เมื่อการล่วงละเมิดออนไลน์ สร้างบาดแผลฝังลึกในจิตใจ网络暴力会造成深深的情感创伤。
การล่วงละเมิดออนไลน์ ในภาวะที่ผู้ถูกกระทำกำลังมีความเปราะบางทางอารมณ์ เหมือนกับตอกย้ำความเจ็บปวดและอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนคนนั้น

หลายครั้งที่คนดังหรือผู้เสียหายออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว แล้วถูกคนในสังคมออนไลน์ ดูหมิ่น เหยียด หรือ คุกคามทางออนไลน์ พฤติกรรมของคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์ กลับทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่ฝังลึกให้กับผู้เสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างกรณีของนักแสดงดังอย่าง “เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ” ที่ตกเป็นผู้เสียหายจากการคุกคามออนไลน์หลังออกมาเปิดเผยเรื่องส่วนตัว ถูกเจ้าของแอคเคาน์เฟซบุ๊กทั้งที่ใช้ชื่อบัญชีจริง และ บางรายใช้แอคเคาน์อวตาร มาคอมเมนต์ ดูหมิ่น เหยียด หรือ คุกคาม เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเธอ จนต้องออกมาฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้น
ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่า พฤติกรรมคุกคามออนไลน์ จะสร้างบาดแผลทางจิตใจ (Psychological Trauma) เป็นบาดแผลที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่รุนแรงและลึกซึ้งอย่างมาก
ความน่ากลัวที่สุดคือ Digital Permanence หรือ ความคงอยู่ถาวรของโลกดิจิทัล เพราะแม้เหยื่อจะเดินเข้าบ้าน ปิดประตู หรือปิดหน้าจอไปแล้ว แต่การส่งต่อ (Share) หรือ การรุมคอมเมนต์ด่าทอก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ตลอดไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เดินหนีเหมือนในโลกความจริง
ผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์ (Psychological & Emotional Impact) การถูกคุกคามหรือระรานทางไซเบอร์ส่งผลให้เกิดความบอบช้ำทางจิตใจในหลายระดับ งานวิจัยและสถิติทางการแพทย์ยืนยันว่า ผู้ที่ถูกคุกคามทางออนไลน์มีความเสี่ยงสูงมากที่จะพัฒนาไปสู่อาการป่วยทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และในรายที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะ PTSD (โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ) รวมถึงมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย
ฉัตรดนัย ศรชัย นักจิตวิทยาการปรึกษา มองว่า ผลของถูกทำร้ายจิตใจ เมื่อถูกกระทำ หรือ ละเมิดทางออนไลน์ จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหากผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะเปราะบางทางอารมณ์อยู่แล้ว
พออ่านคอมเมนต์แล้วทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกอึดอัด อาจจะมีความรู้สึกโกรธขึ้นมาด้วย ถ้าตอนนั้นอยู่ในภาวะดิ่ง หรือเศร้า ยิ่งเป็นการซ้ำเติม ทำให้รู้สึกอับอายไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เมื่อโดนดูถูกคุกคาม
แม้ว่าจะเป็นโลกออนไลน์ที่ผู้กระทำไม่สามารถเข้าถึงตัวเราได้ แต่ถ้าผู้ถูกกระทำมีตัวตนในโลกออนไลน์ อาจทำให้รู้สึกกลัวมากกว่าก็ได้ ยิ่งถ้ามีผู้ติดตามจำนวนมากอาจทำให้รู้สึกอับอายเหมือนกับถูกว่าในที่สาธารณะ อับอายมากกว่าการเจอตามถนนแล้วมาว่าเราด้วยซ้ำ เพราะผู้ติดตามในโลกออนไลน์เข้าถึงได้หมด และ มีผู้คนจำนวนมากเห็นสิ่งที่เราถูกดูหมิ่น หรือ เหยียด
กรณีที่ผู้ถูกละเมิดเป็นผู้หญิงและอยู่ในช่วงฟื้นฟูจากการอกหัก หรือ เลิกรา คงไม่มีแรงที่จะมาตอบโต้ เพราะเจ้าตัวอยู่ในภาวะที่เปราะบางอยู่แล้ว ในอดีตอาจจะปล่อยผ่านบางคำพูดได้ แต่ในภาวะที่เปราะบางมากๆ คำพูดว่าร้าย เสียดสี หรือดูหมิ่นพวกนั้นทำให้รู้สึกโกรธมาก หรือตกใจ อาจจะนำไปสู่อาการแพนิคหรือใจสั่นได้ โดยเฉพาะถ้าเจอเรื่องแย่ๆ มาอยู่แล้ว แต่ถ้าใจแข็งแรงดี อาจจะแค่หงุดหงิด
การถูกคุกคาม อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดโรคทางจิตเวช โดยเฉพาะในวันที่เราเปราะบางอยู่แล้ว พอเรื่องถาโถมเข้ามา อาจจะทำให้เกิดอาการแพนิค อาจทำให้เกิดความคิด หรือ ความรู้สึกด้านลบมากขึ้น เช่น คนอื่นๆ จะมองเราอย่างไร คนรอบข้างจะเข้าใจฉันอย่างไร?
ถ้ามีคนเจอเรื่องดราม่า หรือ ทัวร์ลง เกิดความเครียดสูง มาปรึกษาว่าจะจัดการกับเรื่องแบบนี้อย่างไรดี
นักจิตวิทยา ให้คำแนะนำ เราต้องดูว่าให้คุณค่ากับคอมเมนต์พวกนี้มากน้อยแค่ไหน เราจะยอมให้คอมเมนต์นี้เข้ามามีผลกับจิตใจแค่ไหน พวกนักกีฬาระดับโลกที่มีโซเชียลมีเดีย บางคนไม่อ่านคอมเมนต์ โพสต์อะไรไปต้องไม่อ่าน อาจจะเป็นการฟังคนรอบข้างมากกว่าคนที่ไม่ได้รู้จักตัวเขาจริงๆ
คนทั่วไปควรสร้างฟิลเตอร์ขึ้นมากรองคอมเมนต์ให้ได้ระดับหนึ่ง กรองแมสเซส หรือ คอมเมนต์ที่จะเราจะเข้าไปอ่าน ในวันเศร้ามากๆ ไม่ควรจะเข้าไปอ่าน เพราะในภาวะปกติเราอาจจะไม่สนใจได้ ในภาวะที่มีความเศร้าเป็นทุนเดิม ข้อความเหล่านี้จะดึงเราลงไปอีกได้
วิธีการที่จะทำให้ข้ามผ่าน หรือ มองข้ามได้ คือ การรู้คุณค่าในตัวเองว่าอยู่ตรงไหน คอมเมนต์แย่ๆ อาจจะลามไปเรื่องอื่น ไปในมุมของเรื่องเพศ คุณค่าความเป็นผู้หญิงหรือความเป็นคน ข้อสำคัญเราต้องตระหนักรู้ในตัวเราเองด้วย
แล้วคนพวกนี้เป็นใครทำไมเขาถึงมาพูดอะไรแบบนี้กับเราได้ ในโลกออนไลน์เราควรให้น้ำหนักน้อย ค่อยมาดูว่าคอมเมนต์ไหนดูเป็นหลักเป็นการ ถ้าเป็นแอคหลุม ไม่ควรให้น้ำหนักเลย
นอกจากวิธีจัดการกรองคอมเมนต์แย่ๆ ด้วยตัวเราเอง การตระหนักรู้ถึงวันที่เราเข้มแข็งหรืออ่อนแอพอที่จะรับข้อมูลจากคนที่เราไม่เคยรู้จัก เราอาจใช้กฎหมายปกป้องเราได้ เพราะพฤติกรรมคุกคามออนไลน์ แบบ “Sexual Harassment” มีกฎหมายคุ้มครองเหยื่อ ตามประมวลกฎหมายอาญา เริ่มบังคับใช้วันที่ 30 ธ.ค. 2568 ระบุว่าการคุกคามทางเพศ หมายถึง การแชต หรือ คอมเมนต์ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย
หากกระทำการคุกคามทางออนไลน์ เช่น ส่งแชท หรือคอมเมนต์คุกคาม มีความผิดฐานคุกคามทางเพศ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โพสต์ประจานด่าทอ ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จะถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำคุกไม่เกิน 2 ปี และ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ในทางกฎหมายบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง แต่มือดี หรือ บุคคลที่ทำก่อนคิด อาจคิดว่าการคุกคามคนอื่นผ่านโลกออนไลน์สามารถทำได้ เพราะเขาเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ทุกวันนี้ผู้ถูกกระทำไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ด้วยการเก็บหลักฐานไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะเพียงแค่แคปหน้าจอแชต ก็สามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีได้
การที่ผู้ถูกกระทำลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ถือเป็นแบบอย่างที่ดี ว่า ไม่มีใครควรต้องถูกกระทำ และ กฎหมายอยู่ข้างคนถูกกระทำด้วย
ศาล ICC มติ 82 เสียง ปลดอัยการสูงสุด ข้อกล่าวหาประพฤติมิชอบ
แพทย์ชี้ผ่าตัดรักษาโรคอ้วนต้องเข้าเกณฑ์ชัด ติดตามดูแลตลอดชีวิต
หากสุขภาพจิตดี สะท้อนเมืองดี แล้ว ผู้ว่าฯ กทม.ต้องออกแบบเมืองอย่างไร
通常情况下,名人或受害者一旦公开个人感情细节,就会遭受网络侮辱、歧视或骚扰。陌生人的网络行为不可避免地会在受害者心中留下深深的心理创伤。
例如,著名女演员托伊·贾琳蓬·琼基亚特(Toey Jarinporn Joonkiat)在公开个人信息后,成为网络骚扰的受害者。她的个人生活遭到来自Facebook用户的侮辱、贬损和骚扰,这些用户既有使用真实姓名的,也有使用虚假账户的。她不得不对那些参与此类行为的人提起诉讼。
联合国儿童基金会的数据显示,网络骚扰会造成心理创伤——这种伤害肉眼看不见,但却极其严重和深刻。
最可怕的是数字时代的永久性。即使受害者回家、关上门或关闭屏幕,分享的内容或铺天盖地的仇恨评论也会无限期地持续下去;不像现实世界那样有安全的逃避空间。
心理和情感影响:网络欺凌会在多个层面造成心理创伤。研究和医学统计数据证实,网络骚扰的受害者极易患上抑郁症、焦虑症等心理健康问题,严重时甚至会患上创伤后应激障碍(PTSD)和产生自杀念头。
咨询心理学家查达奈·索恩猜认为,如果受害者本身在情感上就很脆弱,那么网络虐待或不当对待带来的情感影响就会加剧。
阅读评论会让受害者感到不舒服和愤怒。如果他们原本就情绪低落或抑郁,无论评论内容是否属实,都会进一步加剧他们的羞辱感。
即使在网络世界里,施暴者无法在现实中接触到我们,但如果受害者在网上拥有影响力,他们可能会感到更加恐惧。尤其当他们拥有大量粉丝时,这种羞辱感可能与在公共场合被侮辱类似——甚至比在街上被当面辱骂更加难堪。这是因为网络上的粉丝对所有人可见,大量的人都能看到这些侮辱或贬低性的言论。
如果受害者是正经历失恋或分手之痛的女性,她可能因为自身脆弱而无力反击。过去,她或许会对一些言语一笑置之,但在极度脆弱的状态下,伤人、讽刺或侮辱性的言论会引发强烈的愤怒或震惊,甚至可能导致恐慌发作或心悸,尤其是在她已经经历过负面事件的情况下。然而,如果她心理素质较强,可能只会感到恼火。
受到威胁会引发心理健康问题,尤其是在我们原本就脆弱的时候。当遇到令人难以承受的情况时,可能会引发恐慌症,导致负面想法或情绪增多,例如“别人会怎么看我?”或“我身边的人会怎么理解我?”
如果有人遭遇网络暴力或网络攻击,导致压力过大,并向你寻求应对这种情况的建议,你应该怎么做?
心理学家建议我们思考自己对这些评论的重视程度,以及它们对我们心理状态的影响程度。一些使用社交媒体的世界级运动员并不阅读评论,而是直接忽略所有发布的内容。或许他们更倾向于听取身边人的意见,而不是那些并不真正了解他们的人的意见。
人们应该设置过滤器来限制自己阅读的评论和消息。在情绪低落的日子里,最好避免阅读这些信息,因为虽然在正常情况下你可能不在乎,但在你已经情绪低落的时候,这些信息只会让你更加难过。
克服或忽略负面评论的方法是了解自身的价值和地位。负面评论会蔓延到其他领域,触及性别、女性价值乃至人性等问题。因此,保持自我认知至关重要。
这些人是谁?他们为什么要对我们说这样的话?在网络世界里,我们应该降低对评论的重视程度,只评估那些看起来可信的评论。如果是虚假账号,我们就不应该相信它。
除了自行管理和过滤负面评论,以及意识到自己何时容易或容易受到陌生人信息的干扰之外,我们还可以利用法律保护自己。网络骚扰,特别是“性骚扰”,受到《刑法典》的保护,该法典于2025年12月30日生效。该法典将通过计算机系统进行的聊天或评论行为定义为性骚扰。
如果有人进行网络骚扰,例如发送威胁信息或评论,则构成性骚扰,可判处最高 3 年监禁、最高 6 万泰铢罚款,或两者并罚。
发布诽谤或辱骂性内容,损害他人名誉,或使他人遭受蔑视和仇恨,属于公开诽谤,可判处最高 2 年监禁和最高 20 万泰铢罚款。
从法律角度来看,此类行为的惩罚相当严厉,但施暴者或那些不经思考就采取行动的人可能会认为,因为受害者是公众人物,所以网络骚扰是可以接受的。然而,如今受害者不再保持沉默。他们正在积极收集证据,通过法律途径保护自己。仅仅截取聊天记录的屏幕截图就可以作为证据,用于报警和提起诉讼。
受害者挺身而出保护自己,树立了一个很好的榜样,表明任何人都不应该受到不公平的对待,法律是站在受害者一边的。
国际刑事法院以 82 比 0 的投票结果,裁定总检察长因渎职罪被解职。
医生们强调,减肥手术需要明确的标准和终身后续护理。
如果良好的心理健康状况能够反映一座城市的良好状况,那么曼谷市长应该如何规划这座城市呢?