เศรษฐกิจไม่ดีจริง หรือ คิดไปเอง? เมื่อคนไม่กล้าใช้เงิน ร้านค้าเงียบ ธุรกิจเลิกกว่า 11,000 ราย经济形势真的很糟糕吗?还是我们只是杞人忧天?人们不敢花钱,商店生意冷清,超过11000家企业已经倒闭。
เศรษฐกิจไม่ดีจริง หรือ คิดไปเอง? ร้านค้าเงียบ บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมด ธุรกิจไทยมียอดขาย แต่กำไรแทบไม่เหลือ ยอดปิดกิจการ 8 เดือนแรก พุ่ง 11,000 ราย ขณะที่กลุ่ม “บริษัทผีดิบ” กำลังเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์
สุดยอดเกมการเงิน Nvidia - Nebius เมื่อ “ชิป” กลายเป็นหลักประกันเงินกู้ | Digital Frontiers EP.75
เศรษฐกิจไม่ดีจริง หรือ คิดไปเอง? ร้านค้าเงียบ บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมด ธุรกิจไทยมียอดขาย แต่กำไรแทบไม่เหลือ ยอดปิดกิจการ 8 เดือนแรก พุ่ง 11,000 ราย ขณะที่กลุ่ม “บริษัทผีดิบ” กำลังเพิ่มขึ้น
โซลาร์จีนทะลัก รับรัฐแจก 5 หมื่น ไทยนำเข้า 7 เดือนทะลุ 1.4 หมื่นล้าน พุ่ง 88.7%
“ช่วงนี้คนไม่ค่อยใช้เงิน”
ประโยคนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากร้านอาหาร ร้านค้าออนไลน์ เจ้าของกิจการรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการที่เคยผ่านทั้งโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายรอบ บางร้านบอกว่ายอดขายลด บางร้านยอมลดกำไรเพื่อรักษาลูกค้า ขณะที่บางแห่งตัดสินใจปิดกิจการ เพราะยิ่งเปิดต่อก็ยิ่งแบกต้นทุน
ความเงียบไม่ได้อยู่เฉพาะหน้าร้าน ในวงการบันเทิง ศิลปินและผู้จัดคอนเสิร์ตบางรายเผชิญโจทย์ขายบัตรไม่หมด ต้องเร่งปรับแผน ปรับขนาดงานให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ซึ่งแน่นอนว่า บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมดอาจเกิดได้จากหลายเหตุผล ไม่อาจเหมารวมว่าเกิดจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
แต่เมื่อความรู้สึกว่า “ขายของยากขึ้น” เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายวงการ คำถามจึงตามมาว่า คนไทยคิดกันไปเอง หรือเศรษฐกิจข้างในกำลังมีปัญหาจริง
เปิดคำตอบจากข้อมูลล่าสุดของ SCB EIC คือ เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังขยายตัว แต่การเติบโตลงไปไม่ถึงทุกคน บริษัทขนาดใหญ่บางกลุ่มยังมีรายได้ และกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจรายเล็กจำนวนมากกำลังต่อสู้กับรายได้ที่ชะลอ ต้นทุนที่สูง และกำไรที่ไม่ฟื้นตามยอดขาย บางแห่งยังเปิดไฟ ทำงาน และจ่ายเงินเดือนตามปกติ ทว่ากำไรจากธุรกิจไม่พอจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันหลายปี ซึ่งเราเรียกกิจการกลุ่มนี้ว่า “บริษัทผีดิบ” (Zombie firm)
บริษัทผีดิบ 11.6% ของธุรกิจไทย
นิยาม “บริษัทผีดิบ” ของ SCB EIC หมายถึง บริษัทที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 3 ปี และมีอัตราความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage Ratio ต่ำกว่า 1 ติดต่อกันอย่างน้อย 2 รอบบัญชี
แปลให้ตรงที่สุดคือ รายได้จากการดำเนินงานไม่เพียงพอจ่ายดอกเบี้ย แม้บริษัทอาจยังไม่ล้มละลายและยังไม่ปิดตัว แต่แทบไม่มีแรงเหลือสำหรับลงทุน พัฒนาสินค้า ขึ้นเงินเดือน หรือขยายกิจการ เงินที่หาได้จำนวนมากต้องนำไปหมุนหนี้และประคองสถานะของบริษัท
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า บริษัทผีดิบมีสัดส่วนประมาณ 11.6% ของธุรกิจไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 11.4% ในปี 2567 ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด โดยเวลานั้นบริษัทผีดิบมีสัดส่วนถึง 15.1% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ หลังลดลงต่อเนื่องจากวิกฤต ตัวเลขเริ่มหันกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ในกลุ่ม SME สัญญาณยิ่งชัด สัดส่วนบริษัทผีดิบเพิ่มจาก 12.1% เป็น 12.3% ระหว่างปี 2567–2568 สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่เกือบ 3 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวอธิบายความรู้สึกของผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง เพราะกิจการจำนวนไม่น้อยยังมีชื่ออยู่ในระบบ แต่สภาพจริงแทบไม่มีพื้นที่ให้เติบโตแล้ว
อสังหาฯ โรงแรม ร้านอาหาร อยู่ในพื้นที่เสี่ยง
เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ SCB EIC พบว่า กลุ่มที่มีสัดส่วนบริษัทผีดิบสูง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร สุขภาพ โทรคมนาคม และธุรกิจยาง หนักที่สุดคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีสัดส่วนบริษัทผีดิบประมาณ 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งระบบมากกว่า 2 เท่า
ภาวะดังกล่าวปรากฏให้เห็นผ่านข่าวธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ทั้งโครงการที่ชะลอการพัฒนา การเร่งระบายสต็อก ลดราคา ขายสินทรัพย์ และเจรจาปรับโครงสร้างหนี้
เดือนพฤษภาคม 2569 พนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์กว่า 350 คนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการแรงงาน หลังถูกค้างจ่ายค่าจ้างนานหลายเดือน ขณะที่บริษัทดัง ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างเร่งขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้ปัญหาสภาพคล่องที่เคยปรากฏอยู่ในงบการเงินกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทำงานทันที
ภาคการผลิตก็มีสัญญาณในลักษณะเดียวกัน ทั้งการลดกะ ลดโอที เลิกจ้าง และปิดกิจการ หนึ่งในกรณีที่เป็นข่าวคือโรงงานพลาสติกซึ่งเปิดดำเนินงานมาราว 40 ปี แต่ตัดสินใจยุติกิจการหลังแบกรับต้นทุนต่อไม่ไหว
กรณีเหล่านี้ไม่สามารถใช้แทนภาพของทั้งอุตสาหกรรมได้ แต่สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น บริษัทขนาดใหญ่บางรายก็เริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่องจนกระทบพนักงานและเจ้าหนี้เช่นกัน
บริษัทใหญ่ฟื้น ส่วน SME ยังติดหล่ม
ข้อมูลของ SCB EIC ยังชี้เห็นว่า เมื่อนำรายได้และอัตรากำไรปี 2568 มาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2565-2567 พบช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ชัดเจน บริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีทั้งรายได้และกำไรฟื้นตัว เช่น
บริษัทเหล่านี้มีเงินทุน เทคโนโลยี เครือข่ายคู่ค้า และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ จึงรับมือกับต้นทุนและการแข่งขันได้ดีกว่า อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับแรงขับเคลื่อนที่กำลังเติบโต เช่น การลงทุน เทคโนโลยี ตลาดต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พลังงานสีเขียว และรถยนต์ไฟฟ้า
แต่ฝั่ง SME กลับเป็นอีกภาพหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลง หมายความว่า “ขายได้มากขึ้น แต่เหลือเงินน้อยลง” เพราะต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย และการแข่งขันด้านราคาดึงเงินออกไปเกือบหมด SME ในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ การผลิตพืชผล รวมถึงคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในภาวะนี้ ขณะที่ค้าส่งและค้าปลีก อาหาร และอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย เผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และกำไร
ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และสุขภาพของ SME เริ่มเห็นกำไรดีขึ้นบ้าง แต่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ จึงยังห่างจากคำว่ากลับมาแข็งแรง นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขเศรษฐกิจระดับประเทศอาจขยายตัว ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะรายได้ใหม่กระจุกอยู่ในธุรกิจบางกลุ่ม ส่วนร้านค้าและกิจการขนาดเล็กยังต้องแบ่งกำลังซื้อก้อนเดิมท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
8 เดือน ธุรกิจเลิกกิจการกว่า 11,000 ราย
ทั้งนี้ หากบริษัทผีดิบคือกิจการที่ยังประคองตัวอยู่ ข้อมูลการจดทะเบียนเลิกกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ตัดสินใจออกจากตลาดไปแล้ว พบว่าช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกกิจการ 11,420 ราย เพิ่มขึ้นจาก 9,729 ราย ในช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 1,691 ราย หรือเพิ่มขึ้น 17.38%
ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกเพิ่มขึ้นแรงกว่าจำนวนบริษัท จาก 63,033 ล้านบาท เป็น 112,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,635 ล้านบาท หรือ 78.74%
ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่า กิจการที่เลิกไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะรายย่อย กิจการที่มีทุนจดทะเบียนสูงขึ้นก็ออกจากตลาดมากขึ้นเช่นกัน
เศรษฐกิจแบบ K-shaped บางคนขึ้น บางคนลง
SCB EIC อธิบายภาพของเศรษฐกิจไทย ณ เวลานี้ ว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped แขนด้านบนของตัว K คือบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เชื่อมกับการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเพิ่มรายได้และรักษากำไร
แขนด้านล่างคือ SME กิจการที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ แรงงานอิสระ และครัวเรือนที่รายได้ฟื้นช้า หลายรายมีรายได้ แต่ไม่มีเงินเหลือ หลายคนมีงาน แต่มีชั่วโมงทำงานและกำลังซื้อน้อยลง เมื่อรายได้ครัวเรือนฟื้นช้า ผู้บริโภคจะเริ่มเลือกใช้เงินกับสิ่งจำเป็นมากขึ้น ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าฟุ่มเฟือย และความบันเทิงจึงแข่งขันกันหนักขึ้นเพื่อแย่งกำลังซื้อก้อนเดิม
ร้านค้าที่บอกว่าลูกค้าหาย จึงไม่ได้คิดไปเองเสียทั้งหมด ศิลปินที่เห็นที่นั่งว่างในคอนเสิร์ตอาจกำลังเผชิญทั้งการแข่งขันในวงการและกระเป๋าเงินของผู้ชมที่บางลง ส่วนเจ้าของ SME ซึ่งมียอดขายแต่กำไรไม่เหลือ กำลังยืนอยู่ใกล้เส้นแบ่งระหว่าง “กิจการที่ยังไปต่อได้” กับ “บริษัทผีดิบ” ธุรกิจเหล่านี้ ต้องลดค่าใช้จ่าย เลื่อนการลงทุน งดรับคน ชะลอจ่ายเจ้าหนี้ หรือยอมขายในราคาที่กำไรบางลง เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองอยู่ต่อ
หากเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้น บริษัทบางแห่งอาจกลับมาได้ แต่หากรายได้ยังโตช้า ต้นทุนไม่ลด และการเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น บริษัทผีดิบบางส่วนอาจกลายเป็นกิจการที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ ขายทรัพย์สิน ปลดพนักงาน หรือออกจากตลาดในที่สุดนั่นเอง.
ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ,SCB EIC
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อุมาภรณ์ พิทักษ์ เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์
经济、金融、投资和房地产。
英伟达终极金融游戏——Nebius——“芯片”成为贷款抵押品 | 数字前沿 第75期
经济形势真的糟糕吗?还是我们杞人忧天?商店门可罗雀,演唱会门票无人问津,泰国企业虽然有销售额,但几乎没有利润。前八个月的倒闭企业数量激增至11000家,“僵尸企业”的数量也在不断攀升。
泰国政府发放 5 万泰铢补贴后,中国太阳能发电量激增;泰国 7 个月内进口价值超过 140 亿泰铢的太阳能电力,增幅达 88.7%。
“现在人们花钱不多。”
这种说法越来越响亮,来自餐馆、网店、小企业主,甚至那些经历过新冠疫情和多次经济危机的创业者。一些企业报告销售额下降,一些企业为了留住客户而降低利润率,而另一些企业则因为继续运营只会增加成本而决定关门歇业。
这种冷清的局面并非仅限于商店橱窗。在娱乐行业,一些艺人和演唱会主办方也面临着门票售罄的困境,迫使他们迅速调整计划,扩大演出规模以适应观众的购买力。当然,演唱会门票滞销的原因多种多样,不能仅仅归咎于经济状况。
但当多个行业同时出现“销售商品越来越难”的感觉时,问题就出现了:泰国人只是在胡思乱想,还是国内经济真的面临问题?
根据渣打银行EIC的最新数据,泰国经济预计在2026年仍将保持增长,但并非所有企业都能从中受益。一些大型企业的收入和利润仍在增长,而许多小型企业却面临收入放缓、成本高企以及利润未能随着销售额的增长而恢复的困境。有些企业仍在运营,照常支付员工工资,但其利润已连续多年不足以支付利息——这些就是我们所说的“僵尸企业”。
僵尸企业占泰国企业总数的11.6%。
SCB EIC 将“僵尸公司”定义为运营超过 3 年且利息保障倍数连续两个会计期间低于 1 的公司。
更准确地说,营业收入不足以支付利息。虽然公司尚未破产或倒闭,但几乎没有余力投资产品研发、提高薪资或扩张业务。大部分收入必须用于偿还债务和维持公司的财务稳定。
2025年的数据显示,僵尸企业将占泰国所有企业的约11.6%,高于2024年的11.4%。这一比例仍低于2021年新冠疫情期间的峰值15.1%。然而,值得注意的是,在经历了疫情带来的持续下降之后,僵尸企业的数量又开始回升。
在中小企业领域,这一信号更加明显:2024 年至 2025 年间,“僵尸企业”的比例从 12.1% 增加到 12.3%,几乎是大公司的三倍。
这些数据在一定程度上解释了企业家的感受,因为许多企业仍然在系统中注册,但实际上,它们几乎没有发展空间。
房地产、酒店和餐馆都位于高风险地区。
按行业类型划分,SCB EIC发现,僵尸企业比例最高的行业包括住宅房地产、酒店及住宿、餐饮、医疗保健、电信和橡胶行业。其中,住宅房地产行业受影响最为严重,僵尸企业比例约为30%,是整体平均水平的两倍多。
最近的商业新闻已经明显反映了这种情况,包括开发项目延期、库存清理加速、价格下调、资产出售和债务重组谈判。
2026年5月,一家房地产公司的350多名员工因数月未收到工资而向劳工委员会提交请愿书。与此同时,该公司解释说,正在出售资产以支付员工工资。这一事件使此前报道的流动性问题更加凸显,令员工们忧心忡忡。
制造业也出现了类似的迹象,包括减少轮班、削减加班、裁员和企业倒闭。其中一个引起广泛关注的案例是一家塑料厂,该厂已运营约40年,但由于无法承受不断上涨的成本,最终决定停产。
这些案例虽然不能代表整个行业,但也反映出压力并非仅限于小型店铺或初创企业。一些大型公司也开始面临流动性问题,这会影响到他们的员工和债权人。
大型企业正在复苏,但中小企业仍然深陷困境。
SCB EIC 的数据还表明,将 2025 年的收入和利润率与 2022-2024 年的平均水平进行比较,可以明显看出大型企业与中小企业之间的差距。一些行业的大型企业已经实现了收入和利润的复苏,例如……
这些公司拥有雄厚的资本、先进的技术、广泛的合作伙伴网络和庞大的客户群体,这使它们能够更好地控制成本并应对竞争。它们还与投资、技术、国际市场、数字化转型、绿色能源和电动汽车等新兴增长驱动因素紧密相关。
然而,中小企业的处境却截然不同。许多行业的营收增长了,但利润却下降了,这意味着它们“卖得更多,但剩余资金却更少”,因为原材料、劳动力、租金、利息和价格竞争的成本几乎耗尽了它们的所有资金。汽车及零部件、化工、农作物制造以及计算机和电子行业的中小企业都面临着这种情况,而批发零售、食品和住宅房地产行业则面临着营收和利润的双重压力。
酒店、餐饮和医疗保健行业的中小企业利润开始有所改善,但收入尚未完全恢复,这意味着它们距离重回巅峰还有很长的路要走。这就是为什么国家经济数据可能显示增长,而许多企业主却感觉经济疲软的原因。这两种情况可能同时出现,因为新增收入集中在某些行业,而小型商店和企业仍然需要在日益激烈的竞争中共享现有的购买力。
8 个月内,超过 11,000 家企业倒闭。
然而,如果将“僵尸企业”定义为仍在苦苦挣扎的企业,那么来自商业发展部的企业解散数据则反映了另一种情况。数据显示,在2026年1月至8月期间,共有11420家法人实体登记解散,比2025年同期的9729家增加了1691家,增幅达17.38%。
已解散企业的注册资本增长速度超过了企业数量的增长速度,从 630.33 亿泰铢增至 1126.68 亿泰铢,增加了 496.35 亿泰铢,增幅达 78.74%。
这些数据表明,企业清算数量的增加不仅限于小型企业;注册资本较高的企业也在大量退出市场。
K型经济对某些人来说有起有落。
SCB EIC 将泰国当前的经济状况描述为 K 型复苏。K 形的上臂代表与投资、技术和国际市场相关的大型企业和行业。这些企业仍然有机会增加收入并保持利润。
收入较低的群体包括中小企业、依赖国内消费的企业、自由职业者以及收入恢复缓慢的家庭。许多人有收入但没有盈余,许多人有工作,但工作时间更长,购买力下降。随着家庭收入缓慢恢复,消费者往往会优先考虑必需品支出。因此,商店、餐馆、奢侈品零售商和娱乐场所面临着日益激烈的竞争,以争取这部分传统的购买力。
那些反映客流量下降的企业并非完全凭空想象。艺术家们在演唱会上看到空荡荡的座位,可能正面临着日益激烈的行业竞争和观众消费能力下降的双重困境。与此同时,那些销售额有增无减的中小企业主正徘徊在“可持续发展”和“僵尸企业”的边缘。为了勉强维持生存,这些企业不得不削减成本、推迟投资、停止招聘、拖欠债权人款项,甚至降低利润率。
如果经济和购买力复苏,一些公司或许能够东山再起。然而,如果营收增长持续缓慢、成本居高不下、融资渠道日益狭窄,一些“僵尸企业”最终可能不得不重组债务、出售资产、裁员或退出市场。
资料来源:SCB EIC业务发展部
通过 ThairathMoney 阅读经济新闻和政府政策,帮助您实现“更美好的财务生活”。
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Umaporn Pitak,专攻经济学、金融、投资和房地产。