คลื่นใต้น้ำ “โยกย้าย” พาณิชย์ “ศุภจี” แจงซ้ำ มองประโยชน์ประเทศชาติ商业“转移”的暗流涌动——苏帕吉重申,这一切都与国家利益有关。
กลายเป็นกระแสครึกโครมของกระทรวงพาณิชย์ หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติโยกย้าย 9 บิ๊กข้าราชการ สลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง ทั้งที่จะ”เกษียณอายุ” วันที่ 30 ก.ย.2569 นี้ และครบวาระที่ต้องโยนกลับมา เรียกเสียงวิจารณ์สนั่่นต่อทั้งคนในและนอกกระทรว

กลายเป็นกระแสครึกโครมของกระทรวงพาณิชย์ หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติโยกย้าย 9 บิ๊กข้าราชการ สลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง ทั้งที่จะ”เกษียณอายุ” วันที่ 30 ก.ย.2569 นี้ และครบวาระที่ต้องโยนกลับมา เรียกเสียงวิจารณ์สนั่่นต่อทั้งคนในและนอกกระทรวง ที่เห็นตรงกันว่า การจัดทัพใหม่ในครั้งนี้เหมือนจะมี "เบื้องหลัง"ในบางตำแหน่ง
คลื่นใต้น้ำ “โยกย้าย” พาณิชย์ “ศุภจี” แจงซ้ำ มองประโยชน์ประเทศชาติ
เริ่มจากนายการุณ กิตติสถาพร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่เคยรับราชการกระทรวงนี้มากว่า 38 ปี ระดมตำแหน่งระดับ 10 ครบสิบปี ระดับ 11 อีก 6 ปีเต็ม และลาออกจากราชการก่อนเกษียณเพราะไม่มีตำแหน่งอะไรให้ดำรงอีกแล้ว ผมรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ในกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้
ผมเคยสอนข้าราชการรุ่นน้องรุ่นหลานมาหลายรุ่นว่าการเป็นข้าราชการนั้นคือการเป็นข้าของในหลวง เรารับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ฉะนั้น เราต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเต็มความสามารถของเราเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม อย่าไปรับใช้นักการเมืองเพื่อหวังผลในการเลื่อนตำแหน่ง แล้วสุดท้ายความดีที่เราได้กระทำมาก็จะเป็นเครื่องผลักดันให้เราได้ดิบได้ดีขึ้นเอง
การโยกย้ายในกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า ผมเข้าใจผิดมาโดยตลอด เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าข้าราชการบางคน (มากกว่าหนึ่งคน) ที่ได้รับราชการมากว่า 30 ปีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับกันทั่วทั้งในและนอกกระทรวง ทั้งในและนอกประเทศ ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสีย กลับถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ด้อยกว่าเดิมในช่วงปลายของชีวิตราชการโดยฝีมือของผู้มีอำนาจแต่ไร้ซึ่งปัญญาที่จะใช้งานคนดีคนเก่งให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ หลายคนตำหนิว่าระบบข้าราชการอ่อนแอ รัฐบาลชุดนี้ก็บอกว่าจะปฏิรูประบบราชการ
ผมขอทำนายว่า การปฏิรูปจะไม่มีทางบรรลุผลได้ตราบเท่าที่การเมืองยังเข้ามาก้าวก่ายโดยไม่คำนึงถึงระบบคุณธรรม ตราบใดที่“คนดีไม่ได้ดี” คนดีก็จะหมดกำลังใจไปเอง ผมขอให้กำลังใจข้าราชการดี ๆ ทั้งหลาย (ซึ่งผมเชื่อว่ายังพอเหลืออยู่บ้างในกระทรวงพาณิชย์และทุกกระทรวง) จงพยายามทำความดีต่อไป อย่าท้อ! จงเชื่อว่าคนที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดจะอยู่ได้ไม่นานหรอก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์
ถัดจากนั้นไม่กี่วัน อดีต รมว.พาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Pomme Tantraporn ว่า ท่านรัฐมนตรี เข้าใจผิดในสาระสำคัญนะคะ ประเด็นไม่ใช่ ครบเทอม ต่ออายุจนครบหกปีแล้วไม่พอใจที่ถูกย้ายกลับนะคะ ประเด็นคือ การแต่งตั้งลดระดับจากตำแหน่งเอกอัครราชทูต เป็นผู้ตรวจราชการ ค่ะ ท่านเข้าใจผิดในสาระสำคัญ หรือเพียงแต่ตีมึนด้อยค่าคนอื่น ถ้าไปเจรจาการบ้านการเมือง เข้าใจผิดประเด็นแบบนี้อันตรายมากค่ะ ท่าน ออท (เอกอัครราชทูต) พิมพ์ชนก มีน้ำใจนักกีฬามากค่ะ ท่านไม่ได้บอกว่าไม่พอใจ ที่ถูกย้ายกลับ ไม่ได้ตำหนิใคร แต่บอกว่าตั้งใจลาออกอยู่นานแล้ว เพื่อมาดูแลคุณแม่ที่มีอายุมากขึ้น ไม่ด้อยค่าใคร
แม้ว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ จะออกมาระบุว่า หลังจัดทัพอธิบดีและข้าราชการระดับซี 10 ใหม่ 9 ตำแหน่ง ทุกคนทำหน้าที่ผลักดันตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งไว้ และทำตามความเหมาะสมและความสามารถของบุคลากร ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างตน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวง นายพูนพงษ์ นัยนาภาพร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่ ฉะนั้นเราทำงานร่วมกัน 3 คน ที่ช่วยดูในเรื่องความเหมาะสม
ส่วนกรณี น.ส.พิมพ์ชนก ฟิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ที่ถูกโยกมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เพราะดำรงตำแหน่งมา 4 ปี ได้ต่ออายุ 1 ปี 2 ครั้ง รวมเป็น 6 ปี ซึ่งครบแล้ว และมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ อยากจะไปดูแลมารดา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบปกติอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าเมื่อหมดวาระก็ต้องกลับประเทศไทย
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ กลับมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมการค้าภายใน
ส่วนการโยกย้ายของข้าราชการอีก 7 ตำแหน่งนั้นดูเหมือนจะไม่มีประเด็นให้สงสัย ไม่ว่าจะเป็น การกลับมา ของ "ลูกหม้อแท้" อย่างนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ กลับมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมการค้าภายในอีกครั้ง แทน" นายวิทยากร มณีเนตร" ถูกเด้งไปนั่งเก้าอี้รองปลัดกระทรวงพาณิชย์
หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่จะมาแทน นายพูนพงษ์ ที่ขยับขึ้นไปเป็น “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” เป็นของ "นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันนท์ " ผู้ตรวจราชการกระทรวง ซึ่งว่ากันว่า เป็น “ม้ามืด”ในการโยกย้ายครั้งนี้ก็ว่าได้ ส่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ก็เป็นไปตามคาดไม่ผิดโผตั้งแต่แรก เพราะอยู่เป็นลูกหม้อกรมฯนี้
นางอรมณ ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เรื่องเหมือนจะจบและเคลียร์คัตให้สังคมเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลให้การสลับสับเปลี่ยนโยกย้าย ครั้งนี้ไม่ได้มีเหตุผลอื่นใดแอบแฝง แต่ก็ยังไม่วายมีคลื่นใต้น้ำที่มีกระแสออกมาเป็นระยะว่าการโยกย้ายครั้งนี้ดูยังไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการโยกนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากสุดเ พราะถือเป็นการลดตำแหน่งจากอธิบดีมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง เพราะที่ผ่านมานางอรมนถือเป็นข้าราชการที่ทำงานหนัก มีผลงานโดดเด่นชัดเจน ไล่มาตั้งแต่อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาก่อน (มีบทบาทสำคัญด้านการเจรจา FTA และงานอาเซียนช่วงไทยเป็นประธานอาเซียน) ก่อนถูกโยกย้ายไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อปี 2566 และล่าสุดขยับมาเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ออกมาโพสเฟสบุ๊คชี้แจงอีกครั้ง ถึงการโยกย้ายครั้งนี้ว่า ชวนมองอนาคตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ วันนี้ขอมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหลายท่านให้ความสนใจนะคะ โดยขอเริ่มจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ว่าเราต้องมองให้ชัดว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร? ก่อนวางกำลังคน เราต้องมองให้ชัดก่อนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับอะไร และกระทรวงพาณิชย์จะต้องรับมือกับโจทย์ใดบ้าง
วันนี้โลกกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในประเทศก็เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง การส่งออกที่ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้า ตลาด และผู้ประกอบการบางกลุ่ม ตลอดจนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายเล็กที่ยังแข่งขันและเข้าถึงโอกาสได้ยาก อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีการเข้ามาครอบครองกิจการหรือแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่ากฎระเบียบและกลไกกำกับดูแลของภาครัฐ
ทั้งหมดนี้คือ “ศึก” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือพร้อมกัน หลักคิดของการจัดทัพในครั้งนี้จึงตรงไปตรงมา คือ Put The Right Person In The Right Job วางคนที่เหมาะสมในงานที่เหมาะสม โดยดูจากผลงาน ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจได้ทันที เพราะในสถานการณ์ปกติ
เราอาจมีเวลาสำหรับการเรียนรู้งานใหม่ แต่ในช่วงเวลานี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการ Specialists หรือผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงในแต่ละด้าน รวมถึงผู้ที่เข้าใจกลไกการทำงานภายในและสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด เหมาะสมที่จะรับศึกในปัจจุบัน โดยมีผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญค่ะ ซึ่งการจัดทัพครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังความเห็นและหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งจากปลัดกระทรวงคนปัจจุบันซึ่งมีประสบการณ์และรู้จักศักยภาพของบุคลากรแต่ละคนเป็นอย่างดี และปลัดกระทรวงคนใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อและต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารชุดนี้ในระยะต่อไป เพื่อให้การแต่งตั้งตอบโจทย์การทำงานจริงๆ และเดินต่อได้ทันที
รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณี ผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ว่า ขอเริ่มจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่อวาระอีกครั้งละ 1 ปี จำนวน 2 ครั้งรวมเป็น 6 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามกรอบที่กำหนด และตามระเบียบจะต้องหมุนเวียนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงทราบดีว่าท่านพิมพ์ชนกประสงค์จะปฏิบัติงานในต่างประเทศต่อด้วยเหตุผลด้านครอบครัว จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยผลักดันท่านเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตำแหน่ง Deputy Director General ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีขั้นตอนการคัดเลือกตามกรอบขององค์การ
กระทรวงได้สนับสนุนท่านพิมพ์ชนกอย่างเต็มที่ ทั้งการหารือกับ Director General ของ WIPO และนำเรื่องเข้าขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงเจตจำนงว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งดังกล่าว หากได้รับการคัดเลือก ท่านจะสามารถปฏิบัติงานที่นครเจนีวาต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผลการคัดเลือกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และวาระการดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ของท่านกำลังจะสิ้นสุดลง กระทรวงจึงต้องเตรียมการส่งต่องานและวางแผนบุคลากรสำหรับภารกิจต่อไป และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนกได้ยืนยันมาตลอดว่าเมื่อหมดวาระจะลาออกเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว
แม้ว่าวาระของท่านจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเกษียณอายุราชการและการส่งต่องานในภาพรวม เนื่องจากตำแหน่งต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน กระทรวงจึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งผู้รับช่วงภารกิจที่เจนีวาและผู้รับผิดชอบตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานด้านการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศของไทยดำเนินต่อเนื่อง
โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ารับหน้าที่ต่อคือ ท่านกนิษฐา กังสวนิช ซึ่งมีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งกลไกของกระทรวงและเวทีการค้าระหว่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะรับช่วงภารกิจสำคัญนี้ ในช่วงเวลาที่การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อีกภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขับเคลื่อน คือการยกระดับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จากการเป็น Regulator ที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ ไปสู่การเป็น Value Creator ที่นำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยจะปรับการทำงานให้เป็นเชิงรุก ไม่รอให้เจ้าของผลงานหรือผู้ประกอบการเข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าไปสนับสนุน ค้นหาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ และช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ไปสู่ตลาดจริง
นายวิทยากร มณีเนตร" ถูกเด้งไปนั่งเก้าอี้รองปลัดกระทรวงพาณิชย์
ผู้ที่จะเข้ามารับภารกิจสำคัญนี้ คือ ท่านจิตติมา ศรีถาพร ซึ่งเป็นลูกหม้อเติบโตจากสายงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง จึงเข้าใจทั้งศักยภาพ ปัญหา และกลไกการทำงานของกรมอย่างลึกซึ้ง ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ท่านจึงมีความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจและเดินหน้างานได้ทันที
แนวคิดนี้เป็นหลักเดียวกับที่เราใช้ในการบริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็น Specialist และเติบโตจากสายงานโดยตรงเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ท่านพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลงานสำคัญได้หลายด้าน ทั้งการยกระดับการปราบปรามนอมินี การพัฒนาทักษะ Upskill-Reskill ให้ผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy และการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รู้จริง เข้าใจกลไก และมีประสบการณ์ตรงเข้ามานำองค์กร ก็สามารถต่อยอดงานเดิมและขับเคลื่อนภารกิจใหม่ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับท่านอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนปัจจุบัน คือ ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ก่อนหน้านี้ได้ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ด้วยเห็นถึงความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อท่านไม่ได้ตอบรับการทาบทามดังกล่าว จึงจำเป็นต้องพิจารณาผู้ที่มีความรู้และความพร้อมเหมาะสมในลำดับต่อไป เพื่อให้ภารกิจที่เจนีวาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการปรับตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ต้องจัดวางผู้บริหารในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้เหมาะสมกับภารกิจทั้งด้านต่างประเทศและการบริหารงานภายใน
นางศุภจี กล่าวถึง การโยกนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายในมาเป็นรองปลัด ว่า มีพื้นฐานการทำงานด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศทั้งที่ฮ่องกงและดูไบ และมีประสบการณ์บริหารกรมการค้าภายในจึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนและประสานภารกิจด้านการต่างประเทศ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทนท่านรองปลัดเอกฉัตร ซึ่ง เกษียณอายุราชการ
ส่วนท่านมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและมีส่วนช่วยดูแลงานภายในของกระทรวงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เพื่อดูแลกลไกภายในให้การทำงานของทุกกรมเดินหน้าได้อย่างราบรื่น แทนท่านรองปลัดจิตติมาที่ทำงานเป็นแม่บ้านใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์
เมื่อท่านวิทยากรย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในจึงว่างลง กรมการค้าภายในเป็นหนึ่งในกรมหลักที่ต้องรับมือกับปัญหาเร่งด่วนทั้งค่าครองชีพ ราคาสินค้า สินค้าเกษตร ความเป็นธรรมทางการค้า และการดูแลผู้ประกอบการ จึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจกลไกการทำงานอย่างลึกซึ้งและสามารถเข้ามาทำงานได้ทันที จึงได้เลือก ท่านวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ซึ่งเป็นลูกหม้อที่มีประสบการณ์ในกรมการค้าภายในมาอย่างยาวนาน มีความเข้าใจทั้งกลไกด้านราคา การดูแลตลาด และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า รวมถึงมีส่วนร่วมในการผลักดันกลไกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการค้า จึงได้รับมอบหมายให้กลับมารับหน้าที่เดิมที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเดินหน้ารับมือกับสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานใหม่ ซึ่งคือการนำผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกลับมาอยู่ในจุดที่ประเทศต้องการความเชี่ยวชาญของเขามากที่สุด
สำหรับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ท่านวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ เป็นลูกหม้อที่เติบโตมาจากสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศโดยตรงเช่นกัน มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศและมีผลงานด้านการผลักดันสินค้าไทย จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามานำภารกิจการเปิดตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และขยายการส่งออกในช่วงเวลาที่การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น
ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ว่างลงหลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงท่านใหม่ ยังคงมีภารกิจที่ต้องเดินต่ออย่างเข้มข้น ทั้งการปราบปรามนอมินี การยกระดับผู้ประกอบการ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น ท่านกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ เป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุก มีความบุกลุย และสามารถประสานหลายหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการปราบปรามนอมินี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญของกรมให้เดินหน้าและเกิดผลในทางปฏิบัติได้ทันที
อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการอาจถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้เพื่อลดบทบาท จนน่าเสียดายที่บางครั้งคุณค่าของคนในตำแหน่งนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ตรวจราชการก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในระดับ C10 และมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำงานของกระทรวงอย่างรอบด้านนะคะ
สำหรับเรา ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากมีความตั้งใจและทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคนนั้นเองค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เราเปิดโอกาสให้ผู้ตรวจราชการถึง 4 ท่าน เข้ามารับผิดชอบตำแหน่งและภารกิจสำคัญที่เหมาะสมกับความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละคน
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศกำลังเผชิญกับอะไร ใครเหมาะสมกับภารกิจใด และทีมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนและประเทศได้อย่างไร
การตัดสินใจจัดทัพของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้จึงผ่านการรับฟังพิจารณา และหารือร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด โดยมีโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียว คือ เราต้องชนะศึกทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปกป้องโอกาสของคนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้
พาณิชย์โยกย้ายใหญ่ 9 ตำแหน่ง ครม.ไฟเขียวตั้งผู้บริหาร
"รุทธพล" ตอบไม่ชัดโยก "อธิบดี DSI" โยนปลัดยุติธรรมพิจารณาผลงาน
"อนุทิน" ยันย้าย บิ๊ก มท. ตามวาระ ชู "นิรัตน์" เหมาะคุม ปภ.
商务部因内阁批准九名高级官员的调任和改组而陷入争议。这些任命涉及将于2026年9月30日退休的官员以及任期已满的官员,在商务部内外都引发了广泛的批评,许多人认为其中一些职位的任命背后存在“幕后”动机。
商业“转移”的暗流涌动——苏帕吉重申,这一切都与国家利益有关。
事情起因是商务部前常任秘书卡伦·吉提萨塔蓬先生在他的个人脸书页面上发帖称,他曾担任商务部常任秘书超过 38 年——其中 10 年担任 10 级职位,6 年担任 11 级职位——并在退休前辞职,因为没有其他职位可以担任。因此,他听到商务部最近对 10 级公务员进行调动的消息,感到非常难过。
我教导过一代又一代的公务员,公务员的职责是为国王服务。我们的薪水来自纳税人的钱,因此我们必须诚实正直,竭尽所能,为整个国家谋福祉。不要为了升迁而为政客效力。最终,我们所做的善事将推动我们走向更大的成功。
商务部此次人事调整证实了我长期以来的误解。显而易见,一些公务员(不止一位)在商务部内外、国内外都以诚实正直、能力出众而服务超过30年,从未有过任何不当行为,却在职业生涯末期被调任到低级职位。这是那些缺乏远见卓识、未能善用优秀人才为国家谋利的掌权者所为。许多人将此归咎于软弱的公务员制度,然而本届政府却声称正在改革该制度。
我预言,只要政治继续不顾精英制度干预公务,改革就永远无法实现。只要“好人得不到回报”,好人就会灰心丧气。我鼓励所有优秀的公务员(我相信商务部和各部委里仍然有一些这样的人)继续做好事。不要放弃!要相信滥用职权者不会长久。
苏帕吉·苏塔姆潘女士,副总理兼商务部长。
几天后,前商务部长阿皮拉迪·坦特拉蓬女士在其个人脸书账号“Pomme Tantraporn”上发帖称:“部长误解了一个关键点。问题不在于她对任期结束(即使已延长六年)后被调回原岗位感到不满,而在于她被降职,从大使降为监察长。你是误解了重点,还是装傻充愣、贬低他人?在政治谈判中,像这样误解问题非常危险。皮姆查诺克大使展现了极佳的风度。她没有抱怨被调回原岗位,也没有责怪任何人,而是表示她早就打算辞职照顾年迈的母亲。她没有贬低任何人。”
尽管副总理兼商务部长苏帕吉·苏塔姆潘表示,在调整了总干事和九名C10级官员后,所有人都尽职尽责地推进商务部各项政策,并根据自身能力和素质行事,但这实际上是她本人、常务秘书伍提克莱·利维拉潘以及内阁任命的新任常务秘书、商业发展部总干事蓬·奈亚纳蓬三人通力合作的结果。因此,他们三人正在共同努力,确保各项工作都能胜任。
关于泰国常驻世界贸易组织和世界知识产权组织大使兼代表皮姆查诺克·菲特菲尔德女士调任商务部监察长一事,会议指出,菲特菲尔德女士任职四年后,任期两次延长一年,共计六年,现已届满。她有家人在国外,希望照顾母亲,这是众所周知的正常程序。会议强调,菲特菲尔德女士任期届满后必须返回泰国。
商业部监察长瓦塔纳萨克·苏埃亚姆先生已恢复其担任国内贸易局局长的职务。
至于其他七名公务员的调动,似乎并无不妥。其中包括商务部督察瓦塔纳萨克·苏埃亚姆先生重返国内贸易厅厅长一职,接替被降职为商务部副常务秘书的维塔亚科恩·马尼内特先生。
或者说,即将接替晋升为商务部常任秘书的潘蓬先生的商业发展部,将由商务部监察长吉提瓦·帕奇马南先生领导,他被认为是此次人事调整中的一匹黑马。至于国际贸易促进部,预计该部门将由同样担任监察长的瓦拉武·颂旺普拉瑟先生接任,因为他是该部门的长期雇员。
知识产权部部长奥拉蒙·萨普塔维塔姆女士。
此事似乎已得到解决,公众也已了解清楚,人事变动的原则和原因也得到了明确解释。尽管没有其他不可告人的动机,但不满情绪依然暗流涌动,人们持续担忧此次人事调动的不公平性。尤其值得关注的是,知识产权局局长奥拉蒙·萨普塔维塔姆女士被调任为该部监察长,此事成为最受关注和批评的事件。这是因为,考虑到萨普塔维塔姆女士作为一名勤勉尽责、成就卓著的公务员的杰出表现,此次调任实际上是从局长降职为监察长。她曾担任国际贸易谈判司司长(在泰国担任东盟轮值主席国期间,在自由贸易协定谈判和东盟事务中发挥了关键作用),之后于2023年调任商业发展司,最近又调任至知识产权局。
近日,泰国副总理兼商务部长苏帕吉·苏塔姆潘在脸书上就近期的人事调整作出解释,表示她鼓励采取前瞻性的做法,以造福国家。她解释了商务部高层人事调动的原因,此事关乎公众利益。她首先探讨了泰国及商务部当前和未来面临的挑战。她强调,在进行任何人事变动之前,必须充分了解国家当前面临的挑战以及商务部必须应对的挑战。
当今世界正处于一系列危机之中。地缘政治冲突直接影响着地缘经济、国际贸易规则、供应链、生产成本和国家竞争力。与此同时,国内经济也面临着长期存在的结构性问题,包括收入分配不均、出口集中于某些商品、市场和企业,以及中小微企业在竞争和获取机遇方面面临的困难。另一方面,泰国还面临着代理人收购和不公平竞争的问题,以及新兴商业模式快速变化而现有法规和政府监管机制难以跟上的问题。
所有这些都构成了商务部必须同时面对的一场“战役”。这项战略规划的基本原则很简单:人尽其才——根据个人的表现、潜力、专业知识以及能否立即承担责任,将合适的人安排到合适的岗位上,就像在正常情况下一样。
我们或许有时间学习新技能,但在此期间,商务部需要真正精通各自领域的专家,以及了解内部运作并能无缝融入的人员。这是应对当前挑战的理想方案,其首要目标是维护国家和人民的最大利益。此次重组并非由任何个人单方面决定,而是经过全面磋商和讨论的结果,现任常务秘书和即将接任的新任常务秘书均参与其中。现任常务秘书经验丰富,对每位成员的能力都有深刻的了解,而新任常务秘书将在未来一段时间内与管理团队紧密合作。这确保了人事任命真正满足工作需求,并能迅速取得进展。
商务部长就泰国常驻日内瓦世界贸易组织和世界知识产权组织代表一事发表讲话,指出:“首先,我想谈谈泰国常驻日内瓦世界贸易组织和世界知识产权组织大使兼代表一职,在全球贸易规则快速变化的时代,这是一个至关重要的职位。皮姆查诺克·皮特菲尔德女士在其任期内尽职尽责,取得了显著成果。她完成了完整的四年任期,并两次获得延期,每次一年,总计六年——这是既定框架下允许的最长任期。根据规定,该职位需要轮值返回泰国履行职责。”
然而,该部知道皮姆查诺克女士因家庭原因希望继续在国外工作,因此全力支持她,推动她通过了世界知识产权组织(WIPO)副总干事一职的遴选程序。WIPO是一个国际组织,有自己的遴选程序框架。
泰国外交部全力支持皮姆查诺克女士,包括与世界知识产权组织总干事磋商,并将此事提交内阁批准,以表明泰国政府对她竞选该职位的支持。如果当选,她将能够继续在日内瓦工作。然而,遴选结果不如预期,她担任泰国常驻世贸组织和世界知识产权组织代表的任期即将结束。因此,外交部必须做好交接工作和下一任任务的人员安排。皮姆查诺克女士在其任期内始终重申,她将在任期结束后辞职,以便照顾家庭。
尽管您的任期将于二月结束,但部内高级管理人员的调整,包括常务秘书、副常务秘书和总干事等,必须按照退休安排和职责交接进行。由于各个职位相互关联,部内需要提前做好规划,既要为接替您在日内瓦任职的人员做好准备,也要为负责相关职位的人员做好准备,以确保泰国贸易和国际谈判的连续性。
接替她的是 Kanittha Kangsuwanich 女士,她拥有国际贸易谈判方面的背景和经验,了解该部的运作机制和国际贸易领域,并且已做好充分准备,在全球贸易快速变化的时期承担这项至关重要的任务。
商务部正在加速推进的另一项关键任务是提升知识产权局的职能。该局将不再仅仅是专注于注册和保护权利的监管机构,而是会转变为价值创造者,利用知识产权为公民、企业家和国家创造经济价值和切实收益。这将需要采取积极主动的方式,不再只是被动地等待知识产权所有者或企业家前来寻求帮助。相反,知识产权局将积极支持他们,发掘他们的潜力,为他们对接商业机会,并帮助推动泰国知识产权进入实体市场。
Wittayakorn Maneenet 先生已被调任为商务部副常务秘书。
负责这项重要任务的是吉蒂玛·斯里塔蓬女士,她是一位资深员工,在知识产权领域成长多年。因此,她对部门的能力、挑战和运作机制有着深刻的理解。凭借其积累的知识和经验,她已做好充分准备,立即着手开展工作。
这一理念与我们管理业务发展部所遵循的原则相同,即指派专家和从基层晋升的人员来推动各项任务的完成。Poonpong Naiyanapakorn 先生就是一个鲜明的例子,他在过去一年中在多个领域取得了显著成果,包括加强对“挂名”结构的打击力度、通过业务发展部学院提升企业家的技能和再培训能力,以及推广泰国特许经营业务。这些成果表明,当给予那些真正了解情况、理解运作机制并拥有直接经验的人员领导组织的机会时,现有的工作就能得到进一步发展,新的任务也能迅速取得成果。
现任知识产权局局长奥拉蒙·萨普塔维塔姆女士此前曾被邀请担任泰国常驻日内瓦世界贸易组织和世界知识产权组织代表,以表彰她在国际贸易谈判方面的知识、能力和经验。然而,由于她未能接受邀请,因此有必要寻找一位具备必要知识和能力的合适人选,以确保泰国常驻日内瓦代表机构的顺利运作。此次人事调整需要增设副常务秘书,以妥善处理国际事务和内部行政工作。
苏帕吉女士就国内贸易厅厅长维塔亚功·马尼内特先生调任商务部副常务秘书一事表示,马尼内特先生拥有国际贸易促进方面的丰富经验,曾在香港和迪拜任职,并具备国内贸易厅的管理经验。因此,他被任命为商务部副常务秘书,负责支持和协调重要的国际事务,接替即将退休的副常务秘书埃卡查特先生。
玛纳斯尼特·奇拉瓦特女士在法律领域拥有丰富的经验,并一直致力于监督商务部内部事务,包括人事、预算和管理。因此,她被任命为常务副秘书,负责监督内部机制并确保各部门顺利运作,接替此前担任商务部首席行政官的常务副秘书吉蒂玛女士。
当这位德高望重的发言人调任该部常务副秘书时,国内贸易厅厅长一职便空缺了。国内贸易厅是负责处理生活成本、商品价格、农产品、公平贸易以及扶持企业等紧迫问题的关键部门之一。因此,该厅需要一位对运作机制有着深刻理解、能够立即胜任该职位的高管。最终,在国内贸易厅工作多年的资深员工瓦塔纳萨克·苏埃亚姆先生被选中。他对定价机制、市场管理和竞争法有着深刻的理解,并在推动公平贸易相关机制方面发挥了重要作用。因此,他被委派重返原岗位,充分发挥其专业知识,使国内贸易厅能够顺利开展工作,应对当前形势,而无需重新学习新的技能。这标志着一位经验丰富的专业人士重返国家最需要其专业知识的岗位。
对于国际贸易促进部而言,瓦拉武特·颂旺普拉瑟特先生也是一位本土培养的人才,他凭借自身努力在国际贸易促进领域脱颖而出。他拥有丰富的海外工作经验和推广泰国产品的卓越业绩,完全有能力在日益激烈的全球竞争中,领导开拓新市场、增加企业家机会和扩大出口的使命。
由于新任常任秘书的任命,商业发展部的一个职位空缺,该部门仍有许多繁重的任务需要继续完成,包括打击代贷、提升企业家能力、加强中小企业发展以及促进与其他机构的合作。基蒂瓦特·帕奇马南先生是一位积极主动、务实高效的管理者,能够协调多个机构处理复杂问题,尤其是在打击代贷方面。因此,他完全有能力立即接管该部门的关键任务,并确保取得切实成果。
我想强调的另一点是,过去,监察长一职可能被视为削弱该部委重要性的工具。令人遗憾的是,尽管监察长是C10级别的高级官员,拥有丰富的知识、经验以及对部委运作的全面了解,但这一职位的价值有时会被忽视。
对我们而言,无论身居何职,只要尽职尽责,竭尽所能,最终的成果自然会证明其价值。因此,在此次重组中,我们为四位督察员提供了机会,让他们承担与其能力、经验和专长相匹配的重要职位和职责。
因此,这种改变不仅仅是关注个人,而是要考虑国家面临的挑战,谁最适合哪项任务,以及整个团队如何共同努力为人民和国家创造积极的成果。
因此,商务部此次战略重组是经过深思熟虑和讨论的结果,其唯一关键目标就是赢得未来的经济竞争,以保护泰国人民的机会,维护国家利益。
商务部将进行重大改组,内阁批准9个职位。
鲁塔普尔对刑事调查局局长的调任给出了含糊不清的答复,并将此事交由司法部常务秘书进行绩效评估。
阿努廷确认内政部高级官员按计划调任,并推荐尼拉特担任灾害预防和减灾部门负责人。