← 返回新闻首页
泰国主流

เจาะไข่ทัพฟ้า มีหลายขนาด ประสิทธิภาพเหลือกำลังลาก !!

กองทัพอากาศได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านบุคลากร และอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยึดหลัก คุณภาพเหนือปริมาณ เพื่อให้พร้อมสำหรับการป้องกันประเทศในยามสงคราม

ThairathThairath查看原文 ↗
เจาะไข่ทัพฟ้า มีหลายขนาด ประสิทธิภาพเหลือกำลังลาก !!
เจาะไข่ทัพฟ้า มีหลายขนาด ประสิทธิภาพเหลือกำลังลาก !!

พูดน้อยต่อยหนัก "คุณภาพเหนือปริมาณ" ภารกิจและหน้าที่หลักของกองทัพอากาศ คือการเตรียมกำลังและใช้กำลังทางอากาศเพื่อปกป้องอธิปไตย รักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของชาติ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชน กองทัพอากาศได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านบุคลากร และอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยึดหลัก คุณภาพเหนือปริมาณ เพื่อให้พร้อมสำหรับการป้องกันประเทศในยามสงคราม ตลอดจนสามารถช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในยามสงบ ในด้านสถานการณ์พิพาท ตามแนวชายแดนฝั่งตะวันออก ที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้บูรณาการปฏิบัติภารกิจร่วมกับเหล่าทัพอื่นเพื่อปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง

ขีปนาวุธที่ปรากฏในภาพแรกคือ AGM-65 Maverick อาวุธปล่อยนำวิถี อากาศ-สู่-พื้น หรือ Air-to-Surface Missile ASM ระดับยุทธวิธี มีความแม่นยำสูง เป็นหนึ่งในเขี้ยวเล็บหลักของกองทัพอากาศไทย (ในรูปเป็นขีปนาวุธสำหรับฝึก TGM-65 / CATM-65) AGM-65 Maverick ส่วนหัวที่เป็นโดมกระจกใส Optical Glass Dome สำหรับเลนส์กล้องตรวจจับเป้าหมาย ส่วนแถบสีฟ้าบริเวณส่วนหน้าของลำตัวมิสไซล์ สีมาตรฐาน NATO หมายถึง ลูกซ้อม/ลูกฝึก Inert Warhead & Motor หรือรุ่น CATM-65 Captive Air Training Missile ซึ่งไม่มีหัวรบระเบิดจริงและไม่มีเครื่องยนต์ขับดัน ใช้สำหรับการฝึกบิน เล็ง ล็อกเป้าหมาย และส่งสัญญาณภาพจริงกลับมายังหน้าจอแสดงผลในห้องนักบิน

ชุดรางยิงด้านบน โครงโลหะสีเทาที่ยึดติดอยู่บนหลังมิสไซล์คือ รางยิง LAU-117/A (Single-Rail Launcher) ซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อทางกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างตัวมิสไซล์กับตำบลติดอาวุธ (Pylon) ใต้ปีกเครื่องบิน แท่นรอง ตัวอาวุธและรางยิงถูกวางอยู่บนรถลากขนถ่ายอมกวาง/ยุทโธปกรณ์ภาคพื้น (Munitions Handling Trailer)

ข้อมูลทางเทคนิคของ AGM-65 Maverick (Specifications)

ระบบนำวิถี (Guidance System)

AGM-65 มีการพัฒนาระบบนำวิถีหลายรูปแบบ ซึ่งในกองทัพอากาศไทยมีใช้อยู่หลักๆ ได้แก่ Electro-Optical / TV Guidance (เช่น AGM-65B/H) ช้กล้องทีวี/CCD ที่ส่วนหัว จับความต่างระดับของแสงและเงา (Contrast) ของเป้าหมาย

Imaging Infrared / IIR Guidance (เช่น AGM-65D/G) ใช้กล้องถ่ายภาพความร้อน สำหรับการโจมตีในเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศปิด Laser Guidance (เช่น AGM-65E) นำวิถีด้วยแสงเลเซอร์จากการชี้เป้าภาคพื้นดินหรือพ็อดชี้เป้า (Targeting Pod)

ชนิดหัวรบ หัวรบชนวนระเบิดแรงสูง/เจาะเกราะ น้ำหนักประมาณ 57 กิโลกรัม (125 ปอนด์) ออกแบบมาเพื่อทำลายรถถัง ยานเกราะ และที่มั่นดัดแปลง

หัวรบเจาะทำลายหนัก (Penetrator / Blast-Fragmentation) น้ำหนักประมาณ 136 กิโลกรัม (300 ปอนด์) ใช้ชนวนหน่วงเวลาสำหรับเจาะทะลุบังเกอร์คอนกรีต อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างแข็งแรง

AGM-65 เป็นขีปนาวุธประเภท Fire-and-Forget เมื่อนักบินทำการล็อกเป้าหมายผ่านหน้าจอในห้องนักบินและปลดอาวุธแล้ว ขีปนาวุธจะนำวิถีเข้าหาเป้าหมายเองโดยอัตโนมัติ ทำให้นักบินสามารถบินผละออกจากพื้นที่อันตรายได้ทันที การติดตั้งกับอากาศยานของทัพอากาศไทย AGM-65 Maverick ติดตั้งได้กับเครื่องบินหลายแบบ เช่น F-16A/B, JAS-39C/D Gripen, T-50TH, รวมถึงได้รับการปรับปรุงสถาปัตยกรรมระบบภารกิจดิจิทัลให้สามารถรองรับการติดตั้งและใช้งานร่วมกับเครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH Wolverine ร่วมกับพ็อดกล้องตรวจการณ์ L3 Wescam MX-15D ได้อย่างแม่นยำ สำหรับภารกิจหลักของAGM-65 คือ การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด Close Air Support - CAS ทำลายกองกำลังยานเกราะของฝ่ายตรงข้าม โจมตีเป้าหมายซึ่งเป็นจุดสำคัญทางยุทธวิธีที่ต้องการความแม่นยำสูง

อาวุธในภาพคือ KGGB (Korean GPS Guided Bomb) พัฒนาโดยบริษัท LIG Nex1 ของประเทศเกาหลีใต้ ส่วนจุดสังเกตที่ระบุชัดว่าเป็น KGGB ส่วนหัวลูกระเบิดสีเหลือง/น้ำตาล ของลูกระเบิดอเนกประสงค์ Mark 82 (Mk 82) ขนาด 500 ปอนด์ โผล่ออกมาจากชุดฝาครอบนำวิถีด้านหน้า ชุดปีกร่อนด้านบน Glide Kit Box) ตัวกล่องสีเขียวเข้ม/เทา ติดตั้งอยู่หลังลำตัวระเบิด ทำหน้าที่เก็บชุดปีกร่อนที่พับไว้ และจะกางออกเมื่อปล่อยออกจากตัวเครื่อง

ชุดแพนหาง (Tail Actuator) แพนบังคับทิศทางรูปตัว X ติดตั้งอยู่ที่ส่วนท้ายของตัวระเบิด Mk 82

สมรรถนะและคุณลักษณะทางยุทธวิธี

ระบบนำวิถี นำวิถีด้วย GPS / INS (ชุดอุปกรณ์ CK-100K) ให้ความแม่นยำสูง

ระยะร่อน (Stand-off Range) สามารถร่อนทำลายเป้าหมายได้ระยะทางประมาณ 47 ถึง 100+ กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความสูงและความเร็วของเครื่องบินขณะปล่อย KGGB ไม่จำเป็นต้องรื้อถอนหรือดัดแปลงระบบเดินสายของตัวเครื่องบิน (Avionics Integration) เนื่องจากเชื่อมต่อและส่งข้อมูลเป้าหมายกับนักบินผ่านอุปกรณ์แสดงผลแบบพกพา (Pilot Display Unit) ไร้สาย ทำให้กองทัพอากาศไทย นำมาติดตั้งใช้งานกับเครื่องบินรบได้หลากหลายรุ่น เช่น F-16, F-5E/TH หรือ T-50TH ได้ทันที

อาวุธปล่อยนำวิถีในภาพคือ AIM-120 AMRAAM หรือ Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile เวอร์ชัน CATM-120C (Captive Air Training Missile) เป็นอาวุธปล่อยนำวิถี อากาศ-สู่-อากาศ ระยะนอกสายตา (Beyond Visual Range BVR) เป็นขีปนวุธหลักของกองทัพอากาศไทย

ส่วนหัวสีขาว เป็นครอบหัวเรดาร์ (Dielectric Nose Cone) ซ่อนจานสายอากาศเรดาร์นำวิถีแบบ Active Radar Homing (ARH) ไว้ภายใน ลักษณะปีกตัดปลาย หรือ Cropped/Clipped Fins ปลายปีกกลางลำตัวและแพนหางที่ถูกตัดตรง สังเกตความต่างจากทรงสามเหลี่ยมเต็มรูปในรุ่น A/B เอกลักษณ์เฉพาะของตระกูล AIM-120C (C-5 / C-7) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดมิติพื้นที่เก็บ สำหรับให้บรรจุในช่องเก็บอาวุธภายในตัวถัง (Internal Weapons Bay) ของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-22 หรือ F-35 ได้

แถบสีฟ้า (Blue Band) ระบุชัดเจนว่าเป็น CATM (ลูกซ้อมบิน) สำหรับให้นักบินฝึกเล็ง ล็อกเป้า และจำลองการยิงในสภาวะการบินจริง โดยไม่มีการบรรจุหัวรบระเบิดและเครื่องยนต์จรวดขับดันจริง

สเปกและขีดความสามารถทางยุทธวิธี

ประเภท อาวุธปล่อยนำวิถี อากาศ-สู่-อากาศ ระยะนอกสายตา (BVRAAM)

ผู้ผลิต Raytheon (สหรัฐอเมริกา)

ความเร็วสูงสุด เหนือเสียงระดับ Mach 4+

ระยะยิงไกลสุด ประมาณ 105+ กิโลเมตร (สำหรับรุ่น AIM-120C-5 / C-7)

ระยะกลาง ระบบนำร่องแรงเฉื่อย (INS) ร่วมกับการอัปเดตพิกัดผ่าน Data-link

ระยะสุดท้าย เรดาร์แอคทีฟ (Active Radar Homing) ขนาดเล็กที่ส่วนหัวมิสไซล์

ยุทโธปกรณ์ในภาพคือ GBU-12 Paveway II ซึ่งเป็นระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser-Guided Bomb: LGB) ขนาด 500 ปอนด์ มาตรฐานของกองทัพอากาศไทย GBU-12 เป็นการนำระเบิดอเนกประสงค์แบบธรรมดามาติดตั้งชุดอุปกรณ์นำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser Guidance Kit) โดยแบ่งองค์ประกอบหลักออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนหัวนำวิถี (Computer Control Group - CCG) ด้านหน้าสุดคือชุดหัวค้นหาเลเซอร์แบบ Wind-Vane ส่วนหัวโดมสีน้ำตาลอ่อน พร้อมครีบบังคับทิศทางด้านหน้า ทำหน้าที่ตรวจจับแสงเลเซอร์ที่สะท้อนกลับมาจากเป้าหมายแล้วคำนวณทิศทางเพื่อเบี่ยงครีบปรับทิศทาง

ส่วนหัวรบ (Warhead Body) ลำตัวส่วนกลางคือตัวลูกระเบิดอเนกประสงค์ Mk 82 ขนาด 500 ปอนด์ (ประมาณ 227 กิโลกรัม) บรรจุสารระเบิดแรงสูง Tritonal หรือ Comp B ภายใน ส่วนหาง (Air Foil Group - AFG) ชุดหางรุ่น MXU-650 มีครีบหางรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบพกพากางออกได้ สายริบบิ้นสีแดง REMOVE BEFORE FLIGHT คล้องสลักความปลอดภัย ครีบหางนี้จะกางออกทันทีที่ระเบิดหลุดออกจากราวแขวน เพื่อสร้างแรงยกและเพิ่มความเสถียรในการร่อน

สเปกและขีดความสามารถทางยุทธวิธี (Specifications)

ประเภท ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser-Guided Bomb - LGB)

น้ำหนักรวม ประมาณ 500 ปอนด์ (227 กิโลกรัม)

ระบบนำวิถี นำวิถีด้วยลำแสงเลเซอร์ (Semi-Active Laser Homing)

ระยะยิง/ระยะร่อน: ประมาณ 12–15 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับความสูงและความเร็วของเครื่องบินขณะปล่อย)

ความแม่นยำ (CEP) รัศมีคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1–2 เมตร จากจุดที่ลำแสงเลเซอร์ตกกระทบ

รูปแบบการควบคุม แบบ Bang-Bang Control (ครีบบังคับจะเบี่ยงสุดตัวเป็นจังหวะตามการตรวจจับสัญญาณเลเซอร์เพื่อปรับมุมร่อน)

GBU-12 เป็นอาวุธทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินที่มีความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munition) โดยต้องอาศัยการชี้เป้าด้วยเลเซอร์ (Laser Designation)

การชี้เป้า (Laser Designation) สามารถชี้เป้าได้จากกระเปาะชี้เป้า Targeting Pod เช่น Litening III หรือ Sniper ATP ติดตั้งใต้ท้องเครื่องบินรบ หรือใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมการโจมตีทางอากาศระยะหน้า (JTAC) บนภาคพื้นดินยิงลำแสงเลเซอร์ชี้ไปที่เป้าหมาย

การเข้าทำลาย เมื่อ GBU-12 ถูกปล่อยออกจากเครื่องบิน หัวค้นหาหน้าสุดจะล็อคทิศทางตามแสงเลเซอร์ที่สะท้อนมาจากเป้าหมาย ทำให้สามารถทำลายเป้าหมายเฉพาะจุด เช่น ยานเกราะ, สะพาน, คลังอาวุธ หรือที่บังคับการของศัตรูได้อย่างแม่นยำ โดยลดผลกระทบและความเสียหายต่อพื้นที่ข้างเคียง (Collateral Damage)

ยุทโธปกรณ์ของทัพฟ้า ทหารอากาศขาดรัก ในภาพ คือ อาวุธปล่อยนำวิถี อากาศ-สู่-อากาศ ระยะใกล้ AIM-9 Sidewinder (ตระกูล AIM-9P / CATM-9P) วางอยู่บนแท่นรองรับ โดยมีเครื่องบินโจมตีเบา Beechcraft AT-6TH Wolverine จอดเป็นฉากหลัง

AIM-9 Sidewinder ฝาครอบหัวค้นหา โดมยางสีเหลืองบริเวณส่วนหัว ทำหน้าที่ป้องกันเลนส์ของหัวค้นหารังสีอินฟราเรด จากสิ่งสกปรกและแรงกระแทกขณะจอดบนพื้น พร้อมสายริบบิ้นสีแดง REMOVE BEFORE FLIGHT แพนบังคับทิศทางด้านหน้า ครีบปรับทิศทางทรงสามเหลี่ยม 4 ทิศทาง ทำหน้าที่ขยับเบี่ยงทิศทางเพื่อควบคุมการร่อนของมิสไซล์เข้าหาแหล่งความร้อน ท่อท้ายเครื่องบินเป้าหมาย สายอัมบิลิคัล เคเบิลสีดำพร้อมหัวเชื่อมต่อสีน้ำเงินใต้ส่วนหัว ใช้สำหรับส่งกระแสไฟฟ้า สัญญาณควบคุม และเป่าเย็นหัวค้นหา (Cooling) จากตัวเครื่องก่อนการยิง

แพนหางและโรลเลอรอน ครีบหางส่วนท้ายติดตั้งล้อหมุนแรงลม (Rolleron) ที่ปลายครีบ ซึ่งจะหมุนด้วยความเร็วสูงเมื่อแหวกไปในอากาศ เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงเชิงมุม ลดอาการหมุนควงรอบตัวเองของตัวมิสไซล์

ประเภท: อาวุธปล่อยนำวิถี อากาศ-สู่-อากาศ ระยะใกล้ (Short-Range Air-to-Air Missile: SRAAM)

ผู้ผลิต Raytheon / Ford Aerospace (สหรัฐอเมริกา)

ระบบนำวิถี หัวค้นหารังสีอินฟราเรดตรวจจับความร้อน (Infrared Homing)

ความเร็วสูงสุด เหนือเสียงระดับ Mach 2.5+

ระยะยิงไกลสุด ประมาณ 8–18 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับระดับความสูงและทิศทางการเข้าทำลาย)

หัวรบ หัวรบสะเก็ดระเบิดทำลายสูง (Annular Blast Fragmentation) จุดชนวนด้วยชนวนเฉียดระเบิดหรือชนวนกระทบแตก

การติดตั้ง AIM-9P เข้ากับ AT-6TH Wolverine ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองทางอากาศ (Air Self-Defense) รวมถึงภารกิจสกัดกั้นทางอากาศระยะต่ำ/ความเร็วต่ำ (Low-Altitude / Slow-Speed Interception) เช่น การทำลายโดรนไร้คนขับ (UAV), เฮลิคอปเตอร์ หรืออากาศยานเบาของฝ่ายตรงข้าม โดยเน้นความคุ้มค่าต่อชั่วโมงการบินที่ต่ำกว่าการใช้เครื่องบินขับไล่ไอพ่นขนาดใหญ่

ภาพนี้เป็นลูกระเบิดทิ้งจากอากาศ Air-delivered Munitions ตระกูล Mk 82 ขนาด 500 ปอนด์ ในสองรูปแบบการติดตั้งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามภารกิจทางยุทธวิธี ลูกซ้ายหน้า Mk 82 Snakeye High-Drag / ระเบิดทิ้งระดับต่ำ ลำตัวลูกระเบิด Mk 82 ขนาด 500 ปอนด์ หรือประมาณ 227 กิโลกรัม บรรจุวัตถุระเบิดแรงสูง สังเกต แถบสีเหลือง บริเวณส่วนหัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์มาตรฐาน NATO ระบุว่าเป็นลูกระเบิดจริงแบบ High Explosive ชุดหางหน่วงความเร็ว ติดตั้งชุดหางรุ่น Mk 15 Snakeye ซึ่งมีกลไกครีบโลหะ 4 แฉก ออกแบบมาสำหรับ การทิ้งระเบิดในระดับต่ำมาก (Low-Altitude Attack) เมื่อระเบิดถูกปล่อยจากราวแขวน ครีบทั้ง 4 แฉกจะกางออกคล้ายร่มปะทะลมเพื่อสร้างแรงต้านอากาศ (Drag) ชะลอความเร็วของลูกระเบิดลง ทำให้เครื่องบินรบที่เข้าโจมตีด้วยความเร็วสูงมีเวลาบินพ้นระยะรัศมีสะเก็ดระเบิด (Fragmentation Zone) ได้ทันเวลา ป้องกันไม่ให้เครื่องบินได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดของตัวเอง

ลูกขวาหน้า (ตรงกลาง) Mk 82 LDGP Low-Drag General-Purpose / ระเบิดทิ้งระดับสูง Mk 82 ขนาด 500 ปอนด์ติดตั้งชุดหางทรงกรวยเรียวมาตรฐาน MAU-93/B ออกแบบมาสำหรับ การทิ้งระเบิดจากระดับความสูงปานกลางถึงระดับสูง (Medium to High Altitude) มีความเพรียวลม ตกลงสู่เป้าหมายตามวิถีโค้งแรงโน้มถ่วง (Ballistic Trajectory) ด้วยความเร็วสูง แม่นยำ และเข้าถึงเป้าหมายได้รวดเร็ว.

อาคม รวมสุวรรณ E-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻