จับตา FTSE ปรับน้ำหนัก เงินต่างชาติไหลเข้า-ออกคึกคัก ปัจจัยบวกรอเพียบ ลุ้น SET ไป 1,600 จุด密切关注富时指数的权重调整;预计外资流入和流出活跃,且未来诸多利好因素即将显现。我们希望SET指数能够达到1600点。
FTSE ปรับน้ำหนักดัชนีมีผล 18 ก.ย. คาดเงินต่างชาติไหลเข้า-ออกคึกคัก หนุนวอลุ่ม SET ผสานปัจจัยบวกนโยบายรัฐ-ตลาดโลก ลุ้นทะลุ 1,600 จุด โบรกฯ ชี้แม้ปีนี้บวกแรง 25.7% แต่ยังมีหุ้น Laggard น่าเก็บ

# FTSE Global Equity Index Series
# การปรับน้ำหนักดัชนี
สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72
FTSE ปรับน้ำหนักดัชนีมีผล 18 ก.ย. คาดเงินต่างชาติไหลเข้า-ออกคึกคัก หนุนวอลุ่ม SET ผสานปัจจัยบวกนโยบายรัฐ-ตลาดโลก ลุ้นทะลุ 1,600 จุด โบรกฯ ชี้แม้ปีนี้บวกแรง 25.7% แต่ยังมีหุ้น Laggard น่าเก็บ
BOI to IPO ผสานแรง 3 หน่วยงาน เข็น ”ของดี“ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปลายปี 2570 เห็นแน่!
ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นคือการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Global Equity Index Series ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดของวันที่ 18 กันยายน 2569
การปรับสมดุลพอร์ตของกองทุนต่างชาติตามดัชนีระดับโลกในลักษณะนี้ มักส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในวันที่มีผลบังคับใช้ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คาดว่าจะสร้างสีสันให้กับตลาดหุ้นไทย
FTSE Global Equity Index คืออะไร ทำไมกองทุนต่างชาติถึงต้องรีบาลานซ์
FTSE Global Equity Index Series (FTSE GEIS) เป็นชุดดัชนีหุ้นระดับโลกที่จัดทำโดย FTSE Russell ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการดัชนีในเครือ London Stock Exchange Group (LSEG) โดยดัชนีนี้ครอบคลุมหุ้นในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
คิดเป็นสัดส่วนราว 98% ของมูลค่าตลาดหุ้นที่ลงทุนได้ทั่วโลก และมีเม็ดเงินกองทุนทั่วโลกอ้างอิงกับดัชนีตระกูล FTSE Russell รวมมูลค่าสูงถึงราว 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
จุดเด่นของ FTSE GEIS คือการจัดกลุ่มหุ้นตามขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด แบ่งเป็น Large Cap (หุ้นขนาดใหญ่), Mid Cap (หุ้นขนาดกลาง), Small Cap (หุ้นขนาดเล็ก) และ Micro Cap (หุ้นขนาดจิ๋ว)
โดย FTSE Russell จะทำการทบทวนและปรับองค์ประกอบของดัชนีเป็นระยะ ทั้งแบบรายไตรมาสและแบบรอบครึ่งปี เพื่อให้ดัชนีสะท้อนสภาพตลาดที่แท้จริงอยู่เสมอ
เนื่องจากกองทุนประเภท Passive Fund หรือกองทุนดัชนีทั่วโลกจำนวนมากลงทุนโดยอ้างอิงตามน้ำหนักของ FTSE GEIS โดยตรง เมื่อใดที่มีการประกาศปรับเปลี่ยนองค์ประกอบหรือย้ายกลุ่มหุ้น
กองทุนเหล่านี้จึงจำเป็นต้องซื้อหรือขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดัชนีใหม่ในทันทีที่การเปลี่ยนแปลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งนี่คือที่มาของคำว่า "Rebalance" ที่มักทำให้เกิดแรงซื้อ-ขายกระจุกตัวหนาแน่นในหุ้นที่ถูกปรับเปลี่ยน
สำหรับรอบนี้มีการทบทวนดัชนีรอบครึ่งปี (Semi-Annual Review) ในภูมิภาค Asia Pacific ex Japan ex China ซึ่งรวมประเทศไทยอยู่ในนั้น การเปลี่ยนแปลงจะมีผล ณ ราคาปิดวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 และเริ่มมีผลซื้อขายจริงเช้าวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ดังนี้
กลุ่ม Large Cap หลุดออก: CPN ปรับลดชั้นไปอยู่กลุ่ม Mid Cap
หลุดออก: CPN ปรับลดชั้นไปอยู่กลุ่ม Mid Cap
กลุ่ม Mid Cap หลุดออก: BTS, LH, SCCC, TU ปรับลดชั้นไปอยู่กลุ่ม Small Cap ทั้งหมด
หลุดออก: BTS, LH, SCCC, TU ปรับลดชั้นไปอยู่กลุ่ม Small Cap ทั้งหมด
กลุ่ม Small Cap เข้าใหม่: FTREIT, THAI
เข้าใหม่: FTREIT, THAI
หลุดออก: BLAND, SPCG, TPIPP
เทียบเคียงกับ MSCI Rebalance ครั้งก่อน ชี้วอลุ่มพุ่งได้จริง
แม้จะมีหุ้นที่ถูกถอดออกหรือลดชั้นมากกว่าหุ้นที่เข้าใหม่ในรอบนี้ แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญไม่ใช่จำนวนหุ้นเข้า-ออก แต่เป็นปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว จากกองทุนต่างชาติที่ต้องปรับพอร์ตให้ตรงตามดัชนีใหม่ ไม่ว่าหุ้นตัวนั้นจะถูกปรับเข้าหรือออกก็ตาม
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส จำกัด ได้นำข้อมูลย้อนหลังมาเทียบเคียง โดยอ้างอิงจากวันที่มีการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
พบว่ามูลค่าการซื้อขายของตลาดในวันดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติราว 9 พันล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงมีความคาดหวังว่าในวันนี้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับความคึกคักและปริมาณการทำรายการที่หนาแน่นขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวานนี้ได้รับแรงหนุนจากความกังวลที่ผ่อนคลายลง จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโลก ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นว่าเฟดยังคุมเงินเฟ้อได้ และสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ยังไม่เร่งตัวก่อนการประชุมผู้นำในวันที่ 24 กันยายนนี้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยมีความหวังเชิงบวกจากการผลักดันนโยบายภาครัฐและการต่างประเทศหลายด้าน โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ออกไปอีก 2 เดือน
ขณะเดียวกันยังมีการเจรจาประเด็นภาษีระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 17-18 กันยายน และการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรีเพื่อร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 81 ในวันที่ 24 กันยายนนี้
ด้วยปัจจัยบวกที่ประดังเข้ามาพร้อมกันทั้งจากนโยบายภาครัฐและเม็ดเงินจากการจัดพอร์ตลงทุนของต่างชาติ ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส จำกัด จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเปิดบวกได้ในวันนี้ โดยประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ระดับ 1,600 จุด
แม้ SET ปรับขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปี แต่ยังมีกลุ่ม "ตกขบวน"
หากมองภาพรวมทั้งปี ข้อมูลราคาดัชนี SET ล่าสุด ณ วันที่ 17 กันยายน 2569 ปิดที่ระดับ 1,583.34 จุด เพิ่มขึ้นถึง 323.67 จุด หรือคิดเป็น 25.69% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่แข็งแกร่งกว่าดัชนีสำคัญหลายแห่งทั่วโลก
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายกลุ่มอุตสาหกรรมม กลับพบว่ายังมีหลายกลุ่มที่ผลตอบแทนตามหลังตลาดอยู่มาก (Laggard) ทั้งที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4
โดยประเมินว่าโค้งสุดท้ายของปีนี้เป็นจังหวะที่นักลงทุนอาจสะสมหุ้นกลุ่ม Laggard เพื่อลุ้นโอกาส Catch-up Trade โดยชูกลุ่มเด่น 5 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มท่องเที่ยว (ผลตอบแทน YTD +8.4%) นำโดย AOT, THAI, CENTEL และ ERW ซึ่งไตรมาส 4 ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของปี
กลุ่มการแพทย์ (ผลตอบแทน YTD +7.6%) นำโดย BDMS, BH, BCH และ PR9 ที่มักโดดเด่นช่วงปลายปีจากโรคตามฤดูกาลและการตรวจสุขภาพประจำปี
กลุ่มการเงิน (ผลตอบแทน YTD +7.3%) นำโดย MTC, TIDLOR, KTC และ AEONTS ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
กลุ่มค้าปลีก (ผลตอบแทน YTD +6.8%) นำโดย CRC, BJC, COM7, CPALL และ CPAXT ที่ได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลปลายปี
กลุ่มสื่อสาร (ผลตอบแทน YTD +6.5%) นำโดย ADVANC, TRUE ที่เข้าสู่ฤดูกาลเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Selective Buy มากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด โดยเน้นเลือกหุ้นที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัว
ที่มา: บล.เอเซีย พลัส
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
# 富时全球股票指数系列
# 调整指数权重
如何教孩子理财?Sai Money Monster x 贤妻良母 Aom 倾情加盟 | 理财问题 第72期
富时指数将于9月18日起调整权重。预计活跃的外资流入和流出将提振SET指数的交易量。在积极的政府政策和全球市场因素的共同作用下,SET指数有望突破1600点。经纪商指出,尽管今年SET指数已强劲上涨25.7%,但仍有一些表现落后的股票值得投资。
泰国投资促进委员会(BOI)将整合三大机构的优势,推动优质公司在泰国股市上市。预计将于2027年底前实现!
泰国股市目前有一个投资者需要密切关注的关键因素:富时全球股票指数系列的再平衡调整,该调整将于 2026 年 9 月 18 日的收盘价生效。
外国基金根据全球指数进行此类投资组合再平衡通常会导致生效日交易量大幅增加,这也被认为是活跃泰国股市的另一个因素。
富时全球股票指数是什么?为什么外国基金需要进行再平衡?
富时全球股票指数系列(FTSE GEIS)是由伦敦证券交易所集团(LSEG)旗下指数提供商富时罗素编制的一系列全球股票指数。该指数涵盖全球70多个国家的股票。
这约占全球可投资股票市场总价值的 98%,追踪富时罗素指数的全球基金投资组合总价值约为 20 万亿美元。
FTSE GEIS 的一个关键特点是按市值对股票进行分类,分为大盘股、中盘股、小盘股和微盘股。
富时罗素会定期审查和调整指数的构成,包括季度和半年一次的审查和调整,以确保指数始终反映真实的市场状况。
由于许多被动型基金或全球指数基金直接根据 FTSE GEIS 的权重进行投资,因此任何有关成分股构成变化或股票组别调整的公告都会引发变化。
因此,这些基金需要在指数调整生效后立即买卖股票,以调整其投资组合,使其与新指数保持一致。这就是“再平衡”一词的由来,而再平衡往往会导致被调整的股票出现集中买卖的压力。
本次调整包括对除日本和中国以外的亚太地区(含泰国)的半年一次的指数调整。调整将于2026年9月18日(星期五)收盘时生效,并于2026年9月21日(星期一)上午的交易时段开始生效,具体如下:
大型股组下调:CPN被下调至中型股组。
下调:CPN被降级为中型市值股票类别。
中型股下跌:BTS、LH、SCCC 和 TU 均被下调至小型股组。
下调:BTS、LH、SCCC 和 TU 均已下调至小盘股组。
新晋小型房地产投资信托基金(REIT)参与者:FTREIT、泰国
新品到货:FTREIT,泰国
发布者:BLAND、SPCG、TPIPP
与之前的MSCI再平衡相比,这表明成交量确实有所增加。
尽管本轮退市或降级的股票数量多于新增股票,但市场关注的焦点并非新增或移除的股票数量,而是当日同时发生的交易量。这是因为外国基金为了与新指数保持一致,无论具体股票是被纳入还是移除,都会调整其投资组合。
亚洲证券有限公司的研究部门参考MSCI指数2026年8月31日的再平衡日期,利用历史数据评估了潜在的影响。
当日市场交易额较正常水平增加了约90亿泰铢。因此,预计今日泰国股市将呈现类似的活跃态势,并吸引更多外国投资者进行交易。
然而,受原油价格下跌缓解全球通胀压力、美国债券市场反弹反映出市场对美联储仍在控制通胀的信心以及美中贸易战在9月24日领导人会议前没有升级等因素的提振,全球股市昨日受到提振。
此外,泰国经济也因政府和外交政策的各项举措而呈现积极态势。财政部正准备于9月22日向内阁提议将“泰援泰加强版”经济刺激计划延长两个月。
与此同时,泰国和美国政府代表将于9月17日至18日举行税务谈判,总理将于9月24日访问美国,出席第81届联合国大会。
由于政府政策和外国投资组合多元化等积极因素同时出现,Asia Plus Securities Research 认为泰国股市今天有机会高开,预计第一个阻力位在 1600 点。
尽管SET指数自年初以来大幅上涨,但仍有一些群体“错失了良机”。
从全年整体来看,截至2026年9月17日,SET指数收于1583.34点,较年初上涨323.67点,涨幅达25.69%。这一涨幅超过了全球许多主要股指。
然而,深入分析各个行业板块后发现,即使第四季度即将进入旺季,一些行业的回报率仍然明显落后于市场。
据估计,今年最后一个季度将是投资者买入落后股票以抓住追赶机会的良机。以下重点关注五个关键行业:
旅游业(年初至今回报率 +8.4%)由 AOT、THAI、CENTEL 和 ERW 领衔,第四季度是一年中最关键的旅游旺季。
医疗保健行业(年初至今回报率 +7.6%)由 BDMS、BH、BCH 和 PR9 领衔,由于季节性疾病和年度健康检查,这些公司通常在年底占据主导地位。
金融板块(年初至今回报率 +7.3%)由 MTC、TIDLOR、KTC 和 AEONTS 领衔,随着经济活动的增加,这些公司有复苏的潜力。
零售业(年初至今回报率 +6.8%)由 CRC、BJC、COM7、CPALL 和 CPAXT 领衔,这些公司受益于年末节日消费的推动。
电信行业(年初至今回报率 +6.5%)由 ADVANC 和 TRUE 领衔,这两家公司正进入新智能手机发布季。
亚洲证券研究建议采用选择性买入策略,而不是追逐整个市场,而是专注于选择具有特定驱动因素的股票。
资料来源:亚洲证券。
通过 Thairath Money 阅读股票和投资新闻,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/investment
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney