สศช.ชี้พื้นที่การคลังไทยวิกฤติ国家经济和社会发展委员会(NESDC)指出,泰国的财政状况正处于关键阶段。
สภาพัฒน์เตือนพื้นที่ทางการคลังไทยเสี่ยง เหลือ 3-4% หนี้สาธารณะแตะ 67.5% ต่อ GDP รายได้รัฐลดเหลือ 15% แนะโยกงบกลางปี 69 โปะหนี้รักษาเครดิตประเทศ

# สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
# การบริหารจัดการเสถียรภาพทางการคลัง
# ความเสี่ยงทางการคลังของไทย
# ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
# การปรับระบบสวัสดิการ
# การขยายฐานรายได้ภาครัฐ
# อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
อธิบายง่ายๆ Stablecoin ทำงานยังไง ? | Digital Frontiers EP. 76
สภาพัฒน์เตือนพื้นที่ทางการคลังไทยเสี่ยง เหลือ 3-4% หนี้สาธารณะแตะ 67.5% ต่อ GDP รายได้รัฐลดเหลือ 15% เสนอ 3 หลักคิดปรับระบบงบประมาณ มุ่งลงทุนสร้างผลิตภาพระยะยาว - ปรับสวัสดิการพุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง แนะโยกงบกลางปี 69 โปะหนี้รักษาเครดิตประเทศ ย้ำต้องแยกแยะระหว่างความต้องการทางการเมืองกับข้อเท็จจริงด้านวินัยทางการคลัง
“สุรศักดิ์” ตัดสินใจเลื่อนยาว "ไทยเที่ยวไทย พลัส"
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงแนวทางการบริหารจัดการเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ในงานสัมมนาวิชาการ "เสริมคลัง สร้างอนาคตไทย" ว่า การคลังไม่ใช่เพียงเรื่องข้อมูลตัวเลขงบประมาณหรือการจัดเก็บภาษีประจำปีเท่านั้น แต่เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ คำถามสำคัญจริง ๆ คือ ถ้าเรามีความจำเป็นต้องทำสิ่งสำคัญทั้งในวันนี้และอนาคต เราจะมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือไม่ที่จะรองรับภาระเหล่านี้
โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 3-4% กว่า จากระดับเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในอนาคต พื้นที่ทางการคลังอาจมีไม่เพียงพอในการรองรับ ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบรัดเข็มขัดต่อเนื่อง 2-3 ปี ควบคู่กับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การปรับลดขนาดกำลังคนภาครัฐ ผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลและการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงปี 2566-2567 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่ภาครัฐต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงอย่างมาก
สำหรับปัจจัยความเสี่ยงทางการคลังของไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจาก 41.1% ในช่วงก่อนโควิด-19 มาอยู่ที่ระดับ 67.5% ต่อ GDP ในปัจจุบัน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระการชำระหนี้รวมสูงถึงกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี เป็นภาระดอกเบี้ยกว่า 200,000 ล้านบาท และเงินต้นอีกกว่า 100,000 ล้านบาท ท่ามกลางความเสี่ยงจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) ในหลายประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น 2. การจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลที่ลดลงจาก 16.7% ต่อ GDP ในปี 2559 เหลือ 15% ในปี 2568 และ 3. ความเสี่ยงจากภาระรายจ่ายผูกพันงบประมาณ ประกอบกับไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์แบบในปี 2577 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 28.4% ส่งผลให้สัดส่วนวัยแรงงานที่สร้างรายได้ภาษีลดลง ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการปรับตัวสูงขึ้น
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ขอเสนอ 3 หลักคิดสำคัญในการปฏิรูปและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประการแรก การบริหารการคลังระยะยาวต้องจัดสรรงบประมาณที่มุ่งสร้างผลิตภาพให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มรายจ่ายระยะสั้นเพื่ออัดฉีดลงไปในระบบเฉย ๆ แต่ต้องเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ประการที่สอง การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนของการให้สวัสดิการ ต้องปรับระบบสวัสดิการให้พุ่งเป้าตามเศรษฐสถานะของคน แทนที่จะเป็นลักษณะถ้วนหน้า
ประการที่สาม การขยายฐานรายได้ภาครัฐอย่างครอบคลุม ไม่ใช่การปรับขึ้นอัตราภาษี แต่เป็นการดึงประชาชนและภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษี โดยปัจจุบันภาครัฐดำเนินการผ่านการตรวจสอบธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลเพื่อให้ร้านค้านอกระบบเข้าสู่ระบบ ตลอดจนการทบทวน ชะลอ หรือยุบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เกิดการขาดดุล เราต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป จะย้อนกลับมาเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศจริง ๆ
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ขอเสนอรัฐบาลให้นำงบกลางฯ ปี 2569 ที่ยังคงเหลืออยู่ระดับหลักหมื่นล้านบาท ไปใช้ชำระหนี้ของภาครัฐ เพื่อแสดงถึงความมีวินัยทางการคลังและช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจและการคลังเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ ก่อนที่เราจะลุกออกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ เราจะไปแบบทิ้งภาระเอาไว้ให้ลูกหลาน หรือจะไปแบบสร้างอนาคตเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาการคลังถ้าเราไม่แก้ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตก็จะมีปัญหามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องแยกแยะระหว่างความต้องการทางการเมืองกับข้อเท็จจริงด้านวินัยทางการคลัง หากยังไม่ถึงเวลาก็ควรเลื่อนออกไปก่อนเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอช่วยเหลือประชาชนในเวลาที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุด
กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
国家经济和社会发展委员会
# 管理财政稳定
# 泰国的财政风险
国内生产总值(GDP)
# 改革福利制度
扩大政府收入来源
# 国家信用评级
稳定币的运作原理(简单来说)| 数字前沿 第76集
泰国国家经济和社会发展委员会(NESDC)警告称,泰国的财政空间面临风险,公共债务已达GDP的67.5%,而政府收入却下降至15%。该委员会提出调整预算体系的三项关键原则:注重长期生产力投资;调整福利项目,使其更贴近弱势群体;以及建议重新分配2026年预算,以偿还债务并维持国家信用评级。委员会强调,必须区分政治野心和财政纪律的现实。
Surasak决定无限期推迟“泰国旅游Plus”活动。
国家经济和社会发展委员会(NESDC)秘书长达努查·皮查亚南特先生在题为“加强财政政策,建设泰国未来”的学术研讨会上发表了关于国家财政稳定管理方法的主旨演讲。他指出,财政政策不仅仅关乎预算数字或年度税收,更是决定国家未来发展方向的关键因素。关键问题在于:如果我们需要在当下和未来承担重要任务,我们是否拥有足够的财政空间来应对这些负担?
目前,泰国面临财政空间受限的困境,公共债务占GDP比重已从70%的上限降至仅3-4%。若未来发生经济危机,这一财政空间可能不足以应对。因此,政府需要在未来2-3年内实施财政紧缩措施,削减不必要的开支,例如缩减公共部门员工规模。2023-2024财年的预算赤字和支出将直接影响2027年的预算,届时政府支出必须大幅削减。
泰国当前面临的财政风险主要体现在三个方面:1. 公共债务占GDP的比重从新冠疫情前的41.1%上升至目前的67.5%,导致政府每年偿债总额超过4000亿泰铢,其中利息支出超过2000亿泰铢,本金支出超过1000亿泰铢,而多个国家的债券收益率上升风险也加剧了这一局面。2. 政府净收入占GDP的比重从2016年的16.7%下降至2025年的15%。3. 已承诺的预算支出带来的风险,加上泰国到2034年将进入全面老龄化社会,届时老年人口比例将达到28.4%,导致劳动年龄人口减少,税收收入下降,而医疗保健和福利支出负担加重。
国家经济和社会发展委员会(NESDC)秘书长表示,他提出三项关键原则,旨在改革和加强财政政策,为国家长期发展奠定基础。首先,长期财政管理必须将预算分配用于提高生产力,而不仅仅是增加短期支出向体系注入资金。相反,必须对教育、公共卫生、基础设施、技术和创新进行长期投资,以实现长期可持续发展。
其次,为了更有效地完善社会福利体系,政府需要将各机构的数据库连接起来,以减少福利供给的重复。福利体系必须根据个人的社会经济地位量身定制,而不是一刀切。
第三,全面扩大政府财政收入基础并非提高税收,而是将公民和企业纳入税收体系。目前,政府正通过核查数字支付交易,将非正规企业纳入体系;同时,审查、推迟或取消效率低下的国有企业投资项目,以防止财政赤字。我们必须确保民众确信,他们缴纳的每一泰铢税款都将真正惠及整个国家。
此外,国家经济和社会发展委员会(NESDC)提议政府利用2026财年剩余的中央预算(数百亿泰铢)偿还政府债务。这体现了财政纪律,并有助于维护国家的信用评级。经济改革和财政改革密不可分。在我们卸任之前,我们是要给子孙后代留下沉重的负担,还是要为他们创造更美好的未来?如果我们今天不解决财政问题,未来只会更加恶化。尤其重要的是,经济刺激政策必须区分政治野心和财政纪律的现实。如果时机不成熟,就应该推迟实施,以便在最合适、最需要的时候拥有充足的预算来帮助民众。
《泰叻报》编辑部。