ตลาดหุ้นไทยยังมี Hidden Gems? เปิดมุมมอง “ของดี” ที่นักลงทุนอาจยังมองไม่เห็น泰国股市是否仍有隐藏的宝藏?揭开投资者可能尚未发现的“好交易”。
สรุปเวที The Hidden Gems ถือหุ้นไทยแล้วมันไม่เท่? ตามหา “ของดี” ที่ยังไม่มีใครเห็น จากงาน Money Fest 2026 เมื่อเกมกำลังเปลี่ยน เราจะอยู่ในเกมการลงทุนนี้ได้อย่างไร

# The Hidden Gems : ถือหุ้นไทยแล้วมันไม่เท่? ตามหาของดีที่ยังไม่มีใครเห็น
# ประกิต สิริวัฒนเกตุ
# เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ
สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72
จับตา FTSE ปรับน้ำหนัก เงินต่างชาติไหลเข้า-ออกคึกคัก ปัจจัยบวกรอเพียบ ลุ้น SET ไป 1,600 จุด
ในวันที่สายตาของนักลงทุนไทยจับจ้องไปยังหุ้นต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ จีน หรือหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนด้วย AI อาจมองข้ามไปว่า “หุ้นไทย” ที่ยังมีของดีอยู่ อาจยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุน แม้ในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาทำผลงานได้โดดเด่น
โดย SET Index ให้ผลตอบแทนติดกลุ่มตลาดหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในโลก สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า หุ้นไทยอาจไม่ได้ “แย่” อย่างที่หลายคนมอง ท่ามกลางตลาดที่ถูกมองข้ามมานาน ยังมี “ของดี” หรือ Hidden Gems ซ่อนอยู่ตรงไหน?
ในเซสชัน “The Hidden Gems : ถือหุ้นไทยแล้วมันไม่เท่? ตามหาของดีที่ยังไม่มีใครเห็น” ในงาน MONEY FEST 2026 ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบมาวิเคราะห์ผ่านมุมมองของ “เชาว์ เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ” นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) และอดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ Thai VI และ “ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เพื่อเจาะลึกว่านักลงทุนรายจะใช้ความได้เปรียบในการลงทุนตลาดหุ้นไทยได้อย่างไร
หุ้นไทยไม่แย่ แต่อยู่ที่ “จังหวะ”
เฉลิมเดช มองว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นโลก จะพบว่าไม่มีตลาดใดดีตลอดเวลา ทุกตลาดล้วนมีช่วงขาขึ้นและขาลง โดยช่วงปี 2543-2553 หุ้นไทยเคยทำผลงานได้ดี ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหลังฟองสบู่ดอตคอมแตก ก่อนที่ทศวรรษถัดมาภาพจะสลับกัน เมื่อหุ้นไทยซบเซา ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เติบโตโดดเด่น
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตัดสินว่าตลาดใด “ดี” หรือ “แย่” จากผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องมองวัฏจักรให้ขาด เพราะช่วงเวลาที่ตลาดไม่เป็นที่สนใจ อาจเป็นช่วงที่มีโอกาสในการลงทุน หากสามารถหาบริษัทที่พื้นฐานยังดี แต่ราคาหุ้นถูกกดลงตามภาพรวมของตลาดได้
หัวใจของการลงทุนจึงไม่ได้อยู่ที่การซื้อสิ่งที่กำลังดี แต่คือการมองหาสิ่งที่กำลังแย่และมีโอกาสเปลี่ยนกลับมาเป็นดี หากนักลงทุนสามารถมองเห็นจุดเปลี่ยนก่อนตลาดได้ ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ขณะที่การซื้อสินทรัพย์เมื่อทุกคนเห็นว่าดีและกำลังได้รับความนิยม อาจทำให้ต้องจ่ายในราคาที่สูงขึ้น
ด้าน ประกิต ยกตัวอย่างว่า ช่วงหนึ่งเคยแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นไทย เพราะมองว่าตลาดยังมีความเสี่ยง แต่หลังจากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและราคาหุ้นปรับลงมาก มุมมองก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อ Valuation ของตลาดในเวลานั้นอยู่ในระดับต่ำ และหุ้นบางกลุ่มมี Dividend Yield ที่น่าสนใจ
ปัจจัยที่ทำให้ตลาดไทยกลับมาน่าสนใจในช่วงดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่รวมถึง “จุดเปลี่ยนทางการเมือง” ซึ่งในตลาดเกิดใหม่มักเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา เพราะ Valuation ของ SET ปรับขึ้นมาแล้ว หากมอง P/E ทั้งตลาดอยู่ราว 16-17 เท่า และหากไม่รวม DELTA อยู่ราว 14-15 เท่า ขณะที่ตลาดบางแห่งในเอเชียยังซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า จึงแนะนำว่า ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น แต่หุ้นไทยยังมีความน่าสนใจโดยเฉพาะหุ้นปันผล
ต้องมองไกลกว่า Story และงบการเงิน
เฉลิมเด ช กล่าวว่า วิธีที่ใช้มาตลอดคือไม่ได้มองตลาดโดยรวมเป็นหลัก แต่เลือก “หุ้นรายตัว” และถือด้วยมุมมองระยะยาว โดยเปรียบการลงทุนเหมือนการเป็นพาร์ตเนอร์กับเจ้าของกิจการ หากสามารถหาบริษัทที่ยอดขายและกำไรเติบโตได้หลายสิบเท่าในระยะ 20 ปี
ผลตอบแทนของนักลงทุนก็มีโอกาสเติบโตตามธุรกิจ จุดสำคัญจึงอยู่ที่การมองให้ออกว่า “อนาคตอะไรจะโต” มากกว่าการมองว่าปัจจุบันบริษัทกำลังได้รับความนิยมแค่ไหน
พร้อมเล่าว่าตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีหุ้นผ่านมือราว 30 บริษัท แต่มีเพียงประมาณ 2 บริษัทที่สร้างผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางช่วงหุ้นหนึ่งเคยขึ้นไปถึง 100 เท่าจากต้นทุน ส่วนอีก 28 บริษัทที่เหลือให้ผลตอบแทนได้ไม่ดีมาก
ดังนั้น ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นถูกทุกครั้ง แต่เกิดจากการค้นพบหุ้นที่มีศักยภาพสูง และให้น้ำหนักการลงทุนมากพอเมื่อเชื่อมั่นในโอกาสนั้น
นอกจากนี้ เฉลิมเดช มองว่า ปัจจุบันหุ้นแบบนี้ยังมีอยู่ในตลาดหุ้นไทย เพราะในอีก 5-10 ปีข้างหน้า AI และ Humanoid Robot จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และจะสร้างทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ในภาคธุรกิจ
บริษัทที่สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และปรับตัวได้รวดเร็ว จะมีโอกาสสร้างการเติบโตได้ แต่สิ่งที่ยากคือการค้นหาบริษัทเหล่านั้นตั้งแต่ยังมีขนาดเล็ก เพราะเมื่อความสำเร็จปรากฏชัดผ่านงบการเงิน ราคาหุ้นอาจสะท้อนการเติบโตไปแล้ว
ด้าน ประกิต มองว่า ตลาดหุ้นไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการลงทุนตาม “Story” เพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทที่มีเรื่องราวน่าสนใจไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเติบโตได้จริง นักลงทุนจึงต้องกลับมาตรวจสอบทั้งภาพใหญ่ของประเทศและศักยภาพของบริษัทแต่ละแห่ง
หุ้นที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นที่ยังถูกที่สุดเสมอไป หากบริษัทเริ่มพิสูจน์แล้วว่าสามารถเติบโตได้ ราคาหุ้นอาจปรับตัวขึ้นมาก่อนแล้ว นักลงทุนจึงต้องลดความคาดหวังต่อผลตอบแทนลง เช่น จากเดิมที่หวัง 10 เท่า อาจเหลือเป้าหมายการเติบโต 2 เท่า หากพื้นฐานธุรกิจยังมีโอกาสขยายตัวต่อ
ประกิต ยกตัวอย่างหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เคยถูกมองว่าผลิตภัณฑ์ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่สิ่งที่ยังมีอยู่คือโรงงาน วิศวกร และความสามารถในการดำเนินธุรกิจ จึงจับตาว่าบริษัทจะสามารถปรับผลิตภัณฑ์ หาลูกค้าใหม่ และสร้างดีลใหม่ได้หรือไม่
เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังปรับตัวสำเร็จ ราคาหุ้นย่อมมีโอกาสสะท้อนความคาดหวังใหม่ แต่ในจังหวะที่ราคาปรับขึ้นมาแล้ว นักลงทุนอาจต้องใช้วิธีบริหารผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างจากการซื้อหุ้นในช่วงที่ถูกมาก
รวมวิธีหา Hidden Gem ในตลาดหุ้นไทย
เฉลิมเดช มองว่า นักลงทุนควรมองหาบริษัทตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยกตัวอย่าง Starbucks, Nike, Apple และ Walmart ซึ่งในช่วงแรกยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ก่อนเติบโตเป็น Global Brand ในปัจจุบัน
โอกาสของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า อาจอยู่ที่บริษัทที่สามารถเปลี่ยนจากธุรกิจไทยไปสู่ “Global Company” โดย AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลอาจช่วยให้การสร้างแบรนด์ระดับโลกเกิดขึ้นได้เร็วกว่าในอดีต
นอกจากนี้ ผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจมีข้อได้เปรียบ เพราะสามารถเห็นสินค้า Viral หรือแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม ก่อนที่ตัวเลขยอดขายและกำไรจะสะท้อนการเติบโตเต็มที่ ดังนั้น นักลงทุนควรฝึกแปลความสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวันให้เป็นโอกาสลงทุน
ประกิต เห็นด้วยว่า หนึ่งในวิธีหา Hidden Gem คือการมองหาธุรกิจที่สามารถสร้าง Global Brand โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค
การวิเคราะห์จึงต้องเริ่มจาก “ผลิตภัณฑ์” ว่ามีโอกาสขายได้ในหลายประเทศหรือไม่ ก่อนดูศักยภาพของตลาด และ “กึ๋นผู้บริหาร” เพราะผู้บริหารที่คิดเพียง Local Brand อาจมีข้อจำกัด ขณะที่ผู้บริหารที่มี Strategy สร้าง Global Brand และแผนขยายตลาดชัดเจนควรจับตาเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์หุ้นไทยอาจไม่ได้มีเพียงการตามหา “หุ้น 30 เด้ง” แต่รวมถึงการสร้างพอร์ตจากบริษัทที่มี Cash Flow แข็งแรง และมี Dividend Yield น่าสนใจ ควบคู่กับการเลือกธุรกิจที่มี Exposure ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนระดับโลก
ท้ายที่สุด Hidden Gem จึงไม่ได้หมายถึงหุ้นที่ “ถูกที่สุด” แต่คือบริษัทที่ตลาดยังมองศักยภาพในอนาคตไม่เต็มที่ และมีปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Global Brand, การใช้ AI, การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือการสร้าง Cash Flow และเงินปันผลที่แข็งแรง
สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่การมองหาหุ้นที่ “เท่” ที่สุด แต่คือการมองให้ออกว่า บริษัทไหนกำลังเปลี่ยนจากสิ่งที่ตลาดยังไม่เห็น ไปสู่สิ่งที่ตลาดจะต้องเห็นในอนาคต
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
# 隐藏的瑰宝:持有泰国股票不够酷?来探索那些尚未被人发现的隐藏瑰宝吧。
# Prakit Siriwatthanaket
# Chalermdech Leewongcharoen
如何教孩子理财?Sai Money Monster x 贤妻良母 Aom 倾情加盟 | 理财问题 第72期
密切关注富时指数的权重调整;预计外资流入和流出活跃,且未来诸多利好因素即将显现。我们希望SET指数能够达到1600点。
虽然泰国投资者的目光都集中在外国股票上——无论是来自美国、中国还是人工智能驱动的技术——但他们可能忽略了一个事实:泰国股票仍然具有巨大的潜力,但即使泰国股市预计在 2026 年表现异常出色,这些股票可能还没有被纳入他们的投资组合。
泰国SET指数的表现一直位居全球最佳股票市场之列,这反映出一幅有趣的景象:泰国股市或许并不像许多人认为的那样“糟糕”。在这个长期以来被忽视的市场中,究竟还有哪些“隐藏的瑰宝”潜藏于此?
在 MONEY FEST 2026 的“隐藏的瑰宝:持有泰国股票并不酷?寻找未被发现的宝藏”环节中,价值投资者 (VI) 和泰国价值投资者协会 (Thai VI) 前主席 Chaow Chalermdech Leewongcharoen 以及 Merchant Partners Asset Management Co., Ltd. 的董事总经理 Ping Prakit Siriwatnaket 从各自的角度分析了这个问题,深入探讨了个人投资者如何在泰国股市中利用自身优势。
泰国股票并不差,关键在于“时机”。
查勒姆德克指出,回顾全球股市的历史,没有哪个市场能够始终保持良好表现。每个市场都有其起伏波动。2000年至2010年间,泰国股市表现良好,而美国股市则在互联网泡沫破裂后面临压力。接下来的十年,情况发生了逆转,泰国股市表现疲软,而美国股市则经历了显著增长。
因此,关键不在于仅仅根据一段时间内的回报率来判断一个市场是“好”还是“坏”,而在于透彻理解市场周期。如果能够找到那些基本面强劲但股价因整体市场趋势而被压低的公司,那么在市场低迷时期也可能出现投资机会。
因此,投资的本质不在于买入当前表现良好的资产,而在于寻找那些表现不佳但有潜力扭转颓势的资产。如果投资者能在市场发现转折点之前就识别出来,他们就有机会从这些变化中获利。反之,在所有人都认为某项资产优质且热门时买入,则可能导致支付更高的价格。
普拉吉特举例说,他之前曾建议投资者避开泰国股票,因为当时市场风险较高。然而,在泰国政局动荡、股价大幅下跌之后,他的观点发生了改变,尤其是在当时市场估值较低且部分板块股息收益率颇具吸引力的情况下。
在那段时间里,使泰国市场再次具有吸引力的因素不仅限于经济问题,还包括一个“政治转折点”,这在新兴市场往往会影响资本流动的方向。
然而,目前的情况与以往不同,因为SET指数已经上涨。整体市场市盈率约为16-17倍,剔除DELTA指数后约为14-15倍。尽管部分亚洲市场交易水平较低,但仍建议投资者保持谨慎。尽管如此,泰国股票依然具有吸引力,尤其是派息股票。
我们需要超越故事和财务报表本身去看待问题。
查勒姆德赫表示,他一贯的投资策略并非着眼于整体市场,而是选择“个股”并长期持有。他将投资比作与企业主合作,目标是找到那些销售额和利润在20年内能够增长十倍的公司。
随着企业发展,投资者的回报也有潜力增长。因此,关键在于识别“未来哪些方面会增长”,而不仅仅是公司目前的受欢迎程度。
他解释说,过去20年里,他持有大约30家公司的股票,但只有两家左右带来了可观的回报。其中一只股票的价值一度增长到初始投资额的100倍。其余28家公司的回报则不尽如人意。
因此,成功并非来自每次都选对股票,而是来自发现高潜力股票,并在你相信机会时为其分配足够的投资权重。
此外,Chalermdech 认为,这类股票在泰国股市仍然存在,因为在未来 5-10 年内,人工智能和人形机器人将成为重大变革的驱动力,并将在商业领域创造赢家和输家。
能够利用这些技术提升销售额、降低成本并快速适应市场变化的公司具有增长潜力。然而,挑战在于如何在这些公司规模尚小时就识别出它们,因为当它们的成功体现在财务报表中时,它们的股价可能已经反映了这种增长。
Prakit认为,泰国股市需要改变其投资行为,不能仅仅关注“故事”,因为拥有引人入胜故事的公司并不一定能保证增长。投资者需要重新评估泰国的整体经济形势以及个别公司的潜力。
优质股票未必是最便宜的。如果一家公司已经证明了其增长潜力,其股价可能已经大幅上涨。因此,投资者需要降低预期回报。例如,如果公司基本面仍然显示出进一步扩张的潜力,那么投资者与其期望获得10倍回报,不如将目标设定为2倍的增长率。
普拉基特举例说,一些电子元件公司的产品以前被认为已经过时。然而,它们仍然拥有工厂、工程师和商业能力。因此,关键在于这些公司能否调整产品、寻找新客户并达成新的交易。
一旦公司成功转型迹象显现,股价很可能会反映出这些新的预期。然而,股价上涨后,投资者可能需要采取与低价买入股票时不同的收益和风险管理策略。
探索在泰国股市中发现隐藏瑰宝的方法。
Chalermdech 认为投资者应该寻找处于早期阶段的公司,他举例说,星巴克、耐克、苹果和沃尔玛都是小型企业,后来发展成为如今的全球品牌。
未来 20 年,泰国的机遇可能在于那些能够从泰国企业转型为“全球性企业”的公司,人工智能和数字平台有可能比以往更快地打造全球品牌。
此外,像我们这样的消费者可能具有优势,因为我们可以在销售和利润数据完全反映其增长之前就看到爆款产品或热门品牌。因此,投资者应该学会将日常生活中看到的东西解读为投资机会。
Prakit 也认为,寻找隐藏的瑰宝的一种方法是寻找能够打造全球品牌的企业,尤其是在泰国具有优势的行业,例如食品和消费品行业。
因此,分析必须从“产品”本身入手——即它是否有潜力在多个国家销售——然后再考察市场潜力和“管理才能”。只专注于本土品牌的管理者可能存在局限性,而那些拥有打造全球品牌战略和清晰市场扩张计划的管理者则应受到特别关注。
然而,泰国股票投资策略可能不仅限于寻找“30倍回报股票”,还包括构建由现金流强劲、股息收益率有吸引力的公司组成的投资组合,同时选择受益于全球经济和投资增长的企业。
归根结底,所谓的“隐藏瑰宝”并非指“最便宜”的股票,而是指那些市场尚未充分挖掘其未来潜力,且具备推动显著增长的因素的公司。这些因素可能包括打造全球品牌、运用人工智能、进行结构性变革,或产生强劲的现金流和股息。
因此,对投资者来说,重要的不是寻找“最酷”的股票,而是找出哪些公司正在从市场尚未见过的东西转变为市场未来将会看到的东西。
通过 Thairath Money 阅读股票和投资新闻,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/investment
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney