BBC วิเคราะห์ UK พร้อมแค่ไหน หากเผชิญภาวะสงคราม ?BBC 分析了英国在面临战争时的准备情况。
สำนักข่าว BBC เผยแพร่บทวิเคราะห์ "War may be coming. Are we psychologically ready?" โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของประเทศและประชาชน หากสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับภาวะสงคราม บทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า หากสหราชอาณาจักรต้องเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างก

สำนักข่าว BBC เผยแพร่บทวิเคราะห์ "War may be coming. Are we psychologically ready?" โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของประเทศและประชาชน หากสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับภาวะสงคราม
บทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า หากสหราชอาณาจักรต้องเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างกะทันหัน ประชาชนจะรู้หรือไม่ว่าควรทำอะไร? และรู้หรือไม่ว่ารัฐคาดหวังให้ทำอะไร?
รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำให้สะสมอาหารกระป๋องและน้ำดื่มสำรอง การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคม ไปจนถึงการวางแผนรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะสงคราม พร้อมเริ่มปัดฝุ่น "War Book" หรือแผนยุทธศาสตร์รับมือภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขมานานหลายทศวรรษ
ด้านริชาร์ด ไนท์ตัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอังกฤษ ก็ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยเช่นกัน โดยระบุว่าภัยคุกคามจากรัสเซียในปัจจุบัน ทำให้สหราชอาณาจักรกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด ในรอบ 35 ปีของชีวิตการรับราชการทหารของเขา
บทวิเคราะห์นี้ยังตั้งคำถามว่า ภัยคุกคามที่ว่านั้นคืออะไร? ในปี 1940 ภัยจากการที่เยอรมนีจะบุกโจมตีสหราชอาณาจักร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงและน่าหวั่นเกรง แต่ในยุคปัจจุบัน โอกาสที่รถถังของรัสเซียจะแล่นเข้าสู่ถนนไวท์ฮอลล์ในกรุงลอนดอนนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้
มาร์กาเร็ต แมคมิลแลน นักประวัติศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ War: How Conflict Shaped Us ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้ไม่ใช่รถถัง แต่คือการทำลายสายเคเบิลสื่อสารใต้ท้องทะเล การเจาะระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ความเป็นไปได้ของสงครามแบบไร้แบบแผนและสงครามไซเบอร์ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สิ่งนี้นำไปสู่คำถามว่า สังคมอังกฤษพร้อมแล้วหรือยัง หลังจากที่ไม่มีสงครามเกิดขึ้นบนแผ่นดินมานานถึง 80 ปี สังคมมีความพร้อมทางจิตใจมากน้อยแค่ไหน? พร้อมที่จะอนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และยอมรับการเสียสละในด้านอื่นๆ ที่อาจตามมาหรือไม่? หรือภัยคุกคามเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความจริง?
มรดกจากสงครามโลกครั้งที่ 1
แมคมิลแลน สะท้อนมุมมองว่า ผู้คนในยุคปัจจุบันคุ้นชินกับความคิดที่ว่า สันติภาพคือสภาวะปกติของโลกที่จะคงอยู่ตลอดไป สังคมส่วนใหญ่จึงยังไม่มีความพร้อมทางจิตวิทยาสำหรับสงคราม แม้จะเริ่มตระหนักมากขึ้นว่าสงครามกำลังขยับเข้ามาใกล้ตัวมากกว่าที่คิดก็ตาม
สถานการณ์ในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบกับฤดูร้อนในยุค Edwardian ก่อนปี 1914 ที่คลิปภาพยนตร์หอจดหมายเหตุเผยให้เห็นชาวอังกฤษกำลังเพลิดเพลินกับการชมการแข่งขันม้าและคริกเก็ต ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากความสูญเสียและโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่ 1
พล.อ.ริชาร์ด เชอร์ริฟฟ์ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังผสมยุโรปของนาโต้ ระบุว่า สังคมในขณะนี้ตกอยู่ในสภาวะคล้ายยุคก่อนปี 1914 ที่แม้จะมีการพูดถึงเรื่องสงครามอยู่ตลอดเวลา แต่ความคิดที่จะต้องเข้าสู่สงครามจริง ๆ กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้
ในอดีต ยุโรปไม่ได้มีท่าทีต่อต้านสงคราม โดยในปี 1914 ศูนย์รับสมัครทหารเต็มไปด้วยอาสาสมัครที่กระตือรือร้นจะรับใช้ชาติ เนื่องจากคนรุ่นนั้นเติบโตมากับเรื่องเล่าการสร้างจักรวรรดิอันกล้าหาญ ซึ่งมองว่าสงครามเป็นภาพของการบุกโจมตีด้วยทหาร นำไปสู่ชัยชนะอย่างรวดเร็วและทุกคนจะได้กลับบ้าน แต่ทว่าประสบการณ์จากสิ่งที่ถูกเรียกว่า Great War หรือมหาสงคราม ได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและยังคงอยู่ในความทรงจำร่วมของสังคมมาจนถึงทุกวันนี้
ชายชาวอังกฤษที่เข้าร่วมรบ 1 ใน 8 คนต้องจบชีวิตในสนามรบที่แฟลนเดอร์ส ฝรั่งเศส เมโสโปเตเมีย และกัลลิโพลี ส่วนผู้ที่รอดชีวิตได้จารึกความโศกเศร้าไว้บนแผ่นดิน ผ่านการสร้างอนุสรณ์สถานสงครามนับพันแห่ง ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์นี้ได้แผ่ขยายไปทุกชุมชนทั่วประเทศ และความสูญเสียครั้งนั้นได้เปลี่ยนมุมมองที่ยุโรปมีต่อสงครามไปอย่างสิ้นเชิง
วิกฤตแห่งความไม่เชื่อ
แอนดรูว์ มิชตา ศาตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยฟลอริดา วิเคราะห์ว่า ชาวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำในยุโรปตะวันตก ต่างตกอยู่ในภาวะ "วิกฤตแห่งความไม่เชื่อ" (Crisis of Disbelief) มานานหลายทศวรรษ ขณะที่สหราชอาณาจักรก็เป็นเช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป ที่มีความพร้อมทางจิตใจในระดับต่ำมาก อีกทั้งผู้มีอำนาจยังไม่ได้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างตรงไปตรงมา
ศาตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ศึกษา กล่าวอีกว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในทศวรรษ 1990 ทำให้หลายประเทศในยุโรปปรับลดงบประมาณกลาโหมและปลดกำลังทหารครั้งใหญ่ เพราะเชื่อว่าภัยคุกคามจากรัสเซียได้หมดไปแล้ว พร้อมยกตัวอย่างกรณีเยอรมนีพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียผ่านท่อ Nord Stream โดยเขามองว่าเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดที่เบอร์ลินจะสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับมอสโกได้ ด้วยวิธีการทางการเมืองและเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน พล.อ.ริชาร์ด เชอร์ริฟฟ์ ให้ความเห็นว่า การที่รัสเซียรุกรานยูเครนครั้งแรกในปี 2014 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัสเซียเผยตัวตนว่าเป็นภัยคุกคามอันตรายต่อความมั่นคงของชาติตะวันตก โดยรัสเซียมีความเชื่อว่าตนเองตกอยู่ในภาวะสงครามกับนาโต้มาตั้งแต่ปี 2014 แม้จะไม่ใช่สงครามรูปแบบปกติ แต่เป็นสงครามที่มุ่งบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศเป้าหมายและพันธมิตร พร้อมเตือนว่าไม่ควรมองข้ามรัสเซีย เพราะมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจพยายามสร้างความระส่ำระสายให้กับนาโต้ด้วยวิธีการต่างๆ
บทวิเคราะห์ของ BBC ยังระบุถึงการเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม ที่มาจากความเชื่อว่าการเตรียมพร้อมสำหรับการรบคือวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันสงคราม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นพ้อง
จิม ออร์ฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกและชุมชน มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม มองว่า ความเชื่อเรื่องการถูกคุกคามเป็นการคิดแบบกรอบง่ายๆ เพื่อให้สามารถจินตนาการถึงการทำสงครามได้ โดยสังคมต้องสร้างภาพของฮีโร่และศัตรูขึ้นมา ซึ่งได้ออร์ฟอร์ดแบ่งขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน โดยขั้นแรกเป็นการเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยา ขั้นตอนที่สองคือการพิจารณาไตร่ตรองเรื่องสงคราม และขั้นตอนที่สามคือการเข้าสู่ภาวะสงครามจริงๆ ซึ่งในปัจจุบันสังคมตะวันตกได้ก้าวเข้าสู่ช่วงการตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงคราม เรียบร้อยแล้ว
การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
อย่างไรก็ตาม "วิกฤตความไม่เชื่อ" ไม่ได้เกิดขึ้นในระดับเดียวกันทั่วทั้งยุโรป ยิ่งขยับไปทางตะวันออกและเข้าใกล้พรมแดนรัสเซียมากเท่าไร ประชาชนในประเทศเหล่านั้นก็ยิ่งตื่นตัวต่อภัยคุกคามและมีความพร้อมทางจิตใจมากยิ่งขึ้น
"สวีเดน" ยึดนโยบายเป็นกลางทางทหารและไม่เคยเผชิญสงครามมานานกว่า 200 ปี แต่หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022 สวีเดนได้ละทิ้งนโยบายดังกล่าว และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมทางจิตใจมากที่สุดในยุโรป โดย อุลฟ์ คริสเตอช็อน นายกรัฐมนตรีสวีเดน ระบุว่า รัสเซียเป็นภัยคุกคามที่เห็นได้ชัด แม้ไม่รู้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่บทสรุปของสงครามจะเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วอายุคน
ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการศึกษายุโรปตะวันออกแห่งสตอกโฮล์ม เปิดเผยว่า ในสวีเดนมีการเปิดรับการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างมาก เรื่องชายแดนและความมั่นคงถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน นอกจากนี้ประเทศในกลุ่มบอลติก ได้แก่ ลิทัวเนีย เอสโตเนีย และลัตเวีย ซึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ก็มีความตื่นตัวสูงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปต่างหันมอง "ฟินแลนด์" ในการเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยาและความเข้มแข็งของภาคพลเมือง โดยแนวทางด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงของฟินแลนด์ มีรากฐานมาจากประสบการณ์สงครามในอดีตเช่นกัน โดยฟินแลนด์ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต พร้อมกับสวีเดน หลังรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022
ฟินแลนด์มีระบบเกณฑ์ทหารสำหรับผู้ชายทุกคน และมีผู้หญิงบางส่วนสมัครใจเข้ารับราชการทหารด้วย เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังสำรองของประเทศ ซึ่งระบบนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างกองทัพกับภาคประชาชนได้ โดย พล.อ. อาร์โต ราตี อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมฟินแลนด์ อธิบายว่า การเกณฑ์ทหารที่มีประสิทธิภาพ จะผูกโยงทุกครอบครัวในสังคมเข้ากับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้สถาบันทหารและตำรวจกลายเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในฟินแลนด์
นอกจากนี้ ฟินแลนด์ยังจัดหลักสูตรการบริหารจัดการวิกฤตระดับชาติเป็นประจำทุกปีให้แก่กลุ่มผู้นำในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานด้านสาธารณสุข ไปจนถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรทางศาสนา เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดวิกฤต
ส่งผลให้ฟินแลนด์ซึ่งมีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน มีกองทัพประจำการ 23,000 นาย (เทียบกับอังกฤษที่มีประชากร 66 ล้านคน แต่มีทหารประจำการ 70,000 นาย) สามารถระดมกองกำลังสำรองได้มากถึง 280,000 นายในเวลาอันสั้น จากกองกำลังสำรองทั้งหมดเกือบ 1 ล้านนาย โดยในปี 2025 ฟินแลนด์ใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขร้อยละ 2.3 ของสหราชอาณาจักรในปีเดียวกัน
คำถามสำคัญทิ้งท้ายคือ สหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ควรจะลงทุนเพื่อเดินตามโมเดลของฟินแลนด์หรือไม่ ในเมื่อโอกาสที่จะเกิดสงครามรูปแบบปกติกับรัสเซียยังดูเป็นเรื่องไกลตัว?
ประเด็นนี้ พล.อ.ริชาร์ด เชอร์ริฟฟ์ ยืนยันว่า กองทัพขนาด 70,000 นายไม่เพียงพอต่อการรับมือกับรูปแบบสงครามที่อาจต้องเผชิญ ดังนั้นอังกฤษจึงไม่อาจสร้างศักยภาพทางการทหารที่จำเป็นได้ หากไม่มีการปรับใช้ระบบเรียกพลหรือเกณฑ์ทหาร โดยเสนอว่าอังกฤษควรพิจารณารูปแบบการเกณฑ์ทหารของนอร์เวย์ ที่ลงทะเบียนเยาวชนทุกคนเพื่อเข้ารับการฝึกทหาร 1 ปี นอกจากจะเป็นการสร้างกองกำลังสำรองแล้ว ประวัติการรับราชการทหารยังกลายเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นในการสมัครงานในภาคเอกชนอีกด้วย ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของชาวอังกฤษที่มีต่อเรื่องสงครามได้
เชอร์ริฟฟ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า ผู้นำทางการเมืองจะต้องมีความกล้าหาญและสื่อสารความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศในอนาคต
อ้างอิงบทความจาก BBC เขียนโดย Allan Little
สหรัฐฯ บรรลุดีลเดนมาร์ก เพิ่มกำลังทหารใน "กรีนแลนด์"
"ทรัมป์" สั่งห้าม 3 สื่อใหญ่เข้าทำเนียบขาว อ้างรายงานข่าวปลอม
แหล่งข่าวชี้ "จีน" กดดันอิหร่านปราบ "ฮูตี" รุกคืบเยเมน-โจมตีซาอุฯ
英国广播公司发表了一篇题为《战争可能即将到来。我们做好心理准备了吗?》的分析文章,质疑如果英国面临战争,这个国家及其人民是否做好了准备。
分析指出,如果英国突然进入战争状态,民众是否知道自己应该做什么?他们是否知道国家希望他们做什么?
政府已开始向公众发出警告,提醒他们做好应对日常生活可能中断的准备,建议包括储备罐头食品和饮用水、加强社会联系以及制定战争应对计划。他们还重新启用了一份名为“战争手册”的国家应急响应战略,这份战略已经几十年没有更新了。
英国国防大臣理查德·奈顿也发出警告,称俄罗斯目前的威胁使英国处于他35年军旅生涯中最危险的时期。
这项分析也对这种威胁的本质提出了质疑。1940年,德国入侵英国的威胁是真实存在的,而且令人恐惧。但如今,苏联坦克进入伦敦白厅街的可能性几乎为零。
历史学家、著有《战争:冲突如何塑造我们》一书的玛格丽特·麦克米伦指出,如今真正令人担忧的不是坦克,而是水下通信电缆的破坏、计算机和技术黑客攻击,以及非常规战争和网络战迅速增长的可能性。
这就引出了一个问题:英国社会在本土80年未发生战争之后,是否做好了准备?社会在心理上做好了多大的准备?是否准备好批准大幅增加国防开支,并接受随之而来的其他牺牲?或者,这些威胁看起来太过遥远,以至于难以相信?
第一次世界大战的遗留问题。
麦克米伦的观点反映了这样一种认知:当今人们已经习惯于认为和平是世界正常且永恒的状态。因此,大多数社会在心理上并没有做好战争的准备,尽管他们越来越意识到战争正比他们想象的更近一步逼近。
当前的情况与 1914 年之前的爱德华时代夏天形成了鲜明对比,档案电影片段显示,当时英国人正在享受赛马和板球比赛——这与第一次世界大战的失败和悲剧之后的景象形成了鲜明的对比。
北约欧洲联合部队前副总司令理查德·谢里夫将军表示,目前社会的状态类似于 1914 年以前的时代,虽然人们不断谈论战争,但真正卷入战争的想法却显得如此遥远和不可思议,以至于难以相信。
过去,欧洲并不反对战争。1914年,征兵中心挤满了渴望为国效力的志愿者,因为那一代人从小就听着英勇的帝国建设故事长大,把战争视为一场迅速取胜的军事行动,战后皆可平安归来。然而,这场后来被称为“第一次世界大战”的战争,其经历已深深烙印在人们的记忆中,至今仍是社会记忆的一部分。
在二战期间参战的英国男性中,八分之一在弗兰德斯、法国、美索不达米亚和加里波利阵亡。幸存者们用成千上万座战争纪念碑,将他们的悲痛铭刻在这片土地上。战争的伤痛蔓延至全国各地,这场灾难从根本上改变了欧洲对战争的看法。
怀疑危机
佛罗里达大学战略研究教授安德鲁·米斯塔分析指出,欧洲人,尤其是西欧领导人,几十年来一直处于“不信任危机”之中。英国和许多欧洲国家一样,心理准备水平极低,而掌权者也并未公开披露日益逼近的威胁真相。
这位战略研究教授进一步指出,20世纪90年代苏联解体后,许多欧洲国家大幅削减国防预算并解散军队,认为来自俄罗斯的威胁已经消失。他以德国依赖北溪天然气管道从俄罗斯进口天然气为例,认为柏林能够通过政治和经济手段管控与莫斯科的关系是一个错误的想法。
与此同时,理查德·谢里夫将军评论说,俄罗斯2014年首次入侵乌克兰是一个重要的转折点,暴露了俄罗斯对西方安全的危险威胁。俄罗斯认为自2014年以来它一直与北约处于战争状态,尽管并非传统意义上的战争,而是一场旨在破坏目标国家及其盟友稳定与安全的冲突。他警告说,不应低估俄罗斯,因为它有可能试图通过各种手段破坏北约的稳定。
BBC 的分析还指出,要求增加国防开支的呼声源于这样一种信念:未雨绸缪是预防战争的最佳途径,但并非所有人都同意这种观点。
伯明翰大学临床与社区心理学专家吉姆·奥福德认为,将“受到威胁”视为想象战争的一种过于简单化的框架。社会塑造了英雄和敌人的形象,奥福德清晰地阐述了这些阶段:第一阶段是心理准备,第二阶段是思考战争,第三阶段是进入实际战争状态。目前,西方社会已经进入了认识到战争可能性的阶段。
公众参与
然而,这种“不信任危机”并非在整个欧洲都以相同的规模出现。越往东走,越靠近俄罗斯边境,这些国家的人民对威胁的警惕性和心理准备就越强。
瑞典一直奉行军事中立政策,两百多年来未曾卷入战争。然而,在俄罗斯于2022年全面入侵乌克兰后,瑞典放弃了这一政策,成为欧洲心理准备最充分的国家之一。瑞典首相乌尔夫·克里斯特尔松表示,俄罗斯构成了明显的威胁,虽然战争何时结束尚不可知,但其结果将至少决定未来一代人该地区的安全局势。
与此同时,斯德哥尔摩东欧研究所的分析人士指出,瑞典的公众参与度很高,边境和安全问题被视为每个人的责任。此外,曾受苏联统治的波罗的海三国——立陶宛、爱沙尼亚和拉脱维亚——也积极参与到这一事务中来。
然而,大多数欧洲国家都关注芬兰的心理战准备和民用部门的强化。芬兰的国防和安全方针也根植于过去的战争经验。2022年俄罗斯入侵乌克兰后,芬兰与瑞典一起决定加入北约。
芬兰实行义务兵役制,所有男性均须服兵役,部分女性也可自愿入伍。服役期满后,她们将成为国家预备役部队的一员。这一制度有助于弥合军队与平民之间的鸿沟。正如芬兰前国防部副部长阿尔托·拉蒂将军所解释的那样,有效的征兵制度将社会中的每个家庭与国家安全政策紧密联系起来,从而使军队和警察成为芬兰最受信任的机构。
此外,芬兰每年都会定期为各行各业的领导人举办国家危机管理培训课程,包括议员、部长、私营和公共部门的高级管理人员、公共卫生机构、非政府组织和宗教组织,以确保所有部门都了解他们在危机期间的角色和责任。
因此,芬兰人口仅550万,常备军2.3万人(相比之下,英国人口6600万,常备军7万人),却能从近100万的预备役部队中迅速动员多达28万名预备役士兵。预计到2025年,芬兰的国防开支将占其GDP的2.5%,与同年英国2.3%的水平相近。
留给大家思考的关键问题是:鉴于与俄罗斯发生常规战争的可能性似乎很遥远,英国和其他欧洲国家是否应该投资效仿芬兰模式?
关于这一点,理查德·谢里夫将军证实,7万人的军队不足以应对任何潜在形式的战争。因此,英国若不实行征兵制,就无法建立必要的军事能力。他建议英国借鉴挪威的征兵模式,该模式要求所有年轻人登记接受为期一年的军事训练。除了建立后备力量外,服役记录还将成为私营部门就业的一项有利条件,这或许会改变英国人对战争的态度。
警长最后强调,政治领导人必须有勇气向公众传达真相,并直截了当地解释说,这些行动对于国家未来的安全与稳定是必要且不可避免的。
根据艾伦·利特尔为BBC撰写的一篇文章改编。
美国与丹麦达成协议,将增加在格陵兰岛的军事存在。
特朗普以虚假新闻报道为由,禁止三家主要媒体进入白宫。
消息人士称,中国正在向伊朗施压,要求其制止胡塞武装在也门的侵略以及对沙特阿拉伯的袭击。