ค่าครองชีพสูง-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาท่อครัวเรือน生活成本高昂,收入不足,导致家庭债务高达每户 80 万泰铢。
ม.หอการค้าไทย เผยคนไทยมีหนี้พุ่ง 7.3% เฉลี่ย 794,945 บาทต่อครัวเรือนมีภาระผ่อนเฉลี่ยแตะ 21,935 บาทต่อเดือน สาเหตุมาจากภาระการเงินในครอบครัว รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่าครองชีพสูง ม.หอการค้า ชี้หนี้ทั้งระบบอาจขึ้นแตะ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทปลายปีนี้

วันนี้ ( 17 ก.ย.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
จากการสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-13 ก.ย. 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง พบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568 และ 8.2% ไม่มีหนี้ ซึ่งภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท เพิ่มขึ้น 7.3% ในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 77.2% หรือมีภาระผ่อนต่อเดือน 21,305 บาท/ และหนี้นอกระบบ 22.8% หรือมีภาระผ่อนต่อเดือน 7,422 บาท ขณะที่ภาระผ่อนชำระภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 21,935.31 บาทต่อเดือน
ระดับหนี้เฉลี่ยดังกล่าวถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเริ่มสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนในปี 2552 สะท้อนว่าภาระหนี้ยังคงกดดันกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน แม้ในเชิงสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงก็ตาม
ค่าครองชีพสูง-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาท่อครัวเรือน
ทั้งนี้ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later หรือ BNPL อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน
สำหรับหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 23.6% ซื้อสินค้าคงทน 21.8% ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13.5% และนำไปชำระหนี้เดิม 12.1% สะท้อนว่าหนี้บางส่วนถูกใช้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและหมุนภาระหนี้เดิม
ส่วนกลุ่มที่ก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ พบว่า 57.2% ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่อง เพิ่มขึ้นจาก 32.5% ในปี 2568 รองลงมาเป็นการลงทุนทางการเกษตรรอบใหม่ 19.5% และใช้เพื่อขยายกิจการ 7.8%
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ
ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ พบว่า 73.1% ยังสามารถชำระได้ตามกำหนด ขณะที่ 16.1% ประเมินว่าสามารถชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน 8.9% สามารถชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 1.9% ระบุว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ นอกจากนี้ 67.5% ของกลุ่มตัวอย่างเคยประสบปัญหาขาดการผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
สาเหตุหลักคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 32.2% รายได้ลดลง 24.8% เศรษฐกิจไม่ดี 21.3% ยอดชำระเพิ่มขึ้น 11.4% และตกงาน 10.4% ในอีก 1 ปีข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างยังมองสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในเชิงลบ โดย 25.2% คาดว่าจะแย่ลงเล็กน้อย และ 18.9% คาดว่าจะแย่ลงมากหรือปัญหารุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้ที่มองว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยมี 5.9% และมองว่าจะดีขึ้นมากหรือได้รับการแก้ไข 4%
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน มองว่าการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% รองลงมาคือการให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคมหรือ Social Safety Net 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4%
ดังนั้นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11%
หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค
อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรณีฐาน 2.5% ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 โดยหาก GDP โต 2% สัดส่วนจะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% จะลดลงเหลือ 83.7%
แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล
คนไทยเป็นหนี้สูง 62.44% กลุ่มเกษียณ-รับจ้าง-บริการ หนี้นอกระบบพุ่ง
เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด
2026年9月17日,泰国商会大学经济与商业预测中心总裁兼首席顾问塔纳瓦·蓬维猜先生指出,家庭债务仍然是泰国经济中一个亟待解决的结构性问题。尽管债务占GDP的比重有所下降,但家庭的偿债能力依然薄弱,尤其是低收入群体和高支出家庭。
Thanawat Pholvichai 先生,泰国商会大学经济与商业预测中心总裁兼首席顾问。
这项于2026年9月7日至13日进行的全国性调查,共抽取了1720个样本,结果显示,91.8%的样本有债务,较2025年的95.1%有所下降,而8.2%的样本无债务。每户家庭的平均债务负担增至794,945.49泰铢,增幅为7.3%。其中,77.2%为正规债务,每月还款额为21,305泰铢;22.8%为非正规债务,每月还款额为7,422泰铢。总体而言,每月平均还款额为21,935.31泰铢。
泰国商会大学自 2009 年开始调查家庭债务状况以来,平均债务水平已达到最高水平,这反映出尽管债务与 GDP 的比率呈下降趋势,但债务负担仍然给家庭购买力和流动性带来压力。
生活成本高昂,收入不足,导致家庭债务高达每户 80 万泰铢。
2026年最常见的债务类型是信用卡债务(55.1%),其次是个人消费贷款(45.8%)、汽车贷款(41.9%)、商业贷款(33.6%)和住房贷款(27.2%)。与此同时,先买后付(BNPL)债务占比为14.2%,高于上年的6.2%。
个人债务和信用卡债务中,大部分用于消费(23.6%)、购买耐用品(21.8%)、购买电子产品(13.5%)以及偿还现有债务(12.1%)。这反映出部分债务用于维持日常开支和应对现有债务负担。
在那些为了经营目的而举债的人中,57.2%的人将其用作营运资金或改善流动性,高于2025年的32.5%。其次是新的农业投资(19.5%)和企业扩张(7.8%)。
这一情况与当前的经济形势相符,经济尚未出现显著复苏迹象。个人和企业的收入并未大幅增长,迫使许多家庭依赖贷款来维持流动资金。与此同时,生活成本,尤其是能源成本,仍然是一个主要的压力点。
关于偿债能力,73.1%的受访者表示能够按时还款,16.1%估计可以在6个月内还清,8.9%估计可以在3个月内还清,1.9%表示无法还款。此外,67.5%的受访者在过去一年中曾出现过逾期还款或违约的情况。
主要原因包括:意外的资金需求(32.2%)、收入减少(24.8%)、经济状况不佳(21.3%)、债务支出增加(11.4%)以及失业(10.4%)。在接下来的一年中,受访者对家庭债务状况的看法也较为悲观,25.2%的人预计情况会略有恶化,18.9%的人预计情况会显著恶化或成为更严重的问题。相反,5.9%的人预计情况会略有改善,4%的人预计情况会显著改善或得到解决。
关于解决家庭债务的可持续方案,最受欢迎的方法是增加收入或提高工资(20.7%),其次是金融知识普及(17.7%),改善社会保障体系或社会安全网(16.3%),以及债务重组计划(15.4%)。
因此,最紧迫的问题是:提高最低工资或重组工资制度(21.1%),建立全面的家庭债务数据系统(16.2%),加强对金融产品广告的控制(15.8%),以及促进长期储蓄和投资(11%)。
由于持续的经济困难和家庭流动性挑战,预计到 2026 年底,家庭总债务将增加到约 16.5-16.6 万亿泰铢。
然而,如果泰国2026年的GDP在基准情景下增长2.5%,预计家庭债务占GDP的比重将从第一季度的85.9%下降到第四季度的约84%。如果GDP增长2%,该比重将达到84.4%;如果增长2.8%,则将下降至83.7%。
尽管债务占GDP的比重有所下降,但这并不意味着家庭债务问题有所缓解。这部分是由于金融机构的贷款行为较为谨慎,而家庭的财务状况和偿债能力依然脆弱。
曼谷的新城市规划正在撼动房地产市场,吸引购买力重返市区,并给周边地区带来压力。
泰国人的负债水平很高,高达 62.44%,尤其是在退休人员、在职人员和服务行业,非正式债务更是飙升。
4月份经济放缓、高额债务和成本飙升导致消费者信心指数下降。