← 返回新闻首页
泰国权威

ดันงานวิจัยแก้จนยั่งยืน บรรจุแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 หวังอุดช่องว่างคนฐานราก

คณาจารย์ นักวิจัย และภาคีเครือข่ายภาคราชการ ภาคประชาสังคม องค์กรธุรกิจเอกชน ชุมนุมใหญ่ระดมความคิดเห็น ประสบการณ์ พัฒนาแผนแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืน ส่งต่อให้สภาพัฒน์ฯ บรรจุใส่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
推动可持续减贫研究,并将其纳入第十四个国家发展计划,以弥合基层社区与发展之间的差距。

ความยากจนเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตามบริบททาง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีรายได้น้อย แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึง การศึกษา ทรัพยากร ที่ดินทำกิน ข้อมูลข่าวสาร อาชีพ การมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง รวมถึงบริการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนมาอย่างต่อเนื่องผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั้ง 13 ฉบับ โดยปรับแนวทางให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละช่วงเวลา

สำหรับการจัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) หน่วย บพท. ร่วมกับ สจล. สมาคมวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชน และสถาบันวิชาการ 19 แห่ง ใน 20 จังหวัดที่มีปัญหาความยากจนรุนแรง ได้ร่วมกันศึกษาสถานการณ์ความยากจนในปัจจุบัน วิเคราะห์ช่องว่างของปัญหา ค้นหาแนวทางแก้ไข และเชื่อมโยงข้อเสนอ 5 มิติหลักของแผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมด้วย อววน. เพื่อมุ่งแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย

5 มิติแก้จน จากงานวิจัย 20 จังหวัด สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับ 14

สำหรับนำเสนอเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นแผนแม่บทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในช่วงปี พ.ศ.2571-2575โดยใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับคณาจารย์นักวิจัย และสถาบันวิชาการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ซึ่งมีข้อค้นพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศ จำนวน 303,444 ครัวเรือน จำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการระดมความคิดเห็น

แผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 อุดช่องว่างคนฐานราก ดันงานวิจัยแก้จนสู่ความยั่งยืน

5 เสาหลักการพัฒนา ในกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มีวัตถุประสงค์หลัก คือ "เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน"

โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เพียงการเติบโตเชิงตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่ไม่ก่อให้เกิดความเปราะบาง ไม่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศมิติต่าง ๆ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงกำหนดธีมการพัฒนาของแผน คือ การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต เพื่อเพิ่มความพร้อมของประเทศในการยกระดับศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และสามารถรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยกำหนดให้มีการพัฒนาใน 5 ด้านหลัก หรือเรียกว่า "5 เสาหลักการพัฒนา" ซึ่งมีความจำเป็นต่อการผลักดันการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

เสาหลักที่ 1 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform the Economy)

โครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาด้วยการมุ่งเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาระบบนิเวศที่สร้างแรงจูงใจและเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการปรับตัวของแรงงาน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ลดสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบ พัฒนา SMEs ให้มีโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ (Reform the Public Sector)

ภาครัฐมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดกรอบกติกา นโยบาย แรงจูงใจ และกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ที่มีผลต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยในการปฏิรูปภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐทั้งในด้านของโครงสร้างและการบริหารจัดการ และวิธีการทำงานและวัฒนธรรมขององค์กร การปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอนและกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ ตลอดจนการสร้างบทบาทใหม่ของรัฐให้เชื่อมโยงและสนับสนุน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเป็นกลไกหลักในการยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital)

เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และกำหนดความทั่วถึงของการเติบโต โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ การปรับกลไกการพัฒนาทักษะแรงงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ตลอดจนการวางรากฐานสวัสดิการที่มั่นคงเพื่อยกระดับผลิตภาพของทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Sustain Resources and the Environment)

เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจภายใต้บริบทใหม่ และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหา PM 2.5 การจัดการขยะและของเสีย และการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ รวมถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมไทย และการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Transfer and Invest in Research, Technology and Innovation)

ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน การพัฒนาในเสานี้จึงมุ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาระบบนิเวศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ครอบคลุมทั้งทางด้านกลไกและเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจ การสร้างความร่วมมือ การใช้ประโยชน์และขยายผลจากการวิจัย โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ และกลไกทรัพย์สินทางปัญญาและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มีความสอดคล้องอยู่บนหลักการเดียวกัน สำนักงานฯ ได้กำหนดหลักคิดนำทาง (Guiding Principles) เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดลำดับของสิ่งที่ต้องดำเนินการ ได้แก่

การมุ่งยกระดับผลิตภาพของประเทศ (Productivity)

การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน (Inclusivity)

การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ

การสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง (Immunity) ให้สามารถรองรับต่อความผันผวนและแรงปะทะจากภายนอก

โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขัน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการพึ่งพาตนเอง

ร่างแผนพัฒนาฯ 14 อุดช่องว่างคนฐานราก

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดงานประชาพิจารณ์ครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยและภาคประชาสังคม เพื่อนำข้อมูลจากงานวิจัยมาพิจารณาว่าโครงสร้างของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมประชาชนมากน้อยเพียงใด โดยสามารถแบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนเศรษฐกิจ ภาครัฐ สิ่งแวดล้อม และงานวิจัยและนวัตกรรม

จากข้อมูลครัวเรือนยากจนกว่า 1 ล้านคนใน 20 จังหวัด พบว่ายังมีอีกหลายแสนคนที่ขาดทักษะอาชีพ หรือกลุ่มเกษตรกรประมาณ 9 ล้านครัวเรือน (กระทบประชาชนฐานรากกว่า 40 ล้านคน) ซึ่งยังไม่เห็นกรอบการสนับสนุนที่ชัดเจนในหมวดทุนมนุษย์ของแผนพัฒนา 14 เราจึงนำข้อค้นพบนี้เสนอต่อสภาพัฒน์ฯ เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารและการจัดสรรงบประมาณลงสู่ครัวเรือนฐานราก

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายวิชาการเห็นว่า ในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ยังไม่ได้ให้ความชัดเจนเพียงพอต่อการสนับสนุนกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก โดยจากข้อมูลครัวเรือนยากจนกว่า 1 ล้านครัวเรือนใน 20 จังหวัด พบว่ายังมีประชาชนอีกหลายแสนคนที่ขาดทักษะอาชีพ ขณะที่ภาคเกษตรมีประมาณ 9 ล้านครัวเรือน ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนฐานรากมากกว่า 40 ล้านคน แต่ยังไม่เห็นกรอบการสนับสนุนที่ชัดเจนในหมวดทุนมนุษย์ของแผนฯ

เครือข่ายวิชาการจึงนำข้อค้นพบดังกล่าวเสนอต่อสภาพัฒน์ฯ เพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างการบริหารและการจัดสรรงบประมาณให้สามารถลงไปถึงครัวเรือนฐานรากได้มากขึ้น

นายกิตติ กล่าวว่า แม้มาตรการของรัฐในปัจจุบันจะเข้าถึงประชาชน แต่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ตั้งเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งรายงานธนาคารโลกล่าสุดพบว่าความเหลื่อมล้ำขยายตัวสูงขึ้นถึง 33 เท่า สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจลงไปไม่ถึงประชาชนฐานราก ซ้ำเติมด้วยปัจจัย Climate Change รัฐจึงต้องจัดสวัสดิการเชิงรุกและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามาดูแลทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการที่เข้าถึงครัวเรือนมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อยากบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้วย ซึ่งจะทำให้การปรับโครงสร้างภาครัฐ การบริหารจัดการโครงสร้างภาคงบประมาณยึดโยงกับประชาชนฐานราก

กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

พม.เข้าถึงคนจนได้มากกว่า เพราะมี KPI ระดับครัวเรือน

สำหรับข้อค้นพบเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงเป็นหน่วยงานหลักที่เข้าถึงคนจน ขณะที่กระทรวงอื่นมีข้อจำกัด นายกิตติ ระบุว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่บทบาทและโครงสร้างภารกิจของหน่วยงาน

กระทรวงอื่น ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีตัวชี้วัด (KPI) ที่ผูกกับครัวเรือนยากจนโดยตรง ส่งผลให้งบประมาณและแผนปฏิบัติการอาจไม่สามารถลงไปถึงระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ ในขณะที่กระทรวง พม. เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญเรื่องสวัสดิการ ซึ่งมีตัวชี้วัดเรื่องครัวเรือน และมีกลไกพื้นที่ แต่งบประมาณกลับถูกปรับลดลง ดังนั้นจึงต้องเน้นการทำงานบูรณาการร่วมกับท้องถิ่นและภาคส่วนอื่น สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตมองพี่น้องฐานรากแค่ไหน ได้มีการจัดงบประมาณเข้าถึง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการปรับฐานครัวเรือนในอนาคต

เตรียมขยายงานวิจัย พร้อมจัดทำคู่มือสู่ 50 จังหวัด

นายกิตติ กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการผลักดันข้อค้นพบเข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะต้องขยายขอบเขตงานวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของอีกกว่า 50 จังหวัด

การขยายผลงานวิจัยของ บพท. ระยะต่อไปจะเน้น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ สังเคราะห์ข้อค้นพบเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการ เพื่อนำไปสู่การออกแบบงบประมาณและระบบจัดการที่เข้าถึงครัวเรือน ทั้งด้านสวัสดิการ ทักษะอาชีพ เครื่องมือทางการเงิน การปรับฐานครัวเรือน การสร้างสวัสดิการที่ตรงกับความต้องการรายครัวเรือน และการเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐาน

จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน หรือ Guiding Principles เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระดับจังหวัด พัฒนาระบบข้อมูลสำหรับชี้เป้าครัวเรือน และสร้างระบบส่งต่อความช่วยเหลือในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ จะคัดเลือกจังหวัดต้นแบบที่มีความพร้อมสูงประมาณ 10 จังหวัด จาก 20 จังหวัดเดิม มาเป็นฐานในการขยายผล หรือ Spin-off ไปยังจังหวัดข้างเคียง เพื่อให้การขยายผลสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับนโยบายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

เปลี่ยน "สงเคราะห์" เป็น "เสริมศักยภาพ"

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสรุป และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มีกำหนดประกาศใช้ตามกฎหมายในเดือน ต.ค.2570 และจะเริ่มมีผลใช้จริงในปี 2571

นายเอ็นดู กล่าวว่า เชื่อว่างานวิจัยด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนที่มอบหมายให้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ดำเนินการ มีทั้งข้อมูล องค์ความรู้ กลไก เครื่องมือ และประสบการณ์จากการพัฒนาพื้นที่ตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ชัดเจนเพียงพอที่จะผลักดันให้การแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นประเด็นสำคัญในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการใน 20 จังหวัดที่มีปัญหาความยากจนที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่า หากสามารถแก้โจทย์ที่ยากที่สุดได้สำเร็จ การขยายผลไปยังพื้นที่อื่นจะสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยเป้าหมายของการบรรจุองค์ความรู้และผลการดำเนินงานไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือการเปิดทางให้อีกกว่า 50 จังหวัดที่เหลือนำโมเดลไปปรับใช้ร่วมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

“หากเราสามารถยกระดับคนจนกลุ่มใหญ่ที่ถูกทอดทิ้งมานาน ให้เข้าถึงโอกาสและทรัพยากรได้ ประเทศจะสามารถขยับตัวและเปลี่ยนผ่านได้อย่างจริงจัง” นายเอ็นดูกล่าว

นายเอ็นดู มั่นใจว่า ผลการดำเนินงานจาก 20 จังหวัดจะสามารถขยายผลไปทั่วประเทศได้ โดยขณะนี้สภาพัฒน์ฯ กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วน และยังมีเวลาอีกเกือบ 1 ปีในการนำผลจากการปฏิบัติจริงมาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 รวมถึงการออกแบบกลไกขยายผลไปยังอีกกว่า 50 จังหวัด เพื่อไม่ให้แต่ละพื้นที่ต้องเริ่มต้นจากการลองผิดลองถูกซ้ำอีก

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “การสงเคราะห์” ไปสู่ “การเสริมศักยภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ การสงเคราะห์ก็จะน้อยลง ในขณะเดียวกันกลุ่มคนเหล่านั้นจะมองตัวเองว่ามีคุณค่า มีส่วนในการพัฒนาประเทศ ต้องเปลี่ยนให้เป็นพละเป็นกำลังป้องเมือง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของเมือง

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มุ่งปฏิรูปการจัดทำแผน เชื่อมโยงสู่การปฏิรูปงบประมาณ

นายเอ็นดู กล่าวว่า การนำข้อมูลและองค์ความรู้จาก บพท. เข้ามาบรรจุในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และนำไปสู่การปฏิรูประบบงบประมาณให้สามารถตอบโจทย์ประชาชนและพื้นที่ได้ตรงจุด

ตั้งแต่กระบวนการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กรรมการสภาพัฒน์ฯ ทุกคนเห็นพ้องกันว่า แผนฉบับนี้ต้องประกาศให้สังคมรับรู้ว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์ฯ” แต่ต้องเป็นแผนของประชาชน โดยทุกภาคส่วนต้องมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม

ที่ผ่านมา การรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่อาจยังมีไม่มากนัก แต่การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด และอีก 8 กลุ่มเป้าหมาย อาทิ เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ สตรี นักวิชาการ ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ ทำให้ได้รับข้อมูลที่หลากหลายและหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

นายเอ็นดู กล่าวว่า ทุกคนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องการออกจากภาวะดังกล่าว แต่การแก้ไขปัญหาไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งหลายภาคส่วนมีความตั้งใจที่จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาแต่ยังขาดโอกาส ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ควรเป็นกลไกที่เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาประเทศ

จาก Issue-based สู่ Area-based

นายเอ็นดู ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ “ยึดโยงกับพื้นที่” โดยที่ผ่านมาแผนพัฒนาฯ มักกำหนดประเด็นเป็นหลัก แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละพื้นที่มากเพียงพอ ทั้งที่กลุ่มเป้าหมายและปัญหาในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน

ดังนั้น แผนฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการพัฒนาแบบ Area-based หรือเชิงพื้นที่ มากกว่า Issue-based หรือเชิงประเด็น เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณ กำลังคน และการพัฒนาสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ รวมถึงเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง

lesiy[ฐานข้อมูลงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ 20 จังหวัดยากจนที่สุด ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา

รัฐเร่งเชื่อมข้อมูล 58 รายการผ่าน GDX เดินหน้า "ไม่เรียกสำเนาเอกสาร" ติดต่อราชการ

ครม.เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน เริ่มวันที่ 1 ต.ค.

เลขาฯ สภาพัฒน์ยันกรอบ-หลักเกณฑ์​ "ดาตา​เซน​เตอร์" ​ชัดใน 1 เดือน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แผนพัฒนาชาติฉบับที่14

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻