 26 名参议员的决定否认了这样一个事实:所犯的罪行是一场有组织的行动的一部分,不应该被选择性地分割、拆分或用来只起诉个人,而应该将每起事件单独考虑。
2. 尽管选票顺序清单比选举委员会以前起诉的案件中的证据更确凿,但选举委员会并没有重视这份清单。
选举委员会未能起诉所有出现在贿选单上的130多名参议员(第26届调查委员会和选举委员会秘书长一致认为应起诉这些人),这被认为是选举委员会滥用自由裁量权,违背了其以往的办案标准。去年曾有一个例子,选举委员会仅凭两名参议员候选人之间几条LINE聊天记录(其中并未涉及金钱或其他利益的交换)就起诉了一名候选人。然而,在本案中,尽管贿选单(以及随后的投票结果)清楚地表明存在系统性的选票交换,其严重程度远超两名候选人之间的简单贿选安排,但选举委员会却未能起诉贿选单上的所有参议员。
3. 选举委员会以埃卡拉·昌劳撤回证词为主要借口,避免牵连泰自豪党的政治人物。
帕里特表示,选举委员会明确解释说,不起诉泰自豪党内担任政治职务(部长/议员/党执行委员会成员)的被告的主要原因是,证人编号 16(埃卡拉·昌劳)撤回了他的证词。
然而(正如我昨天上午在选举委员会投票前所沟通的那样),我认为撤回证词不足以成为选举委员会不起诉泰自豪党政客团体的理由,原因如下:1. 除了埃卡拉奇的证词外,还有其他证据将他与泰自豪党的政治官员联系起来(例如通话记录/其助理或私人团队的行为)。2. 撤回证词发生在泰自豪党执政期间,并且是以书面形式作出的,这可能引发人们质疑当时是否存在政治动机,或者是否受到了政府内部某些人的恐吓/施压。3. 第二份证词(即对第一份证词的撤回)包含的内容与公众显而易见的事实相矛盾(例如,否认存在参议院选举的串通名单/否认从候选人处查获名单)。
此外,由于选举委员会起诉的 77 人中许多人与泰自豪党有联系(例如泰自豪党前国会副议长素帕猜·波素克;泰自豪党国会议员颂杰·林帕潘;泰自豪党前议会候选人;以及与泰自豪党有联系的地方官员),很难相信泰自豪党的关键人物会不知道或不参与上述运动。
与此同时,人民党议员拉查诺克·斯里诺克在脸书上发帖称,如果她是被选举委员会起诉的“蓝党”参议员之一,她会揭露一切。她说:“我们一起串通腐败,为什么主犯逍遥法外,而我却要受罚?如果我必须入狱,我不想孤身一人。如果我们中有人要下地狱,别忘了把其他人也一起拖下去。”