ถอดเกม SAP ปั้น “Autonomous Enterprise” ปลดแอกคนจากงานซ้ำ สู่ยุคองค์กรอัตโนมัติ解构 SAP 创建“自主企业”的战略:将人们从重复性工作中解放出来,开启自动化组织时代。
เมื่อไม่ได้มีแค่ “คน” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ AI กลายเป็นบทบาทสำคัญของการเดินหน้า ธุรกิจมากมายจึงหันมาลงทุนในเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

Digital Transformation
Digital Economy & Future of Finance
# Autonomous Enterprise
# ภูมิทัศน์ธุรกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
# SME ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อธิบายง่ายๆ Stablecoin ทำงานยังไง ? | Digital Frontiers EP. 76
SAP เปิดตัวแนวคิด Autonomous Enterprise ในงาน SAP NOW AI Tour Southeast Asia 2026 เพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่การใช้ AI Agent ทำงานร่วมกับมนุษย์
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัยขององค์กร เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลคลาดเคลื่อน (Hallucination) ที่มักพบใน AI ทั่วไป
โครงสร้าง Autonomous Enterprise ประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Joule, AI Agents, Deep Industry Intelligence, Business AI Platform และ Agent-Led Transformation
ธุรกิจไทยอย่าง Sotus และ Journal นำระบบ SAP S/4HANA Public Cloud มาใช้เพื่อลดขั้นตอนงานเอกสารและสร้างมาตรฐานข้อมูลกลาง รองรับการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก
เป้าหมายหลักของการใช้ AI ในองค์กรไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการลดงานซ้ำซ้อนเพื่อให้พนักงานมีเวลาไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจที่ซับซ้อน
“ซีพี” ผนึกยักษ์เทคโลก ปั้นทักษะคลาวด์-AI คนไทย 3 ล้านคน
ภูมิทัศน์ทางธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากในอดีตช่วงต้นปี 2000 ที่โลกขับเคลื่อนด้วย “เศรษฐกิจดิจิทัล” หรือ Digital Economy แต่ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “เศรษฐกิจ AI” ที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
ตัวขับเคลื่อนสำคัญของภูมิภาคนี้คือ คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Native) และการเติบโตของ GDP ในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ภาคธุรกิจไม่ได้มองเทคโนโลยีเพียงในฐานะเครื่องมือที่ต้องนำมาใช้อีกต่อไป แต่กำลังมองไกลถึงขั้นเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรใหม่ตั้งแต่ต้นทาง
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือแนวคิด “Autonomous Enterprise” ซึ่ง SAP มองว่าเป็นก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท และนี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดสำหรับอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เป็นสัดส่วนใหญ่ของธุรกิจในภูมิภาคนี้
แนวคิดนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของงาน SAP NOW AI Tour Southeast Asia 2026 ที่จัดขึ้นในสิงคโปร์เช่นกัน ซึ่งปีนี้มีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่าจากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ Business AI ในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ดังนั้น หากต้องการจะเข้าใจว่าเศรษฐกิจ AI กำลังทำงานอย่างไร องค์กรจำเป็นจะต้องมองให้ไกลกว่ากระแสของ AI สำหรับผู้บริโภคทั่วไป และทำความเข้าใจว่า SAP กำลังนำเทคโนโลยี Autonomous มาผูกเข้ากับบริบทที่แท้จริงของธุรกิจ ซึ่งเต็มไปด้วยกระบวนการและข้อมูลที่มีความสำคัญสูง
Autonomous Enterprise คืออะไร? ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดของ SAP
ตลอดประวัติศาสตร์ของซอฟต์แวร์องค์กร แต่ละทศวรรษมักมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่การเกิดขึ้นของ ERP สมัยใหม่ในช่วงทศวรรษ 1970 ไปจนถึงการเปิดตัว SAP HANA ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท
อย่างไรก็ตาม SAP มองว่า Autonomous Enterprise คือการพัฒนาทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยสร้างมา
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการนำ AI มาวางทับบนกระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่เดิมเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบวิธีการทำงานของธุรกิจขึ้นมาใหม่ โดยให้มนุษย์และ AI Agent สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อ
โครงสร้างของ Autonomous Enterprise ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
Joule ผู้ช่วยดิจิทัลและชั้นการทำงานแบบ Conversational Engagement Layer ที่เป็นเหมือนประตูทางเข้าจุดเดียวของบริการทั้งหมดใน SAP แทนที่พนักงานจะต้องเปิดและสลับไปมาระหว่างหลายแอปพลิเคชัน Joule ช่วยลดปัญหา Application Silos หรือระบบที่แยกออกจากกัน พนักงานสามารถใช้การสนทนาภาษาธรรมชาติเพื่อทำธุรกรรมที่มีความซับซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น รวมถึงสั่งให้ระบบทำงานบางอย่างแบบอัตโนมัติได้เลย
SAP Autonomous Agents หรือ AI Agent ที่ถูกออกแบบให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งปัจจุบันครอบคลุม 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ การเงิน ซัพพลายเชน การบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดซื้อ และประสบการณ์ลูกค้า จุดสำคัญคือ Agent เหล่านี้ไม่ได้ทำงานแบบแยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันเป็นทีม
Deep Industry Intelligence เพราะ AI สำหรับธุรกิจไม่ควรมีเพียงความฉลาดทั่วไป แต่ต้องเข้าใจบริบทเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม SAP จึงพัฒนา AI ที่มีความรู้เชิงลึกเฉพาะทางสำหรับ 25 อุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก ไปจนถึงอุตสาหกรรม Life Sciences แนวคิดนี้ทำให้ AI Agent เข้าใจว่ากระบวนการทำงานของแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกันอย่างไร และสามารถนำความรู้เฉพาะด้านมาใช้ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม
Business AI Platform คือเบื้องหลังการทำงานทั้งหมด คือชั้นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ทำหน้าที่จัดเตรียมสิ่งที่ Agent จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่เชื่อถือได้ บริบทธุรกิจ ระบบ Governance ตลอดจนความโปร่งใสในการทำงาน ทั้งหมดนี้ทำให้ AI Agent สามารถลงมือทำงานได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และอยู่ภายใต้กรอบที่องค์กรควบคุมได้
Agent-Led Transformation องค์ประกอบสุดท้ายคือการใช้ AI Agent เข้ามาช่วยในกระบวนการเปลี่ยนระบบเดิมขององค์กรไปสู่ Cloud เป้าหมายคือช่วยให้ลูกค้าสามารถย้ายระบบเดิมไปยัง Cloud ได้เร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่ง SAP ใช้ชุดเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย Agent มากกว่า 10 ตัว ซึ่งรวมถึง Migration Agents สำหรับช่วยจัดการกระบวนการย้ายระบบ ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านองค์กรครอบคลุมทั้งกระบวนการ เทคโนโลยี และคน
แตกต่างจาก AI ทั่วไปยังไง?
หลักการสำคัญของ Autonomous Operations สำหรับองค์กรคือ AI Agent จะต้องเข้ามาทำงานกับกระบวนการสำคัญขององค์กรได้ ดังนั้น SAP จึงวางหลักการสำคัญหลายประการที่ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากหากองค์กรนำ AI มาใช้งานอย่างจริงจัง
AI ต้องเข้าใจบริบทขององค์กร โมเดล AI สาธารณะทั่วไปถูกฝึกด้วยข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อถูกนำไปใช้กับสถานการณ์เฉพาะขององค์กร จึงมีโอกาสเกิด Hallucination หรือการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จุดนี้ SAP จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการเชื่อมโมเดล AI เข้ากับ Common Semantic Layer เพื่อให้ AI เชื่อมโยงข้อมูลกับขององค์กร ทำให้ AI ไม่ได้ตอบคำถามจากความรู้ทั่วไปเท่านั้น แต่สามารถอ้างอิงจากข้อมูลจริงและบริบทจริงของบริษัท
Audit-Ready ทุกการตัดสินใจต้องตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อ AI เข้ามาทำงานกับระบบการเงินและกระบวนการสำคัญขององค์กร เรื่องความแม่นยำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ด้วย ทุกการตัดสินใจ การกระทำ และขั้นตอนการให้เหตุผลของ AI Agent จะต้องได้รับการบันทึก ติดตาม และรักษาความปลอดภัย เป้าหมายคือทำให้ทุกการทำงานของ AI สามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้จริง
มองขอบเขตทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขอบเขตของแอปพลิเคชัน ธุรกิจสมัยใหม่แทบไม่มีบริษัทไหนที่ใช้ซอฟต์แวร์เพียงระบบเดียว องค์กรหนึ่งอาจมีทั้ง SAP ระบบซอฟต์แวร์อื่นที่พัฒนาขึ้นเอง ระบบ On-premise รวมถึงเครื่องมือจากผู้ให้บริการรายอื่น SAP จึงออกแบบ Agentic Experience ให้สามารถทำงานข้ามขอบเขตของระบบทั้งหมด (Landscape Boundary) แทนที่จะจำกัดอยู่เฉพาะในแอปพลิเคชันของ SAP ซึ่งนี่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ Autonomous Enterprise ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องทิ้งระบบเดิมทั้งหมด แต่คือการทำให้ระบบที่มีอยู่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น
Liher Urbizu ประธานและกรรมการผู้จัดการ SAP Southeast Asia
Liher Urbizu ประธานและกรรมการผู้จัดการ SAP Southeast Asia ได้หยิบเรื่องการเล่นเซิร์ฟมาเปรียบเทียบในช่วง Keynote ว่าหากเราวางแพลนจะไปเล่นเซิร์ฟ เมื่อถาม AI มันจะช่วยวางแผนการเดินทางให้ได้ แต่จะเป็นการดึงข้อมูลมาจากสาธารณะ ซึ่งหากเป็นข้อมูลทั่วไปถือว่าไม่มีปัญหา
แต่หากถาม AI ถึงข้อมูลที่มีความละเอียดและเฉพาะเจาะจงมาก เช่น ระดับน้ำขึ้น-น้ำลงที่แน่นอน ทิศทางของคลื่น หรือความเร็วลมในพื้นที่ AI สาธารณะก็มีโอกาสให้ข้อมูลผิดพลาดหรือเกิด Hallucination ซึ่งสำหรับการท่องเที่ยวส่วนตัว ต้นทุนของความผิดพลาดอาจไม่สูงนัก แต่ถ้านำมาตรฐานเดียวกันนี้ใช้กับธุรกิจ ผลกระทบจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
Liher Urbizu ระบุว่า “ถ้าคุณนำเรื่องนี้มาใช้ในระดับธุรกิจและใช้มาตรฐานเดียวกัน ผลกระทบจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง รายงานทางการเงินของคุณไม่สามารถถูกต้อง 80% ได้ แต่ต้องถูกต้อง 100% ตลอดเวลา”
หากนำ AI ที่ไม่มีการยึดโยงกับข้อมูลจริงขององค์กรมาใช้ในระดับ Enterprise อาจนำไปสู่ปัญหาได้ตั้งแต่ ข้อมูลซัพพลายเออร์ผิด ตัวเลขสินค้าคงคลังคลาดเคลื่อน ไปจนถึงข้อมูลทางการเงินไม่ตรงกัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจมีต้นทุนสูง AI จึงจำเป็นต้องทำงานบนข้อมูลที่ปลอดภัยขององค์กร และอยู่ภายใต้ระบบ Governance ที่แข็งแรง
นี่คือเหตุผลที่ Business AI สำหรับองค์กรมีความแตกต่างจาก AI สำหรับผู้บริโภคทั่วไป
SME กำลังเป็นผู้บุกเบิกเศรษฐกิจ AI
แม้การพูดถึงเทคโนโลยีในงานระดับโลกมักจะยกตัวอย่างบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ในโลกธุรกิจจริงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพที่เกิดขึ้นกลับมีความเป็นท้องถิ่นอย่างมาก ข้อมูลจาก SAP ระบุว่า มากกว่า 80% ของลูกค้า SAP ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs
นั่นทำให้เทคโนโลยีของ SAP ไม่ได้เป็นของที่มีไว้สำหรับบริษัทระดับโลกเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของแบรนด์ไทยในภูมิภาค ซึ่งบริษัทไทยจำนวนมากกำลังใช้ Modern ERP และมาตรฐาน Cloud เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ พร้อมลดปัญหาคอขวดจากกระบวนการทำงานที่ต้องพึ่งพามนุษย์มากเกินไป
Thairath Money มีโอกาสได้พูดคุยกับ กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท SAP ประจำภูมิภาคอินโดจีน และอีก 2 บริษัทจากประเทศไทยในระหว่างงาน SAP NOW AI Southeast Asia 2026 อย่าง Sotus และ Journal เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าองค์กรไทยกำลังนำ ERP และ Cloud ยุคใหม่มาใช้เพื่อขยายธุรกิจได้อย่างไร
Sotus: ใช้ระบบหลังบ้านเป็นฐาน ดันธุรกิจเกษตรโตเกือบ 100%
Sotus บริษัทสำคัญในภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เป็นพันธมิตรกับ SAP มายาวนานกว่า 15 ปี จิรัฐ ประเทืองวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เล่าย้อนกลับไปว่า ในช่วงที่ Sotus ยังเป็นธุรกิจขนาดกลาง ผู้บริหารมองเห็นว่าการจะเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีรากฐานการดำเนินงานที่มั่นคง
บริษัทจึงเลือก SAP เพราะมีทั้งระบบที่ครอบคลุมรองรับการเติบโต และระบบ Governance ด้านการดำเนินงานที่แข็งแรง ซึ่งช่วยวางแนวทางมาตรฐานให้กับองค์กร
และหลังจากใช้งาน SAP มาเป็นเวลา 15 ปี Sotus ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการติดตั้งระบบเพื่อย้ายระบบโดยตรงไปยัง SAP S/4HANA Public Cloud ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางการใช้ SAP 15 ปีถือว่าน่าสนใจ เพราะ Sotus สามารถเพิ่มมูลค่าการดำเนินงานของธุรกิจได้เกือบ 100%
สำหรับ Sotus การใช้ S/4HANA Public Cloud ยังช่วยสร้างข้อได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว คือ บริษัทไม่จำเป็นต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพด้วยตัวเองเหมือนในอดีต ขณะเดียวกันยังได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ
ผลที่ตามมาคือบริษัทสามารถลดต้นทุนการดำเนินงาน ทำให้ระบบรองรับข้อกำหนดเฉพาะของประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงนวัตกรรม AI ใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
Journal: วางระบบหลังบ้าน ปูทางแบรนด์น้ำหอมไทยสู่ตลาดโลก
Journal แบรนด์น้ำหอมไทยระดับพรีเมียมคืออีกหนึ่งตัวแทนของแบรนด์ไทยที่ไปร่วมงานในครั้งนี้ ธนัญญา สุธีรชัย ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจอร์นัล คอร์ป เล่าว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2017 และเติบโตอย่างรวดเร็วจนมี 25 สาขา
แต่เมื่อธุรกิจขยายตัว ระบบ IT เดิมกลับกลายเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของบริษัท ก่อนหน้านี้ Journal ใช้ระบบภายในประเทศที่แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงถึง 3 ระบบ หนึ่งระบบสำหรับ POS หนึ่งระบบสำหรับ Sales และอีกหนึ่งระบบสำหรับ Finance
การที่ข้อมูลแยกออกจากกันทำให้เกิดภาระงานที่ต้องใช้คนจำนวนมาก พนักงานต้องใช้เวลานับไม่ถ้วนในการนำข้อมูลจากแต่ละระบบมาทำ Data Reconciliation หรือการทบยอดข้อมูลด้วยตัวเอง เมื่อมีขั้นตอนที่ต้องทำด้วยมือจำนวนมาก ความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาดและข้อมูลไม่ตรงกันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ฝ่าย Sales มองรายได้ในรูปแบบ หลังหักภาษี ขณะที่ฝ่าย Finance คำนวณตัวเลขในรูปแบบ ก่อนหักภาษี และเมื่อแต่ละฝ่ายใช้ฐานข้อมูลคนละแบบ จึงเกิดความสับสนและต้องใช้เวลาในการหาคำตอบว่า “ตัวเลขไหนคือข้อมูลที่ถูกต้อง”
เพื่อรองรับเป้าหมายระยะยาวในการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ Journal จึงเลือกใช้ SAP เพื่อสร้างแหล่งข้อมูลกลาง หรือ Single Source of Truth ซึ่งปัจจุบันนี้ Journal กำลังอยู่ระหว่างการย้ายระบบหลักขององค์กร โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการติดตั้ง และตั้งเป้าที่จะเปิดใช้งานระบบใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้
เธอมองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้การทำงานภายในองค์กรมีมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดด้านงานธุรการ และทำให้การสื่อสารระหว่างแต่ละฝ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของ Journal จากแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก
คืนเวลาให้คน ยกระดับงานเชิงกลยุทธ์
หนึ่งในประเด็นที่ SAP ให้มุมมองอย่างชัดเจน คือ Autonomous Enterprise ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนที่คนหรือลดจำนวนพนักงาน แต่เป็นการทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น โดยสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้น และลดความล่าช้าในการให้บริการ
ดังนั้น แก่นของ Autonomous Enterprise จึงไม่ใช่การนำ AI มาแทนมนุษย์ แต่คือการ “ซื้อเวลาของมนุษย์กลับคืนมา และยกระดับให้คนไปทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น”
เมื่อ AI เข้ามารับผิดชอบงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ และงาน Manual ที่ใช้เวลามาก พนักงานก็สามารถนำเวลาไปใช้กับสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การสื่อสาร หรือการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีสูตรสำเร็จ
“AI จะช่วยค้นหาข้อมูลและทำให้ขั้นตอนการเตรียมงานเป็นอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ AI จะไม่ทำคือการตัดสินใจ ในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูง มนุษย์ยังคงเป็นคนตัดสินใจ”
ดังนั้น ในเศรษฐกิจ AI การแข่งขันของธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครมี AI” แต่กำลังเปลี่ยนเป็นว่า “ใครสามารถใช้ AI เพื่อทำให้คนของตัวเองเก่งขึ้นได้มากที่สุด” Liher Urbizu กล่าว
เมื่อพนักงานได้รับ “ตัวช่วย” จาก AI ที่สามารถจัดการกับข้อมูลและเตรียมงานที่ต้องใช้เวลานานให้ได้ ธุรกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะสามารถเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เครื่องมือเหล่านี้อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น และพร้อมคว้าโอกาสใหม่ก่อนคู่แข่ง
อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม Digital Transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney
Thanthida Thongphet Digital Economy & Future of Finance
数字化转型
数字经济与金融的未来
# 自主企业
东南亚的商业格局
# 东南亚中小企业
稳定币的运作原理(简单来说)| 数字前沿 第76集
SAP 在 2026 年 SAP NOW AI 东南亚巡回展上发布了自主企业概念,旨在通过使用 AI 代理与人类一起工作来改变企业。
这项技术的核心是利用准确、安全的组织数据来防止人工智能中常见的数据幻觉。
自主企业架构包含五个关键组成部分:Joule、AI 代理、深度行业智能、商业 AI 平台和代理主导的转型。
泰国企业如 Sotus 和 Journal 已采用 SAP S/4HANA 公共云来简化文书工作并建立中央数据标准,从而支持其向全球市场的扩张。
在组织中使用人工智能的主要目标不是取代人类,而是减少重复性工作,以便员工能够专注于战略性工作和复杂的决策。
正大集团与全球科技巨头合作,为300万泰国人提供云计算和人工智能技能培训。
东南亚的商业格局正在经历彻底的变革。从2000年代初世界由“数字经济”驱动的时代,我们现在正进入“人工智能经济”时代,人工智能(AI)是推动商业增长的动力。
推动该地区发展的关键因素是作为数字原住民的年轻一代,以及该地区持续强劲的GDP增长。这意味着企业不再仅仅将技术视为一种需要采用的工具,而是着眼于从根本上改变组织的运作方式。
此次变革的核心是“自主企业”的概念,SAP 将其视为公司历史上最大的技术飞跃。这不再仅仅是一个未来概念,而是正在商业领域,尤其是在占该地区企业总数很大比例的中小型企业中,成为现实。
这一概念也成为在新加坡举行的 SAP NOW AI 东南亚 2026 巡回展的中心主题,与上一年相比,参与人数翻了一番,反映出该地区对商业人工智能的需求显著增加。
因此,为了了解人工智能经济是如何运作的,各组织需要超越人工智能的一般消费趋势,了解 SAP 如何将自主技术集成到充满高优先级流程和数据的现实世界业务环境中。
什么是自主企业?这是SAP迄今为止最大的飞跃。
在企业软件发展史上,每个十年往往都伴随着重大变革,从 20 世纪 70 年代现代 ERP 的出现到 SAP HANA 的推出,后者成为企业发展的另一个重要转折点。
然而,SAP 将自主企业视为该公司迄今为止取得的最大技术进步。
这个概念并非仅仅意味着将人工智能叠加到现有的业务流程上,而是重新设计企业的运作方式,使人类和人工智能代理能够无缝、持续地协作。
自主企业的结构由五个相互关联的部分组成:
Joule 是一款数字助理和对话式交互平台,它充当 SAP 所有服务的统一入口。员工无需打开和切换多个应用程序,Joule 减少了应用程序孤岛。员工可以使用自然语言对话来完成复杂的交易、简化数据分析并自动执行特定任务。
SAP自主代理(或称AI代理)采用专业知识设计,目前涵盖五大主要业务领域:财务、供应链、人力资源管理、采购和客户体验。重要的是,这些代理并非独立运行,而是旨在以团队形式进行沟通和协作。
深度行业智能:商业人工智能不应仅仅是通用智能,而必须理解每个行业的具体情况。为此,SAP 针对从零售到生命科学等 25 个行业开发了具有深度专业知识的人工智能。这一理念使人工智能代理能够理解每个行业的工作流程差异,并恰当地应用专业知识。
商业人工智能平台是整个系统的核心;它是人工智能基础设施层,为智能体提供运行所需的一切,包括可靠的数据、业务背景、治理系统和透明度。所有这些都使人工智能智能体能够在组织控制框架内自信、安全地运行。
代理驱动转型的最后一个要素是利用人工智能代理来辅助将组织遗留系统迁移到云端。其目标是帮助客户以更快的速度、更低的成本将遗留系统迁移到云端。SAP 使用包含迁移代理在内的 10 多种代理驱动工具套件来帮助管理迁移过程,从而实现涵盖流程、技术和人员的组织转型。
它与典型的人工智能有何不同?
对于企业而言,自主运营的关键原则之一是人工智能代理必须能够参与关键的组织流程。因此,SAP制定了几项关键原则,这些原则对于企业认真实施人工智能至关重要。
人工智能必须理解组织环境。通用人工智能模型使用公开数据进行训练。当应用于特定的组织情境时,这会增加产生错误信息或产生虚假信息的风险。SAP 通过将其人工智能模型与通用语义层集成来解决这个问题。这使得人工智能能够与组织数据连接,确保它不仅能够基于通用知识回答问题,还能参考真实数据和实际的公司环境。
审计就绪:每一项决策都必须可追溯。当人工智能与财务系统和关键组织流程集成时,仅靠准确性是不够的;它还必须可验证。人工智能代理的每一个决策、行动和推理步骤都必须被记录、跟踪和安全保护。目标是使所有人工智能操作都可验证和可审计。
现代企业很少只使用单一软件系统,而是着眼于整个系统,而不仅仅是应用范围。一个组织可能同时拥有 SAP 系统、其他定制开发的软件系统、本地部署系统以及第三方供应商的工具。因此,SAP 将智能体体验设计为能够跨越所有系统边界(环境边界)运行,而不仅仅局限于 SAP 应用。这成为一个关键的转折点,因为“自主企业”并不意味着组织必须放弃所有现有系统,而是意味着现有系统可以更智能地协同工作。
Liher Urbizu,SAP东南亚总裁兼总经理。
SAP东南亚区总裁兼董事总经理利赫尔·乌尔比祖在主题演讲中以冲浪为例,指出如果你计划一次冲浪之旅并寻求人工智能的帮助,它可以帮助规划行程。然而,这需要从公共数据库中提取数据,如果是通用信息,则不成问题。
然而,如果你向人工智能索取非常详细和具体的信息,例如特定区域的精确潮汐水位、波浪方向或风速,那么公共人工智能系统很可能会提供不准确的信息,甚至出现幻觉。虽然对于个人旅游而言,这种错误造成的损失可能不大,但如果将同样的标准应用于商业领域,其影响将截然不同。
利赫尔·乌尔比祖表示:“如果将此应用于企业层面并使用相同的标准,其影响将截然不同。你的财务报告不能只有80%的准确率;它们必须始终保持100%的准确率。”
在企业层面部署人工智能,如果缺乏与真实组织数据的关联,可能会导致一系列问题,例如供应商信息和库存数据不准确,以及财务数据出现差异。为了避免潜在的高昂损失,人工智能必须在安全的组织数据和健全的治理体系下运行。
这就是为什么面向企业的商业人工智能与面向普通消费者的人工智能有所不同的原因。
中小企业正在引领人工智能经济的发展。
尽管全球性活动中关于技术的讨论往往聚焦于大型跨国公司,但东南亚商业世界的现实却高度本土化。SAP的数据显示,无论在全球还是在泰国,超过80%的SAP客户都是中小企业。
这意味着SAP技术不再仅仅是全球企业的专属,而是正在成为推动泰国品牌在该地区发展的关键工具。许多泰国公司正在利用现代ERP和云标准来支持业务扩张,同时减少因过度依赖人工操作而造成的流程瓶颈。
在 SAP NOW AI 东南亚 2026 大会期间,《泰叻报》有机会采访了 SAP 印度支那地区董事总经理 Kulwipa Piyawatnametha 以及另外两家泰国公司 Sotus 和 Journal 的代表。这些公司充分展现了泰国企业如何利用现代 ERP 和云技术拓展业务。
Sotus:以后端系统为基础,推动农业业务增长近 100%。
Sotus是泰国农业生产领域的一家重要企业,与SAP保持着超过15年的长期合作关系。Sotus International Co., Ltd.的董事总经理Jirath Pratuangwong回忆说,Sotus还是一家中型企业时,管理层就意识到可持续增长需要坚实的运营基础。
该公司选择 SAP 是因为它既提供了一个全面的系统来支持增长,又提供了一个强大的运营治理系统,有助于为组织建立标准。
在使用 SAP 15 年后,Sotus 与其实施合作伙伴携手,直接迁移到 SAP S/4HANA 公有云。这 15 年 SAP 使用经验带来的成果令人瞩目,Sotus 的业务运营价值提升了近 100%。
对于 Sotus 而言,使用 S/4HANA 公共云还带来了长期的成本优势:公司不再需要像过去那样维护物理服务器,同时还能获得自动软件更新。
因此,该公司可以降低运营成本,确保其系统始终满足泰国的特定要求,并更快地获得新的人工智能创新成果。
期刊:建立后端系统,为泰国香水品牌进军全球市场铺平道路。
泰国高端香水品牌Journal是本次活动的又一泰国品牌代表。Journal Corp联合创始人兼首席执行官Thananya Suteerachai介绍说,公司成立于2017年,发展迅速,目前已拥有25家分店。
但随着业务扩张,传统的IT系统成为了公司的主要瓶颈之一。此前,《Journal》杂志使用三个完全独立的国内系统:一个用于POS系统,一个用于销售系统,一个用于财务系统。
数据碎片化造成了巨大的工作量,员工需要花费大量时间手动核对来自不同系统的数据。如此多的手动步骤,显著增加了出错和数据不一致的风险。
一个明显的例子是,销售部门以税后形式查看收入,而财务部门则以税前形式计算收入。由于每个部门使用不同的数据库,因此会产生混淆,并且需要花费时间来确定“哪个数字才是正确的”。
为了支持其拓展国际市场的长期目标,《Journal》选择SAP构建单一数据源。目前,《Journal》正与部署合作伙伴协作迁移其核心系统,并计划于今年11月正式上线新系统。
她认为这一变化有助于规范内部运营,减少行政错误,并改善部门间的沟通,从而支持 Journal 从泰国品牌扩展到全球市场。
把时间还给人们;提升战略性工作。
SAP 明确强调的一个关键点是,自主企业不是为了取代人或减少员工数量而建立的,而是为了通过更快的响应时间和更少的服务延迟来提供更好的客户体验。
因此,自主企业的核心不是用人工智能取代人类,而是“买回人类的时间,并赋予人们执行更具战略性任务的能力”。
当人工智能接管重复性和耗时的手工任务时,员工就可以腾出时间去做人类擅长的事情,例如分析思维、创造力、解决复杂问题、沟通,或者在没有一刀切方法的情况下做出决策。
“人工智能可以帮助查找信息并实现准备过程的自动化,但它不能做决定。在高压情况下,最终还是要由人类来做决定。”
因此,在人工智能经济中,商业竞争可能不是“谁拥有人工智能”,而是“谁能利用人工智能让自己的员工成为最熟练的人才”,Liher Urbizu说道。
当员工拥有能够处理数据并完成耗时任务的人工智能“助手”时,东南亚各地的企业就能最大限度地利用现有资源。在这个瞬息万变的经济环境中,这些工具可能成为帮助企业更快适应、更强竞争力并抢占先机、超越竞争对手的关键因素。
通过 ThairathMoney 阅读最新的科技新闻、创新和数字化转型资讯,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Thanthida Thongphet 数字经济与金融的未来