โลกกลับสู่ยุคดอกเบี้ยสูงและยาว 3 แกนตั้งรับพอร์ตหลัง Fed Hike世界正在重返高利率和长期利率时代:美联储加息后投资组合管理的 3 个维度。
โลกกำลังกลับสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้นที่ขับเคลื่อนด้วยเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ระยะสั้นสินทรัพย์เสี่ยงจะผันผวนและ SET เสี่ยงปรับฐาน แต่ทิศทางระยะกลางยังขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรเป็นสำคัญ

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์
หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX
# คณะกรรมการนโยบายการเงิน
ทำไม Stablecoin ถึงเป็นธุรกิจที่ฉลาดที่สุดในโลกการเงิน | Digital Frontiers EP.76
1 ปี “กิติพงศ์” ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ปักหมุดปฏิรูปตลาดทุนไทย
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) รอบล่าสุดถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับมาขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังดื้อและราคาน้ำมันที่ปรับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สัญญาณนี้กำลังบอกเราว่าโลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคดอกเบี้ยสูงและยาว" (Higher for Longer) อีกครั้ง คำถามสำคัญของนักลงทุนจึงไม่ใช่ว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่คือเราควรวางพอร์ตอย่างไรหลังจากนี้
คณะกรรมการ FOMC มีมติเอกฉันท์ 12-0 ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps สู่กรอบ 3.75–4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 โดยระบุว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง
ในการแถลงข่าว ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ย้ำว่าการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้เป็นเพียงการ "ลดระดับความผ่อนคลาย" ไม่ใช่การเบรกเศรษฐกิจ พร้อมยึดพันธกิจเสถียรภาพราคาเป็นสำคัญแม้เผชิญแรงกดดันทางการเมือง จุดยืนดังกล่าวช่วยหนุนความน่าเชื่อถือ (credibility) และความเป็นอิสระของ Fed
สิ่งที่ทำให้ตลาดประหลาดใจคือประมาณการเศรษฐกิจ (SEP) ที่ปรับขึ้นทั้งกระดาน โดย Fed เพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026–2027 เป็น 2.3% และ 2.4% ปรับ Core PCE ปี 2026 ขึ้นเป็น 3.4% ลดอัตราว่างงานเหลือ 4.1% และขยับ longer-run dot จาก 3.06% เป็น 3.25% สะท้อนว่า Fed มองอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ (neutral rate) สูงขึ้น โดยรวมผลลัพธ์จึงออกมา hawkish กว่าที่ทั้งตลาดและ InnovestX คาดไว้
ค่ากลางของ Dot Plot บ่งชี้ว่า Fed มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ สู่ 4.00–4.25% และคงไว้ตลอดปี 2027 ก่อนจะเริ่มลดในปี 2028 (กรรมการ 12 จาก 18 รายมองขึ้นรวม 2 ครั้งในปีนี้ และ 4 รายมองถึง 3 ครั้ง) ภาพนี้ตอกย้ำว่าเส้นทางนโยบายกำลังตึงตัวขึ้นและยาวนานกว่าที่เคยคาด
InnovestX คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง ไปหยุดที่ 4.38% แบ่งเป็น 2 ครั้งในปีนี้ (กันยายนที่ผ่านมาและธันวาคม) และอีก 1 ครั้งช่วงต้นปี 2027 ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน 90 และ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้และปีหน้า ซึ่งเข้มงวดกว่า Dot Plot ปี 2027 เล็กน้อย แต่ยังเบากว่าตลาดคาดว่าจะขึ้นอีกราว 2 ครั้งไว้แล้ว
ทั้งนี้ ตัวแปรชี้ทิศที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน ที่จะกำหนดทั้งเงินเฟ้อและนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า
ผลสะเทือนต่อตลาดพันธบัตรและค่าเงินเริ่มปรากฏชัด บอนด์ยีลด์ 2 ปีพุ่งสู่ 4.73% เราจึงปรับประมาณการปลายปีนี้ขึ้นเป็น 4.75% (2 ปี) และ 5.10% (10 ปี) โดยเส้นอัตราผลตอบแทนแบนลงแต่ยังไม่กลับด้าน (not inverted) ด้านดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสู่ราว 101.5 กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าสู่ 33.8 บาทต่อดอลลาร์ปลายปีนี้ ตามส่วนต่างดอกเบี้ย Fed–ธปท. ที่กว้างถึงราว 340 bps ก่อนจะกลับมาแข็งเล็กน้อยสู่ 33.5 ในปี 2027
ระยะสั้นผันผวน แต่ยังไม่ใช่ตลาดหมี
ประวัติศาสตร์บอกเราว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของรอบมักสร้างแรงกดดันระยะสั้น จากสถิติ 5 รอบหลังสุด ดัชนี S&P 500 ปรับลงเฉลี่ย 3.5% ใน 1 เดือนแรก และมักติดลบต่อเนื่องถึง 3 เดือน ก่อนฟื้นตัวเป็นบวก (median +6% ที่ 12 เดือน) เช่นเดียวกับการศึกษา 6 รอบนับตั้งแต่ปี 1988 ที่ตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว -2% ในช่วง 3 เดือนแรก อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการปรับฐานรอบนี้อาจแรงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
อย่างไรก็ดี เรามองว่านี่ยังไม่ใช่ภาพตลาดหมีเชิงพื้นฐาน (Fundamental Bear) ตราบใดที่การปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ยังไม่พลิกเป็นลบในวงกว้าง เพราะพื้นฐานกำไรของบริษัทชั้นนำยังแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ซึ่งประเมินไว้ราว 8 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเพิ่มเป็น 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการ “ซื้อตอนย่อ” (Buy on Dip) มากกว่าการไล่ราคา และเปลี่ยนจากการเพิ่มความเสี่ยงไปสู่การบริหารความเสี่ยงและกระจายพอร์ต
ในส่วนกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย วางพอร์ตด้วย 3 แกนหลัก คือ กลุ่มพลังงานในฐานะเกราะป้องกันเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่เป็นต้นตอการขึ้นดอกเบี้ยอย่าง XOM, CVX, COP กลุ่มเทคโนโลยีคุณภาพที่ยังเกาะการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่เลือกเฉพาะบริษัทที่มีสายป่านยาวอย่าง NVDA, AVGO, MSFT, GOOGL และกลุ่มคุณภาพนอกเทคโนโลยีเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากกลุ่มเทคฯ ผ่านกลุ่มการเงิน (JPM, GS, MS, BAC, V, MA) และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (WMT, COST, PG, KO)
ขณะที่ควรลดน้ำหนักหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยระยะยาว รวมถึงบริษัทที่มีหนี้สูงหรือกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่อ่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนการกู้ยืมใหม่ที่สูงขึ้น
สำหรับหุ้นไทยที่เสี่ยงเผชิญแรงขายและเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ในช่วง 1–3 เดือนแรก เราแนะนำให้เพิ่มเงินสดและทยอยสะสมใน 3 ธีมหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทอ่อน (ธนาคารใหญ่: BBL, KBANK, KTB, ประกันชีวิต: TLI, BLA, ส่งออก: TU, ITC) กลุ่มที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ (ค้าปลีก: CPALL, CPN, CRC, การแพทย์: BDMS, BCH, PR9, CHG) และกลุ่มเติบโตเชิงตั้งรับผ่าน GRID
ด้านการจัดพอร์ต แนะนำลดอายุเฉลี่ยตราสารหนี้เหลือ 3–5 ปีเพื่อรับผลตอบแทนส่วนต่าง และคงน้ำหนักทองคำไว้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ แต่ไม่ไล่ราคา ทั้งหมดสอดคล้องกับมุมมองไตรมาส 4 ปี 2026 ที่ให้เป้าดัชนีหุ้นไทย 1,700 จุด และมองระดับ 1,550 จุดเป็นจังหวะทยอยเข้าสะสม โดยหุ้นเด่นประจำไตรมาสคือ AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9
โดยสรุป โลกกำลังกลับสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้นที่ขับเคลื่อนด้วยเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ระยะสั้นสินทรัพย์เสี่ยงจะผันผวนและ SET เสี่ยงปรับฐาน แต่ทิศทางระยะกลางยังขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรเป็นสำคัญ ปัจจัยที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือราคาน้ำมัน (โดยเฉพาะหากทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ทิศทางการปรับประมาณการกำไร และความเสี่ยงที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไป (Policy Error) กลยุทธ์จึงยังเป็น “ซื้อตอนย่อ ไม่ไล่ราคา” พร้อมวางพอร์ตแบบตั้งรับและกระจายความเสี่ยง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX
皮亚萨克·马纳桑特博士
InnovestX Securities(SCBX集团旗下投资公司)投资策略部首席经济研究官。
货币政策委员会
为什么稳定币是金融界最明智的商业模式 | 数字前沿 第76期
上任一年:泰国证券交易所主席基蒂蓬致力于改革泰国资本市场。
美国联邦公开市场委员会(FOMC)最新一次会议标志着全球金融市场的一个重要转折点,由于持续的通货膨胀和中东紧张局势导致的油价上涨,美联储三年多来首次提高利率。
这一信号表明,世界可能正在进入另一个“高利率持续更长时间”的时代。因此,对投资者而言,关键问题不在于美联储是否会加息,而在于如何调整未来的投资组合。
联邦公开市场委员会以12比0的投票结果一致决定将政策利率上调25个基点至3.75%至4.00%的区间,这是自2023年7月以来的首次加息。他们指出,高通胀是加息的原因,尽管经济和劳动力市场依然强劲。
在新闻发布会上,美联储新任主席凯文·沃什强调,此轮加息仅仅是“宽松政策的放弃”,而非对经济的抑制,并重申了尽管面临政治压力,美联储仍致力于维护物价稳定。这一立场增强了美联储的信誉和独立性。
令市场感到意外的是,经济预测普遍上调。美联储将2026-2027年的GDP增长预期分别上调至2.3%和2.4%,将2026年核心个人消费支出(PCE)增长预期上调至3.4%,将失业率下调至4.1%,并将长期利率预期从3.06%上调至3.25%,反映出对中性利率的预期更为乐观。总体而言,这一结果比市场和InnovestX的预期都更为鹰派。
点阵图的中位数表明,美联储今年可能再次加息,将利率上调至4.00%至4.25%,并在2027年全年维持在该水平,之后于2028年开始降息。(18名委员会成员中有12人预计今年将加息两次,4人预计加息三次。)这进一步印证了政策路径比此前预期更加收紧和漫长的观点。
InnovestX预测美联储将总共加息三次,最终利率将达到4.38%,其中两次加息将在今年(9月和12月),另一次将在2027年初。该预测基于油价今年和明年分别为每桶90美元和80美元的假设。这一预测比2027年点阵图预测的加息幅度略小,但仍比市场此前预测的两次加息幅度要宽松。
归根结底,最重要的变量仍然是中东局势和石油价格,它们将决定未来一段时间的通货膨胀和货币政策。
对债券和货币市场的影响开始显现。两年期国债收益率飙升至4.73%,促使我们将年底预期收益率上调至4.75%(两年期)和5.10%(十年期),并指出收益率曲线趋于平缓,但尚未出现倒挂。美元走强至101.5附近,受美联储与泰国央行利率差扩大至约340个基点的影响,泰铢兑美元汇率在年底前走弱至33.8泰铢,之后可能在2027年小幅回升至33.5。
短期内市场波动在所难免,但目前还不是熊市。
历史经验表明,周期中的首次加息往往会带来短期压力。在过去的五个周期中,标普500指数在加息后的第一个月平均下跌3.5%,并且通常会持续下跌长达三个月,之后才会反弹至正值区域(12个月的中位数为+6%)。同样,对1988年以来六个周期的研究也显示,市场在前三个月的平均回报率约为-2%。然而,我们认为当前的调整幅度可能比历史平均水平更大。
然而,只要盈利预期没有普遍下调,我们目前并不认为这是熊市。龙头企业的基本面依然强劲,尤其是在科技行业,该行业正受到人工智能投资的推动,预计2026年人工智能投资额约为8000亿美元,2027年将增至1.2万亿美元。因此,合适的策略是逢低买入,而不是追涨,并将风险控制从增加风险转向风险管理和分散投资组合。
就美联储加息后的美国股票策略而言,该投资组合围绕三大支柱构建:能源股作为对冲通胀的工具,因为油价上涨推动了此次加息(例如,埃克森美孚、雪佛龙、科邦);利用人工智能(AI)增长的高质量科技股,特别是选择具有强大财务支持的公司(例如,英伟达、AVGO、微软、谷歌);以及非科技股,以分散科技行业的风险,包括金融股(摩根大通、高盛、摩根士丹利、美国银行、维珍、万事达卡)和必需消费品股(沃尔玛、可思买、宝洁、可口可乐)。
虽然建议减少对长期利率敏感的成长型股票的投资,包括负债较高的公司或对债券收益率和较高借贷成本敏感的房地产投资信托基金(REITs)。
对于可能在未来 1-3 个月面临抛售压力和新兴市场外资外流的泰国股票,我们建议增加现金持有量,并逐步在以下 3 个主要主题中积累:受益于利率上升和泰铢贬值的行业(大型银行:BBL、KBANK、KTB;人寿保险:TLI、BLA;出口:TU、ITC);面向国内市场的行业(零售:CPALL、CPN、CRC;医疗保健:BDMS、BCH、PR9、CHG);以及通过 GRID 策略投资的防御型增长行业。
在投资组合配置方面,我们建议将债券的平均到期期限缩短至3-5年以实现利差,并继续持有黄金作为战略对冲资产,但不要追逐其价格。所有这些都与我们对2026年第四季度的展望相符,该展望的目标泰国股指为1700点,并将1550点视为逐步增持股票的良机。我们本季度的首选股票包括AMATA、CENTEL、CRC、KTB和PR9。
总而言之,世界正重返由供给侧通胀驱动的利率上升时代。短期内,风险资产将出现波动,SET指数面临回调风险。然而,中期走势仍很大程度上取决于盈利增长。未来需要关注的因素包括油价(尤其是一旦突破每桶100美元)、10年期美国国债收益率、盈利预测修正方向以及美联储过度加息的风险(政策失误)。因此,策略依然是“逢低买入,不要追涨”,并构建防御型多元化投资组合。
通过 Thairath Money 阅读股票和投资新闻,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/investment
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Piyasak Manasant 博士,InnovestX Securities(SCBX 集团旗下投资公司)投资策略部首席经济研究员。