เกียรตินาคินหั่นจีดีพีโต 2.5% รับวัฏจักรลงทุน AI ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K-ShapeKiatnakin银行将GDP增长预期下调至2.5%,理由是投资周期和人工智能表明泰国经济将呈现K型复苏。
เกียรตินาคินปรับจีดีพีไทยโต 2.5% จากเดิม 2.1% ปี 2570 โต 2.7% รับแรงหนุนท่องเที่ยว–ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ดันส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังซบเซา เสนอรัฐเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ดึงกำไรและเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียน

วันนี้ ( 17 ก.ย.2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยว่าแม้ยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่มีแรงหนุนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวที่รายได้ยังแข็งแกร่ง และการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Capex Cycle) ของโลก โดย เกียรตินาคิน ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.5% จากเดิม 2.1% และปี 2570 เป็น 2.7% จาก 2.2%
เกียรตินาคินปรับจีดีพีโต 2.5% รับวัฏจักรลงทุน AI ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K-Shape
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Storage และชิ้นส่วนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีความต้องการสูงในตลาดโลก สอดคล้องกับทิศทางการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่การฟื้นตัวแบบ K-Shape อย่างชัดเจน บางอุตสาหกรรมเติบโตขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญภาวะซบเซา สะท้อนความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างภาคเศรษฐกิจ
สำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เผชิญแรงกดดัน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เผชิญภาวะล้นตลาดในภูมิภาค รวมถึง SMEs และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับแรงกดดันจากสินค้านำเข้า ตอกย้ำความท้าทายด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
เกียรตินาคินภัทร มองว่า แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI รายใหญ่ของโลก แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ประโยชน์จากการลงทุน AI ตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยเสนอให้ภาครัฐและเอกชนเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน
ประกอบด้วย ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ไทยยังอยู่ในจุดรับจ้างประกอบ (Assembly) และพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ทำให้การส่งออกที่ขยายตัวไม่สามารถชดเชยการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ต่อยอดเม็ดเงินลงทุน การลงทุนเทคโนโลยีและ Data Center ในไทยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างชาติ
ขณะที่กำไรถูกส่งกลับประเทศต้นทาง จึงควรสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มการจ้างงานและการหมุนเวียนรายได้ในประเทศ กำกับดูแลการใช้ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน AI ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก รัฐควรเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์การลงทุนของ BOI กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขการใช้พลังงานสะอาดและระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด
ด้านนโยบายการเงินได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 เหลือ 1.8% และคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว ขณะที่กลไกส่งผ่านสินเชื่อยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และภาคครัวเรือนอยู่ระหว่างการลดภาระหนี้
การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้อาจเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มเศรษฐกิจที่อยู่ในขาลงของ K-Shape โดยไม่ช่วยส่งเสริมกลุ่มรายได้สูงที่กำลังเติบโต ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ แรงกระตุ้นทางการคลังจากเม็ดเงินลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนในปี 2570 และการเจรจาการค้าภายใต้ข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ
ทั้งนี้ หากไทยไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันสินค้าล้นตลาดจากต่างประเทศ อาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในระยะยาว
หั่น GDP ไทยปี69 โต2.5% ม.หอการค้าไทย ชี้แรงหนุนลงทุน AI -Data Center
กกร.ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% เร่ง Data Center เชื่อมลงทุนต่างชาติ ฝ่าเศรษฐกิจ K-Shape
สภาพัฒน์ฯ ชี้ GDP Q2 โต 1.9% อานิสงส์ลงทุนเอกชน-ส่งออก ปรับเป้าทั้งปีขยายตัว 2.2%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
อุตสาหกรรม Data Storage
2026年9月17日,Kiatnakin Phatra金融集团对泰国经济进行了分析,指出尽管仍受地缘政治因素影响,但旅游业持续强劲增长,为泰国经济提供了显著支撑。此外,与全球人工智能(AI)资本支出周期相关的私营部门投资和出口增长也功不可没。Kiatnakin已将泰国2026年经济增长预期从之前的2.1%上调至2.5%,并将2027年经济增长预期从2.2%上调至2.7%。
Kiatnakin银行将GDP增长预测修正为2.5%,反映出投资周期和人工智能表明泰国经济将呈现K型复苏。
此次上调反映了泰国电子供应链的实力,特别是数据存储和人工智能基础设施组件行业,这些行业经历了快速增长和高全球需求,与大型数据中心投资的趋势相符。
然而,泰国整体经济显然正在进入K型复苏模式。部分行业正在增长,而基层经济和传统产业仍面临停滞,这反映出不同经济部门复苏的不平衡。
面临压力的传统行业包括汽车行业(正遭受向电动汽车转型带来的结构性冲击)、石化行业(面临区域内产能过剩的困境)以及中小企业和家电行业(受到进口商品的冲击)。这凸显了泰国企业竞争力面临的挑战。
Kiatnakin Phatra认为,尽管国际货币基金组织(IMF)将泰国列为全球四大人工智能相关产品出口国之一,但关键挑战在于如何确保人工智能投资的收益能够惠及泰国经济。他们建议政府和私营部门应紧急解决三个结构性问题。
这包括升级价值链。泰国目前仍处于组装阶段,高度依赖进口原材料,这意味着出口增长无法完全弥补机械和原材料进口的增加。此外,还需要利用投资资本。泰国的技术和数据中心投资大部分为外资所有。
尽管利润会汇回原籍国,但应为泰国企业创造参与供应链的机会,从而增加国内就业和收入循环。资源利用和基础设施,特别是人工智能(其耗电量和耗水量巨大),应进行监管。政府应将投资促进委员会(BOI)的投资激励措施与国内增值创造挂钩,并为清洁能源和闭环水循环系统的使用创造条件。
在货币政策方面,2026年的通胀预期已下调至1.8%,货币政策委员会(MPC)预计将维持政策利率至2027年底。这是因为通胀压力源于暂时性的成本上升,而信贷传导机制尚未完全发挥作用,且家庭正在努力减轻债务负担。
此时提高利率可能会给已经处于K型下行趋势的经济体带来更大压力,而不会提振高收入群体的增长。与此同时,值得关注的因素包括能源转型投资带来的财政刺激(预计将在2027年显现成效)以及与美国根据《加速转型协定》(ART)进行的贸易谈判。
未能采取明确措施防止进口商品供应过剩,可能会对泰国企业的竞争力及其在该地区的长期经济优势产生负面影响。
泰国商会大幅下调泰国2026年GDP增长预期至2.5%,并指出人工智能和数据中心领域的投资是关键驱动因素。
商务、工业和银行业联合常设委员会(JSCCIB)将2026年国内生产总值增长目标调整为2.1%-2.5%,加快数据中心发展以对接外资,克服K型经济格局。
国家经济和社会发展委员会(NESDC)指出,第二季度国内生产总值(GDP)增长1.9%,主要得益于私人投资和出口的增长。全年增长目标已下调至2.2%。
国际货币基金组织
数据存储行业