ครม. เห็นชอบหลักเกณฑ์ กำหนดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ครอบคลุมการดูแลต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง内阁批准了确定危重症急诊患者费用的指导方针,涵盖 72 小时的连续护理。
ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ กำหนดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาทันท่วงที ครอบคลุมการดูแลต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ กำหนดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาทันท่วงที ครอบคลุมการดูแลต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
วันที่ 15 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย
2. ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยัง สพฉ. ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ.ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
3. สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ
(2) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล
(3) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
4. สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้
5. ให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย
6. ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ
1) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม
2) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.
3) กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด
7. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเอง ในกรณีดังต่อไปนี้
1) กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย
2) กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
8. ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย
9. หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป
10. ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))] และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.
11. การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 2 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ....
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP จะส่งผลให้การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีความเหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉินด้วย
内阁批准了确定危重症急诊病人费用的指导方针,确保他们得到及时治疗和 72 小时的持续护理,从而减轻经济负担并提高他们的生存机会。
2026年9月15日,总理办公室副发言人普洛伊塔莱·拉克什米桑昌女士透露,内阁已批准公共卫生部提出的确定危重症急诊病人护理费用的标准、方法和条件(急诊病人全民覆盖:UCEP)。
Ploytalay 女士指出,20……年 UCEP 指南的要点可概括如下:
1. 医疗机构有义务按照专业标准和自身能力,为急诊和危重病人提供及时有效的治疗,以防止病人受到伤害,且不得收取任何费用。医疗机构还必须及时通知依法享有医疗救助的基金或相关机构。但是,任何逃避责任或放弃病人上述权利的行为,均属违法行为。
2. 获得许可的医疗机构和运营者应安排合格的专业人员对急诊级别进行分诊,并根据急诊的紧急程度为患者提供相应的医疗服务。如在急诊患者分诊过程中出现诊断问题,应咨询国家紧急医疗服务研究所(NIEMS)。如患者对分诊结果有异议,可在签署分诊评估表之日起90天内向NIEMS提出申诉。NIEMS应在收到申诉之日起60天内完成申诉处理。如有必要将期限延长30天,NIEMS的决定为最终决定。如申诉结果认定患者符合危重急诊标准,医疗机构须在收到申诉决定通知之日起30天内退还已收取的费用。
3. 医疗机构必须为危重急诊患者提供护理,直至其脱离危重状态,并须自危重急诊患者入院之日起,持续治疗导致其危重状态的症状或病因,最长可达72小时。医疗机构仅在以下情况下,方可将患者转诊至其他医疗机构:
(1)如果医疗机构没有足够的容量
(2)危重病人已脱离危重状态,并且有医疗机构提供治疗。
(3)危重病人或其代理监护人希望在其他医疗机构接受治疗。
4. 医疗机构应按本指南所附费用表和收费标准规定的费率,报销危重症急诊患者入院后72小时内产生的费用。医疗机构应向国家健康保障办公室(NHSO)申请报销危重症急诊患者入院后72小时内产生的费用。对于危重症急诊患者入院72小时后产生的费用,医疗机构应根据相关法律(例如《国家健康保障法》)向有权享受医疗服务的受益人基金申请报销,或根据受益人的权益向相关机构申请报销,或向患者本人申请报销。报销金额应按照医疗机构的医疗收费标准或事先约定的方式计算。
5. 国家卫生安全局应核实费用准确性并汇总费用,并在收到完整文件后30日内通知依法享有医疗待遇的人员基金或相关机构。依法享有医疗待遇的人员基金或相关机构应在国家卫生安全局通知核实结果和费用汇总之日起15日内,按照附件所列费率向医疗机构支付费用。
6. 若危重急诊患者在入院72小时内从一家医疗机构转至另一家医疗机构,则第二家医疗机构应承担该患者入院至72小时期间产生的费用。该期间自第一家医疗机构接收该危重急诊患者之日起连续计算,费用按附件所列明的费用标准和收费标准执行。但若第二家医疗机构接收的危重急诊患者已享有其自身的医疗保险,则应遵循该患者的医疗保险体系。
1)如果社会保障局签约的医疗机构接收其管辖范围内的危重病人(社会保障受益人)的转诊,则必须遵循社会保障局的制度。
2) 如果国家健康保障署 (NHSO) 的签约医疗机构在其责任范围内接收危重病急诊病人转诊(国家健康保障计划覆盖范围),则必须遵守 NHSO 系统。
3) 如果政府医院接收根据佛历 2553 年(2010 年)医疗福利法及其修正案(例如公务员福利)有权享受福利的危重急诊病人转院,则应按照审计长部门规定的程序进行。
7. 在下列情况下,危重症急诊患者需自行承担医疗费用:
1)在医疗机构将病情危重的急诊病人转院,而该病人病情已不再危重,且有另一家医疗机构可以提供护理的情况下,但该危重急诊病人或其代表拒绝转院。
2) 危重病人或其代理监护人希望在其他医疗机构接受治疗的情况。
8. 必要时,公共卫生部长经医院理事会批准,应审查并修订本指南所附的费用清单和收费标准,以确保其合理性,并考虑到危重急诊患者将获得的益处。审查和修订结果应提交内阁批准。
9. 本条例自内阁决议通过之日起生效。
10. 在本指南生效日期之前收治过 COVID-19 患者的医疗机构,应按照公共卫生部关于危重症急诊患者治疗费用确定标准、方法和条件的公告及其修订,收取所产生的费用,直至患者根据公共卫生部医疗服务司的患者出院标准出院为止。
11. 在20....年UCEP指南生效之前,根据第2条规定按照UCEP指南和针对COVID-19的UCEP指南开展的任何行动,均应视为按照20....年UCEP指南开展;任何后续行动均应按照20....年UCEP指南开展。
但是,如果危重病人有权根据《机动车事故受害者保护法》、《人寿保险法》或《财产保险法》获得保护,则应首先行使这些权利。
普洛伊塔利女士表示,修订全民急诊患者(UCEP)标准将使在医疗机构接受治疗的患者获得更恰当、更协调的医疗服务,使其与现行的急诊医疗管理体系保持一致。这将使危重急诊患者受益,让他们能够及时接受治疗,提高生存率,并减轻急诊治疗的经济负担。