“ก้อย รัชวิน” เคยทุ่มทุกอย่างให้ลูกจนลืมดูแลตัวเอง 2 ปีเต็ม! เพราะอยากเป็นแม่ที่ดีที่สุด“Koi Ratchawin”曾全身心投入到孩子身上,整整两年都忽略了自己!因为她想成为最好的母亲。
ก้อย รัชวิน ยอมรับ 2 ปีแรกทุ่มให้ลูกจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง เครียดหนักจนกระทบน้ำนม ก่อนเรียนรู้ว่าความสุขของแม่คือหัวใจสำคัญ สิ่งเดียวที่อยากเห็นจากลูกคือการเติบโตอย่างมีความสุข

เปิดมุมมองการเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจของ "ก้อย รัชวิน" ผ่านรายการ "On the way with Chom" หลังเคยเครียดหนักจนน้ำนมไม่ไหล ยอมรับไม่มีเวลาให้ตัวเองถึง 2 ปีเต็ม และการเตรียมใจรับมือเมื่อลูกเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นและต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ย้ำชัดเป้าหมายสูงสุดในการเลี้ยงลูกไม่ใช่ความสำเร็จหรือความเก่ง แต่เป็นการได้เห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุขและปลอดภัยคือที่สุด
การเป็นคุณแม่แบบเต็มเวลา คิดว่าง่ายกว่าหรือยากกว่ากัน?
ก้อย รัชวิน : ก้อยว่าทั้งแม่ที่ทำงานเต็มเวลาและแม่ที่ต้องทำงาน ต่างมีภาระหน้าที่เหมือนๆ กัน และเหนื่อยเหมือนๆ กัน แต่ว่ามันอาจจะคนละบริบทมากกว่า คือเราอยู่กับลูก 100% บางทีก็รู้สึกว่าต้องรับมือกับลูก ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ทุกอย่าง แต่คนที่ออกไปทำงานเขายังต้องไปเจอแรงกดดันในที่ทำงาน สังคมข้างนอก เจอความรับผิดชอบที่นอกเหนือจากเรื่องในบ้าน และเขาต้องทำสองอย่างพร้อมกัน มีความกดดันและความเหนื่อยที่แตกต่างจากแม่แบบเต็มเวลา อาจจะโอเคฉันได้มุ่งเน้นกับการเลี้ยงลูกแบบเต็มที่ แต่มันก็จะมีพลังงานที่อยู่กับลูกทั้งวันเลย เราอาจจะไม่ค่อยได้มีสังคมหรือดูว่าโลกภายนอกเขาทำอะไรยังไง
ถามว่ายากง่ายแตกต่างกันไหม ก้อยก็ว่าแม่ทุกคนทุ่มเท แล้วก็ต่างเสียสละไม่แพ้กัน ช่วง 2 ปีแรกที่เหมือนเราเลี้ยงลูก 100% แล้วไม่ได้ออกไปไหนเลย แทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเอง พอลูกเข้าโรงเรียนแล้วข้างๆ โรงเรียนทะเลเป็นยิม ส่งลูกเสร็จเราก็บอกว่าเดี๋ยวขอเข้ายิมก่อนที่จะกลับไปหาตัวเล็กที่บ้าน ได้ออกกำลังกายสักหนึ่งชั่วโมง ฟินมาก บางทีก็อยู่ไปสัก 2 ชั่วโมง ให้ร่างกายมันได้ตื่นตัว มีพลังงาน หรือบางทีเราได้ปล่อยพลังงานที่มันอัดแน่นอยู่ในตัวออกมาผ่านทางการออกกำลังกาย มันก็ทำให้รู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไปบ้าง ก้อยก็ว่าแม่ทุกคนควรจะมีเวลาพัก และมีเวลาของตัวเองบ้าง
เรื่องไหนที่เราซีเรียสมากๆ ตอนเป็นคุณแม่มือใหม่ มองย้อนกลับไปแล้วคิดเยอะไปเอง?
ก้อย รัชวิน : เรื่องให้นมค่ะ ช่วงที่ก้อยคลอดลูกคนแรก มันคือช่วงโควิด-19 แล้วก็เราไม่มีประสบการณ์ของการเลี้ยงลูกเลย คือไม่มีใครมาบอกเลยว่า การให้นมคือเรื่องใหญ่มาก คือเข้าใจว่า เป็นแม่ก็ให้นมตามปกติ แต่ไม่รู้เลยว่าการให้นม กรรมวิธีการผลิตนมนั้นมันจะมีผลต่อฮอร์โมน ร่างกาย และชีวิตจิตใจเรายังไงบ้าง และตอนนั้นคือก้อยอยู่ที่ภูเก็ต ห่างจากครอบครัวเลย ช่วงแรกคืองงมาก ต้องหาพยาบาลมาอยู่ที่บ้าน เพื่อที่จะช่วยเราว่าเราจะต้องทำยังไง เพราะเราเป็นคุณแม่มือใหม่ เราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ตะกุกตะกัก ลูกต้องให้นมด้วยวิธีไหน น้ำนมมาหรือยัง
ตอนนั้นจะมีทางเลือกว่าจะเข้าเต้าหรือว่าจะปั๊มนม เหมือนหาจุดพอดีของตัวเองไม่เจอ ได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง ผลปรากฏคือเหนื่อยมาก นอนน้อยมากๆ ก็รู้สึกว่าเราเครียด พอยิ่งเครียด น้ำนมมันยิ่งไม่มา คุณหมอบอกอย่าไปเครียด มันเป็นคำที่พูดง่ายแต่มันยากมากที่จะทำ การที่จะเป็นคุณแม่ที่มีความสุข ถ้าแม่มีความสุข นมมันก็จะไหลสะดวก จนผ่านเวลามาสักพักหนึ่ง กว่าที่เราจะเริ่มปรับตัวได้ และเข้าใจกลไกของมัน พอเราหาจุดที่มันสมดุลได้ น้ำนมก็เริ่มมา เราก็มีความสุข พอเราไม่ได้เอาใจไปเค้นกับมันมาก ว่ามันจะต้องมาแบบนั้นแบบนี้ มันก็เริ่มดีขึ้น อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลที่สุดในช่วงการมีลูกคนแรกค่ะ
ทำอาหารให้ลูกเองไหม?
ก้อย รัชวิน : ช่วงแรก ๆ ถ้าเป็นลูกคนแรกมีทำบ้างค่ะ แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าไม่ใช่คนที่ทำอาหารเก่ง แต่เราเป็นคนศึกษาเก่ง เป็นคนชอบอ่าน ชอบโภชนาการ ต้องกินอันนั้นอันนี้ ลูกวัยนี้ควรจะกินอาหารแบบนี้ เราก็จะเลือกวัตถุดิบหรือเลือกสารอาหารที่มันเหมาะสมให้กับลูกในแต่ละช่วงวัย แต่ที่สำคัญเลยคือ 5 หมู่ ต้องมีโปรตีน แร่ธาตุ คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ต้องครบ แต่พอถึงวัยหนึ่ง เขาจะเริ่มเลือก เขาจะเริ่มรู้แล้วว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่กับน้องจะไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเรารู้แล้วว่าถ้าลูกไม่ชอบกินสิ่งนี้ เราจะหาสารอาหารที่มันมาทดแทนให้ลูกได้อย่างไรบ้าง ก็ต้องไปศึกษาว่าถ้าไม่ได้โปรตีนจากสัตว์ ก็ต้องได้โปรตีนจากพืช
ก้อย รัชวิน : ก็ประมาณปีกว่าเลยค่ะ ทั้งคู่เลย
มีปัญหาเรื่องขนมหวานไหม บ้านนี้ตามใจลูกไหม?
ก้อย รัชวิน: เรารู้อยู่แล้วว่าน้ำตาลมันไม่ดี แต่ว่าเด็กกินไปมันไม่ได้ส่งผลในวันนี้ แต่มันสะสมในร่างกายไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าถามตัวก้อยเอง จะเรียกว่าเข้มงวดขนาดนั้นไหมก็ไม่ถึงขั้นนั้น แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะให้มากกว่า อย่างสมมุติว่าเราให้ลูกกินไอศกรีมทุกวัน ลูกจะรู้สึกว่ามันเป็นนิสัยที่จะต้องได้กินไอศกรีมทุกวันเป็นกิจวัตร ก็เลยคุยกับสามีว่าเราให้ได้ แต่ให้เป็นโอกาสเป็นรางวัลไหม หรือถ้าเรารู้ว่าน้ำตาลจากไอศกรีมมันหวานมาก เราเปลี่ยนเป็นทำไอศกรีมแท่งเอง เอาผลไม้ไปปั่นแล้วแช่แข็งให้เขา ทำเป็นไอศกรีมแท่งให้เขากิน ก็คือหาวิธีไปไม่ได้อยากให้เขาติดหวาน แต่ถามว่าถึงขั้นห้ามเลยไหม ตอนเด็กเราก็ชอบเหมือนกัน ก็พยายามสร้างความสมดุลค่ะ แต่สามีก็จะตามใจ เพราะรู้ว่าการให้ไอศกรีมลูกจะได้ความรัก ได้อ้อมกอดจากลูก อยากจะทำให้ลูกมีความสุข เราเห็นแล้วเราก็ดุ แต่มันเป็นความสุขของเขาและความสุขของลูกด้วย บางทีเราก็ต้องปล่อย และพยายามให้มันพอดีกันค่ะ
ถ้าพ่อทนไม่ได้เวลาเห็นลูกอยากได้ของ แต่ถ้าแม่คิดว่ายังไม่ควรให้ คุยกันยังไง?
ก้อย รัชวิน: คุยเลยค่ะ แบบผู้ใหญ่คุยกันเล่าให้ฟัง สมมติว่าทะเลเขาจะชอบเครื่องบิน และบางทีเครื่องบินที่บ้านมันก็เยอะมากๆ แล้ว เราก็จะบอกเขาว่า เดี๋ยวรอวันเกิดไหม อันนี้เรามีแล้วนะ มันจะมีอยู่ช่วงเทศกาลหนึ่งที่เขาจะได้ของเล่นเยอะมาก พอผ่านไปเขาก็จะอยากได้อีก เพราะรู้สึกว่าเขาได้มาตลอด เราก็จะรู้สึกว่าไม่อยากให้เขารู้สึกว่าของเหล่านี้มันได้มาง่ายๆ อยากให้เขาเห็นคุณค่าของของเล่นแต่ละชิ้น
ย้อนนึกถึงตัวเราเองในสมัยเด็ก กว่าจะได้ของเล่นแต่ละชิ้น รู้สึกหวงแหนและรักษาอย่างดี ก็อยากให้ลูกรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ไม่ได้อยากให้เขาเล่นแล้วก็ทิ้ง และได้ของใหม่ตลอด เพราะฉะนั้นจะบอกลูกว่า วันนี้ไม่ได้จริงๆ ถ้าร้องไห้ ปล่อยให้ร้องไปเลย แม่รู้ว่าลูกเสียใจ แต่วันนี้ไม่ได้ เพราะอะไรก็เล่าให้ฟังไปเขาอาจจะยังไม่เข้าใจในวันนี้ แต่ก้อยเชื่อว่ามันซึมเข้าสมองเขา แล้วพอเรากอดเขา แล้วบอกว่า “โอเค เดี๋ยววันนี้เรากลับบ้านกันนะไม่เป็นไร แล้ววันหลังค่อยมาใหม่ หรือไม่ก็รอวันเกิดนะ พี่ทะเลถ้าอยากได้อะไรให้เขียนไว้ก่อน” แล้วอาจจะมีข้อตกลงเล็กๆ ว่าถ้าทำสิ่งนี้ได้ จะได้รับสิ่งนี้
ความท้าทายสำหรับคนที่มีลูกมากกว่า 1 คน การให้ทั้งความรักและความยุติธรรม บาลานซ์เรื่องนี้อย่างไร?
ก้อย รัชวิน: ด้วยความที่ก้อยมีพี่น้องมาตั้งแต่เด็กมีพี่ชาย เราเป็นน้องมาก่อน เลยค่อนข้างจะเข้าใจวิถีของแม่ ตอนเด็กๆ จะรู้สึกว่า แม่รักลูกไม่เท่ากันหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ มันคือใครน่าเป็นห่วงกว่ากัน จะมีลูกบางคนที่เรารู้สึกว่าคนนี้น่าเป็นห่วงจัง แต่คนนี้เขาช่วยตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ในแง่ของความรู้สึก ด้วยความที่เป็นเด็กเล็กแน่นอนว่าเขาก็ต้องการความรักทั้งคู่ มันอยู่ที่การเลี้ยงดูของเรา อยู่ที่มุมมองความคิดของเราว่าจะเลี้ยงให้เขารักกันอย่างไร อันนี้ก้อยว่ามันก็ยากเหมือนกัน
ไม่ใช่แค่การแบ่งความรักให้ลูก เพราะอย่างไรแม่ทุกคนก็รักลูกอยู่แล้ว แต่เราจะต้องมุ่งเน้นใครที่ดูน่าเป็นห่วงมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้อีกคนอาจจะรู้สึกโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งหนึ่งที่พยายามทำให้ลูกทั้งสองคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระหว่างความเป็นผู้ชายกับความเป็นผู้หญิง ก็คือการเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเพราะเป็นพี่เกิดก่อนจะต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเพราะฉันเป็นน้อง เด็กกว่า เลยมีอภิสิทธิ์ ไม่อยากเอาการเกิดก่อนเกิดหลังมาเป็นจุดที่ทำให้เขาไม่เท่าเทียมกัน ยังไม่เห็นผลในวันนี้หรอกแต่เชื่อว่าสิ่งที่เราสร้างในวันนี้ มันไม่ได้สร้างแค่เด็กคนหนึ่งที่มีความสุข แต่เรากำลังสร้างผู้ใหญ่ที่จะโตเป็นคนที่ดีในสังคม เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
ประโยคไหนที่เราพูดกับลูกบ่อย ๆ เพื่อให้เขารู้ว่าเรารัก?
ก้อย รัชวิน : ทุกคืนก็จะกอดน้องนอนด้วยกัน ก็จะบอกว่า “แม่รักทะเลนะครับ แม่รักเวลานะคะ คุณคือชีวิต คือดวงใจ คือทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ You are my life, my soul, my everything” จะพูดประโยคนี้กับเขาทุกวัน (น้ำตาคลอ)
ชมพู่ อารยา : “เป็นแก้วตาดวงใจของแม่นะลูก” อันนี้คือคำที่พี่พูดทุกวัน เขาจะชอบเวลาได้ยินคำว่าแก้วตาดวงใจ ลูกแปลไม่ออกหรอกว่าคืออะไร แต่พอโตขึ้นจะเข้าใจว่า Don't mess up
การเป็นแม่อะไรยากที่สุด?
ก้อย รัชวิน: รู้สึกว่าทุกวันมีอะไรให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม การที่เราต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับเขา และเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา มันเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ความรักความผูกพันที่เราให้เขาไปทุกวัน อยากให้สิ่งนี้คงอยู่กับเขาไป ไม่ว่าเขาจะโตเป็นหนุ่ม แต่งงาน มีลูก มีครอบครัวของตัวเอง หรือในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ทุกคนมักจะบอกว่า เดี๋ยวพอเป็นวัยรุ่นเขาจะไม่เอาพ่อแม่ เราคิดตลอดเลยว่าตอนเด็กเรารักกัน สนิทกันขนาดนี้ มันจะมีสักวันเลยหรือที่อยู่ ๆ ลูกจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่เราไม่รู้จัก ได้ยินเรื่องนี้มาเยอะมาก ขณะเดียวกันก้อยก็เตรียมใจนะ
ถ้ามองข้ามเรื่องความเก่ง ความสำเร็จต่าง ๆ สิ่งที่อยากเห็นในชีวิตลูกคืออะไร?
ก้อย รัชวิน : เอาแค่ทุกวันนี้เลย เชื่อว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ณ เวลานี้คืออยากเห็นเขาเติบโตอย่างมีความสุขทุกวัน มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะทุกวัน กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นมามีพลัง สุขภาพกายดี สุขภาพใจดี มีความสุขในการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคนเป็นแม่
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม
女演员柯伊·拉查温在节目《与Chom一起上路》中分享了她的育儿心得,讲述了她过去因压力过大而导致母乳停止分泌的经历。她坦言自己曾整整两年没有时间照顾自己,并探讨了如何帮助孩子度过青春期,以及他们未来独立生活所面临的挑战。她强调,她为人父母的最终目标并非追求成功或智力,而是希望看到孩子们幸福平安地成长。
做全职妈妈是更容易还是更难?
Koy Ratchawin:我认为全职工作的母亲和兼职工作的母亲承担着类似的责任,也同样会感到疲惫。然而,这可能更多地取决于她们所处的环境。当我们百分百陪伴孩子时,有时会觉得必须处理他们的情绪、感受、行为——所有的一切。但那些外出工作的女性不仅要面对工作压力,还要面对来自社会的压力以及家庭以外的责任。她们必须同时兼顾两件事,因此承受的压力和疲惫程度与全职母亲有所不同。例如,全职母亲或许可以全身心投入到养育孩子中,但她们的精力几乎都集中在孩子身上。她们可能缺乏社交互动,也无暇顾及外界正在发生的事情。
当被问及育儿的难易程度是否有所不同时,Koy表示,所有母亲都同样尽心尽力,做出同样的牺牲。头两年,她们几乎把所有时间都投入到育儿中,很少外出。她们几乎没有自己的时间。孩子上学后,学校旁边海边就有一家健身房。送完孩子后,她们会说:“我先去健身房锻炼一下,然后再回家看孩子。” 锻炼一个小时感觉棒极了。有时她们会待上两个小时,让身体彻底放松,恢复活力。这是一种通过运动释放积压能量的方式。Koy认为,每位母亲都应该有休息和属于自己的时间。
作为新手妈妈,我们曾经非常重视哪些事情?现在回想起来,我们是不是想得太多了?
Koy Ratchawin:关于母乳喂养,我生第一个孩子的时候正值新冠疫情期间,我没有任何育儿经验。没人告诉我母乳喂养有多重要。我当时觉得,作为母亲,我会像平常一样进行母乳喂养,但我不知道母乳喂养,也就是泌乳的过程,会对我的激素水平、身体和心理健康产生怎样的影响。那时我在普吉岛,离家很远。一开始,我非常迷茫。因为我是新手妈妈,所以我不得不请一位护士到家里来帮我,指导我该怎么做。我真的什么都不懂。我笨手笨脚的,不知道该怎么给宝宝喂奶,也不知道我的奶水是不是已经来了。
那时候,我只能选择直接母乳喂养或吸奶,却始终找不到适合自己的平衡点。我每天只睡三个小时左右,导致极度疲惫,睡眠严重不足。我感到压力很大,压力越大,奶水就越少。医生告诉我不要紧张,说起来容易做起来难。要成为一位快乐的妈妈,妈妈心情好,奶水自然就会流出来。我花了一段时间才开始适应并了解其中的机制。一旦找到平衡点,奶水就开始来了,我也感到很开心。当我不再强迫自己以某种方式分泌乳汁时,一切都变得容易了。这大概是我生第一个孩子时最难熬的部分了。
你亲自给孩子做饭吗?
Koy Ratchawin:刚开始,生第一个孩子的时候,我确实会做一些饭菜,但说实话,我的厨艺并不精湛。不过,我擅长做研究;我喜欢阅读,也对营养学很感兴趣。我知道不同年龄段的孩子应该吃什么,所以我会根据他们每个发育阶段的特点来选择合适的食材和营养素。最重要的是,他们需要摄入五大类食物:蛋白质、矿物质、碳水化合物和维生素。但随着孩子长大,他们开始有自己的选择;他们会逐渐了解自己喜欢什么,不喜欢什么。兄弟姐妹的口味各不相同,但至少我们知道该如何替换他们不喜欢的食物。我们还需要研究如何从动物或植物以外的来源获取蛋白质。
Koy Ratchawin:对他们两个人来说,已经过去一年半左右了。
是不是甜食太多了?这个家庭的孩子是不是被宠坏了?
Koy Ratchawin:我们都知道糖不好,但孩子吃糖不会立刻产生影响,而是会在体内慢慢积累。所以,如果你问我,这算严格吗?倒也不是极端,但我知道什么时候该给他们一些甜食。比如,如果我们每天都让孩子吃冰淇淋,他们就会觉得每天吃冰淇淋是一种习惯。所以我跟我丈夫商量,我们可以给他们吃冰淇淋,但只能在特殊场合或者作为奖励。或者,如果我们知道冰淇淋很甜,我们会自己做冰淇淋冰棒。我们会把水果打成泥,冷冻起来,做成冰棒给他们吃。我们正在寻找替代方案;我们不想让他们对甜食上瘾。但我们会完全禁止他们吃甜食吗?我小时候也喜欢吃。我们努力找到一个平衡点。但我丈夫总是纵容他们,因为他知道给他们冰淇淋能让他们得到爱和拥抱。他想让他们开心。我看到后会责备他,但这既是他的快乐,也是我们孩子的快乐。有时候我们不得不放手,努力找到一个合适的平衡点。
如果父亲看到孩子想要某样东西而无法忍受,但母亲认为时机未到,他们应该如何沟通?
科伊·拉查温:我们会像大人聊天一样谈论这件事,分享彼此的故事。比如,他喜欢飞机,而我们家里已经有很多飞机玩具了。我们会跟他说:“要不等到他生日再买吧?到时候我们有了。” 在某些节日期间,他会收到很多玩具。之后,他就会想要更多,因为他觉得玩具总是唾手可得。我们希望他懂得珍惜每一个玩具,因为我们不想让他觉得这些东西来得太容易。
回想我们小时候,每件玩具都来之不易。我们珍惜它们,爱惜它们,我也希望我的孩子能有同样的感受。我不希望他们玩了一会儿就扔掉,然后不断地买新的。所以,我会告诉我的孩子:“不行,今天不行。”如果他们哭了,我会让他们哭。我知道他们难过,但今天不行。我会解释原因。他们今天可能还不明白,但我相信他们会慢慢理解的。然后,我会拥抱他们,说:“好吧,我们今天回家吧,没关系。我们下次再试试,或者等到你的生日。如果你想要什么,先写下来。”也许我们可以约定,如果他们这样做,就能得到那样的奖励。
对于拥有多个孩子的家庭来说,面临的挑战是如何平衡爱与公平?
Koy Ratchawin:因为我从小就有兄弟姐妹——我有一个哥哥,我是老幺——所以我很理解我母亲的想法。小时候,我常常想,母亲是不是对孩子们的爱不一样。但最终,并不是这样。关键在于谁更让人操心。也许有些孩子,我觉得其中一个更让人担心,但另一个却能照顾好自己。但在情感上,年幼的孩子们肯定需要父母双方的爱。这取决于我们的成长环境、我们的视角,以及我们如何教育他们彼此相爱。我认为这同样很难。
这不仅仅是分配孩子之间的爱,因为每位母亲都爱自己的孩子。相反,我们需要关注的是,谁看起来更脆弱,这可能会在无意识中影响到另一个孩子。为了确保男孩和女孩能够和平共处,我们努力的目标之一是让他们彼此尊重对方的权利。我们不希望他们觉得因为自己是哥哥姐姐就能得到某些东西,也不希望他们觉得因为自己是弟弟妹妹就能享有特权。我们不希望出生日期成为不平等的根源。我们或许今天看不到成效,但我们相信,我们今天所做的,不仅仅是培养一个快乐的孩子,更是一个能够成为社会栋梁、理解社会规范、与他人和谐相处的成年人。
我们经常对孩子说哪些话来表达我们对他们的爱?
Koy Ratchawin:每天晚上我都抱着儿子,我们一起入睡。我告诉他:“妈妈爱大海,妈妈爱时间。你就是我的生命,我的灵魂,我的一切。”我每天都这样对他说。(眼眶湿润)
Chompoo Araya:“你是我的掌上明珠,我的孩子。” 我每天都这么说。他们很喜欢听“掌上明珠”这句话。起初他们不明白这句话的意思,但长大后,他们就会明白它的意思是“别犯错”。
做母亲最难的是什么?
Koy Ratchawin:我觉得每天都有新东西要学,一切都在变化。要和他一起适应和学习,感觉永无止境。我们每天给予他的爱和纽带,我希望它能永远持续下去,无论他长大成人、结婚生子、组建自己的家庭,还是经历那个关键的青春期——每个人都说“孩子一到青春期就不需要父母了”。我总是想,我们小时候那么相爱,那么亲密,会不会有一天我的孩子突然变成一个我完全认不出的人?我听过很多这样的说法。与此同时,我也在为此做好准备。
如果抛开天赋和成就不谈,你希望在孩子的生活中看到什么?
Koy Ratchawin:让我们专注于当下。我相信现在才是最重要的。此刻,我只想看到他们每天快乐成长,每天都笑容满面、开怀大笑,吃得好,睡得好,每天醒来都精力充沛,拥有良好的身心健康,并且每天都能从学习新事物中获得乐趣。作为母亲,这就是我全部的愿望。
点击阅读更多娱乐新闻。