"นักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ" ในยุค AI เป็นอย่างไร ? ถอดมาตรฐานลงทุน Data Center ของ Google在人工智能时代,什么才算是“负责任的投资者”?剖析谷歌的数据中心投资标准。
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเบื้องหลังการลงทุนของบริษัทระดับโลกที่มีมาตรฐานการลงทุน Data Center โดยทาง Google คือ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีการดำเนินการเรื่องนี้มามากกว่า 20 ปี

# Google Cloud ประเทศไทย
วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75
Google ลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไทยเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Data Center รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาวกว่า 20 ปี
IEA คาดการณ์การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 945 TWh ภายในปี 2030 ซึ่ง Google มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยค่า PUE ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
กลยุทธ์ 'Good Grid Citizen' ของ Google ครอบคลุมการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้า การใช้พลังงานสะอาด การคืนน้ำสู่ธรรมชาติ 120% และการควบคุมระดับเสียงไม่ให้กระทบชุมชน
การลงทุนนี้ช่วยสร้างงานทักษะสูงและโอกาสทางธุรกิจให้กับพันธมิตรไทยกว่า 50 ราย พร้อมยกระดับบุคลากรไทยสู่มาตรฐานระดับโลก
Google ใช้โมเดลการดำเนินงานแบบ Full Stack ตั้งแต่การออกแบบชิป TPU ไปจนถึงระบบระบายความร้อน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
AMD ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปลุกหุ้นชิปพุ่งยกแผง ตลาดกลับมาเดิมพัน “AI” อีกครั้ง
ถ้า AI คือ อนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานวันนี้ คือ การวางรากฐานในระยะยาว มนุษย์กับเทคโนโลยีต้องอยู่ร่วมกัน พัฒนาการของเทคโนโลยี ดำเนินไปพร้อมกับการเติบโตของช่วงชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของผู้คน ดังนั้น การเติบโตคของเทคโนโลยีที่จะยั่งยืน จำเป็นที่จะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และชุมชน
ในระยะหลังมานี้ ทั่วโลกมีปัญหาในเรื่องของ Data Center มากขึ้น โดยในแง่พลังงาน IEA มีการประเมินว่าการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มจาก 415 TWh ในปี 2024 เป็นราว 945 TWh ภายในปี 2030 ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศญี่ปุ่น (ในปัจจุบัน) ซึ่งสาเหตุหลักๆ คือ AI ที่กลายเป็นตัวขับเคลื่อนการใช้ไฟ
ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาด Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็มีแรงต่อต้านจากชุมชนเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อกังวลหลักๆ คือ การใช้ไฟฟ้า และการใช้น้ำที่สูงมากเกินไป รวมถึงมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้นด้วย
บทเรียนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในตอนนี้ แสดงให้เห็นว่า ในยุคนี้เงินทุนและเทคโนโลยีไม่เพียงอีกต่อไป แต่ในการลงทุนนั้นจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า แล้วจะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างไรด้วย ด้วยโจทย์นี้ในอุตสาหกรรม Data Center จึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “นักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ”
Thairath Money ได้พูดคุยกับ จิรเดช จาตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ Google Cloud ประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเบื้องหลังการลงทุนของบริษัทระดับโลกที่มีมาตรฐานการลงทุน Data Center ของตัวเองและดำเนินการมาแล้วทั่วโลก เนื่องจากทาง Google คือ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีการดำเนินการเรื่องนี้มามากกว่า 20 ปี
จิรเดช จาตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ Google Cloud ประเทศไทย
ทำความเข้าใจ AI Data Center มีบทบาทอย่างไรกับเศรษฐกิจ ?
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า AI Data Center สิ่งนี้ไม่ได้เป็นแต่อาคารคอนกรีตที่ข้างในมีไว้ตั้งตู้เซิร์ฟเวอร์ แต่ "Engine Room" และ "Backbone" สำคัญที่ขับเคลื่อนเสถียรภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล จิรเดช เล่าให้เห็นภาพว่า ให้ลองนึกถึงว่าบริการที่คนใช้ทุกวันล้วนประมวลผลอยู่ใน Data Center ทั้งการเช็กเส้นทางและสภาพจราจรแบบเรียลไทม์ อีเมล คลาวด์เก็บรูปภาพ วิดีโอออนไลน์ และธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ
"บางทีเราอยู่ปลายน้ำของการใช้บริการ แต่ทุกอย่างต้อง build บน layer ต่าง ๆ และ layer ที่สำคัญที่สุดข้างล่างสุดเลย ก็คือ Data Center" จิรเดชอธิบาย พร้อมเปรียบเทียบว่า Data Center แบบเดิมเป็นห้องสมุดที่เก็บข้อมูลมหาศาล ส่วน AI Data Center คือห้องสมุดที่มีบรรณารักษ์อัจฉริยะคอยค้นหา ประมวลผล และสรุปข้อมูล ไส้ในจึงต้องเปลี่ยนจากระบบที่เน้น CPU ไปสู่ชิปที่ออกแบบมาเพื่องาน AI โดยเฉพาะ
ดังนั้นสำหรับ Google แล้ว การประกาศารลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไทยเมื่อปี 2024 ไม่ได้เป็นเพียงการขยายโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการวางรากฐานให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน
สิ่งที่น่าสนใจ คือ การลงทุนเหล่านี้ล้วนเป็นการลงทุนระยะยาว มีกรอบเวลามากกว่า 20 ปี สะท้อนได้จาก Data Center แห่งแรกของบริษัทในสหรัฐฯ เปิดมากว่า 20 ปีและยังดำเนินงานอยู่จนถึงปัจจุบัน
เมื่อต้องอยู่ร่วมกับพื้นที่ยาวนานขนาดนี้ ความรับผิดชอบจึงเริ่มตั้งแต่ก่อนลงทุน Google ประเมินพื้นที่อย่างเข้มงวดว่ามีกำลังไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ ลุ่มน้ำมีน้ำเพียงพอหรือไม่ และจะกระทบชุมชนอย่างไร ก่อนเลือกตั้ง Data Center ในนิคมอุตสาหกรรมที่ชลบุรี ห่างจากพื้นที่ชุมชนหนาแน่น
ความได้เปรียบของการเป็น Full Stack
สำหรับ Google มี ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุดคือโมเดลการดำเนินงานแบบ Full Stack ซึ่งอยุ่ในทุก Layer ของห่วงโซ่เทคโนโลยี ตั้งแต่ Data Center ชิป TPU ท่ออกแบบเอง แพนฟอร์ม Google Cloud ตลอดจนโมเดล AI อย่าง Gemini ไปจนถึงแอปพลิเคชันต่างๆที่เราใช้กันในปัจจุบัน
จิรเดช กล่าวว่า เราไม่ได้เป็นแค่ Data Center Service Provider หรือแค่ Software Solution Provider เราเป็นทุกอย่างเลย ดังนั้น การควบคุมได้ทั้งสายทำให้ Google ออกแบบทุกส่วนให้ทำงานร่วมกันได้เต็มประสิทธิภาพ โมเดล Gemini และชิป TPU ถูกพัฒนาคู่กัน ส่วนอาคาร ระบบระบายความร้อน และระบบจ่ายไฟ ถูกออกแบบรอบตัวชิป TPU แต่ละรุ่นยังประหยัดพลังงานขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไฟฟ้าหนึ่งหน่วยประมวลผลได้มากขึ้น แล้วการควบคุมเองได้ทั้งสายเช่นนี้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ Data Center
ยกตัวอย่าง ผลลัพธ์ที่สะท้อนในค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ซึ่งยิ่งใกล้ 1 ยิ่งมีประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ยของ Data Center Google ทั่วโลกอยู่ที่ 1.09 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ราว 1.54-1.58 แม้ในเขตร้อนชื้นอย่างสิงคโปร์ ซึ่งระบายความร้อนได้ยากกว่า ก็ยังอยู่ราว 1.1 หมายความว่าพลังงานเกือบทั้งหมดถูกใช้ประมวลผลจริง ไม่สูญเสียไปกับส่วนอื่น
4 คำถามใหญ่ Data Center : มาตรฐานการทำงานของ Google
นอกจากนี้ในการเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center ในที่ใดก็ตามแต่ โดยเฉพาะที่เราอธิบายกันอยุ่นี้ คือ บริบทของประเทศไทย Google มีการวางยุทธศาสตร์ในการเป็น "Good Grid Citizen" ซึ่งจากการพูดคุยกับ จิรเดช ยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้ คือ มาตรฐานที่ Google ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เงื่อนไขที่รัฐบาลบังคับ สามารถแบ่งเป็นกลยุทธ์ในการบริหารทรัพยากรเป็น 4 ด้าน
Grid Transformation : Google รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้า ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ 100% ทั้งสถานีย่อย และสายส่ง เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อภาครัฐและประชาชน
Clean Energy : ปัจจุบัน Google ซื้อไฟจากโครงข่ายตามปกคิ แต่ได้มีการตั้งเป้าใช้พลังงานสะอาดสำหรับ Data Center รวมถึงยังมีการลงทุนเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในหลายประเทศ ทั้งแบตเตอรี่ โซลาร์ และความร้อนใต้พิภพ
Water Replenishment : Google ตั้งเป้าในการคืนน้ำสู่ธรรมชาติ 120% ของปริมาณที่ใช้ โดยปัจจุบันมีโครงการทั่วโลกราว 164 โครงการ และตั้งเป้าาคืนน้ำราว 7.1 หมื่นล้านลิตรต่อปีภายในปี 2030 ทั้งนี้ Google ได้นำความสำเร็จจากการใช้เทคโนโลยี Drip Irrigation (ระบบน้ำหยด) ในนาข้าวที่ไต้หวัน ซึ่งช่วยเกษตรกรในการใช้น้ำสิ้นเปลือง มาต่อยอดในพื้นที่อื่นต่อไป
Noise Management : ระดับเสียงที่แนวรั้วของ Data Center จะถูกควบคุมให้อยู่ที่ 55-65 เดซิเบล ใกล้เคียงเครื่องล้างจานในบ้าน และเบากว่าเสียงการจราจรบนท้อนถนนทั่วไป รวมถึงการออกแบบเผื่อพื้นที่ว่างรอบอาคาร เพื่อกั้นเสียงไม่ให้ถึงชุมชน เพื่อความปลอดภัยทั้งทางกายภาพ และรองรับการขยายในอนาคต
Data Center ไม่ใช่การลงทุนครั้งเดียวจบ
จิรเดชกล่าวว่า Data Center คือ "อุตสาหกรรมแห่งอนาคต" ที่สร้างมูลค่าหมุนเวียนแบบทวีคูณ ไม่ใช่การลงทุนครั้งเดียวจบ โดยปัจจุบัน Data Center ของ Google ในไทยอยู่ในระยะก่อสร้าง ซึ่งปกติแล้วใช้เวลาเฉลี่ย 3-5 ปี ดังนั้นหลังจากประกาศการลงทุน โครงการในไทยดำเนินการมาแล้ว 2 ปี โดยมีการจ้างแรงงานก่อสร้างผ่านผู้รับเหมาในประเทศราว 4,200 คนต่อปี
และในอนาคตอันใกล้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากก่อสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อย คือ ระยะของการดำเนิงาน Data Center ไม่ได้จ้างงานจำนวนมหาศาลเหมือนโรงงานบางประเภท แต่สร้างงานประจำระยะยาวที่ใช้ทักษะสูงและได้ค่าตอบแทนสูง (High Value, High Skill) ครอบคลุมช่างเทคนิค วิศวกรไฟฟ้าและเครื่องกล ผู้เชี่ยวชาญด้านจัดซื้อ โลจิสติกส์ ซัพพลายเชน พลังงานสะอาด การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า ความปลอดภัย และการจัดการของเสีย แม้แต่บุคลากรไทยที่อยู่ในวงการ Data Center มานาน ก็ต้องยกระดับความรู้สู่มาตรฐาน Hyperscale ระดับโลก องค์ความรู้นี้จะสะสมอยู่ในแรงงานไทยต่อไป
นอกจากนี้ Google มีพันธมิตรที่เป็นธุรกิจไทยมากกว่า 50 ราย ตั้งแต่งานก่อสร้างไปจนถึงซัพพลายเชนสนับสนุน ตลอดอายุการใช้งานกว่า 20 ปี จะมีการซ่อมบำรุง อัปเกรด และจัดซื้ออุปกรณ์ต่อเนื่อง
ดังนั้นสำหรับอุตสาหกรรม Data Center จิรเดช ให้มุมมองว่า จริงๆแล้วอุตสาหกรรมนี้สามารถสร้างระบบนิเวศในไทยได้แบบเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ และใน 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจไทยจะมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้อีกมาก
เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ
ในมุมนโยบายสาธารณะ การประกาศลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ คือการติดตั้ง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ผ่านการเป็น นักลงทุนที่มีความรับผิด ในมิติต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม จิรเดชกล่าวถึงการเข้ามาลงทุนของ Google ในไทยว่า "เราไม่ได้แค่ขอเพราะเราต้องการใช้ เราไม่ได้เป็นแค่ demand แต่ถ้าเราทำอะไรที่ไป strengthen ฝั่ง supply ของสิ่งที่เราใช้ได้ เราก็ทำหมด ทั้งไฟ น้ำ หรือคน" ซึ่งนี่คือ บทบาทที่ Google วางไว้คือเป็นผู้เล่นหลักที่ทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อสร้างอุตสาหกรรม Data Center ของไทยให้เติบโตไปพร้อมความรับผิดชอบนั่นเอง
# Google Cloud 泰国
如何最大限度地减少海外股票的税负以及如何将资金汇回泰国(TaxBugnoms x TISCO 联合出品)| 理财专题 第75期
谷歌将在泰国投资 10 亿美元,建设数据中心基础设施,以支持未来 20 多年的数字经济发展。
国际能源署预测,到 2030 年,全球数据中心的电力消耗将达到 945 太瓦时,而谷歌则专注于提高能源效率,其 PUE(个人能源效率)值低于行业平均水平。
谷歌的“优秀电网公民”战略包括升级电网、使用清洁能源、将 120% 的水返还给自然,以及控制噪音水平以最大限度地减少对社区的影响。
这项投资有助于为 50 多家泰国合作伙伴创造高技能工作岗位和商业机会,同时将泰国劳动力提升到世界一流水平。
谷歌采用全栈式运营模式,从 TPU 芯片的设计到散热系统,最大限度地提高资源效率。
AMD市值突破1万亿美元,引发芯片股飙升,并带动人工智能市场增长,人们重新开始押注人工智能领域。
如果人工智能代表未来,那么今天对基础设施的投资就是在为长远发展奠定基础。人类与科技必须共存。科技进步与人们生活水平的提高同步发展。因此,可持续的科技发展需要对资源、环境和社会负责。
近年来,全球数据中心面临着日益严峻的挑战。从能源角度来看,国际能源署(IEA)预测,全球数据中心的电力消耗将从2024年的415太瓦时(TWh)增至2030年的约945太瓦时,超过日本目前的电力总消耗量。造成这一现象的主要原因是人工智能(AI),它已成为电力消耗增长的主要驱动力。
与此同时,在美国这个全球最大的数据中心市场,由于对过度消耗电力和水资源以及噪音污染等主要问题的担忧,社区的抵制情绪正在稳步增长。
全球经验表明,在当今时代,资本和技术已不再足够。投资还必须回答如何与社区共存的问题。鉴于此,数据中心行业需要所谓的“负责任的投资者”。
《泰叻报》采访了谷歌云泰国政府事务与公共政策主管吉拉德·查图拉维特,以了解这家全球性公司投资数据中心的背景。谷歌的数据中心拥有其全球标准和运营体系。谷歌是一家全球性科技公司,在该领域已有20多年的经验。
Jiradej Chaturavit,谷歌云泰国政府事务和公共政策主管。
了解人工智能和数据中心:它们在经济中扮演什么角色?
首先,我们需要明白,人工智能数据中心不仅仅是一座摆放服务器机架的混凝土建筑。它是驱动数字经济稳定的关键“引擎室”和“骨干网”。Jiradech举例说,想象一下,诸如实时查询路线和交通状况、电子邮件、图像和视频云存储以及电子商务交易等日常服务,都在数据中心内进行处理。
“或许我们目前处于服务交付的下游环节,但所有环节都必须建立在不同的层级之上,而最底层最重要的层级就是数据中心,”Jiradech解释道。他将传统数据中心比作存储海量数据的图书馆,而人工智能数据中心则像是拥有智能图书管理员的图书馆,这些图书管理员负责搜索、处理和总结信息。因此,其内部组件必须从CPU密集型系统转向专为人工智能任务设计的芯片。
因此,对于谷歌来说,2024 年宣布在泰国投资 10 亿美元不仅仅是为了扩大基础设施,而是为了奠定泰国数字经济的基础,涵盖政府、企业和公众。
有趣的是,这些都是持续 20 多年的长期投资,这体现在该公司在美国的第一个数据中心上,该数据中心于 20 多年前开放,至今仍在运营。
在如此广阔的区域内进行数据中心选址,责任甚至在投资之前就已经开始了。谷歌在选择位于春武里府工业园区(远离人口稠密区)的数据中心之前,会进行严格的选址评估,以确定电力供应是否充足、水资源是否充足,以及对周边社区的潜在影响。
全栈开发的优势。
对于谷歌而言,其最重要的战略优势在于其全栈运营模式,该模式渗透到技术链的每一层,从数据中心和自主设计的 TPU 芯片到谷歌云平台、Gemini 等人工智能模型以及我们今天使用的各种应用程序。
吉拉德杰表示:“我们不仅仅是数据中心服务提供商或软件解决方案提供商;我们包罗万象。因此,对整个流程的全面掌控使谷歌能够设计出每个组件协同工作、达到最佳效率的方案。Gemini 模型和 TPU 芯片是同步开发的,而建筑、冷却系统和电源系统则是围绕每个 TPU 芯片进行设计的。每一代 TPU 芯片的能效都在不断提升,从而能够为每个处理单元提供更多电力。这种自主控制的流程体现了我们数据中心管理的效率。”
例如,这些结果体现在电源使用效率 (PUE) 值上,PUE 值越接近 1,效率越高。谷歌全球数据中心的平均 PUE 值为 1.09,低于行业平均水平(约 1.54-1.58)。即使在新加坡这样散热较为困难的热带潮湿国家,平均 PUE 值也约为 1.1。这意味着几乎所有能源都用于实际处理,而没有浪费在其他进程上。
关于数据中心的 4 个重要问题:谷歌的运营标准
此外,在任何地方投资数据中心等基础设施时,尤其是在我们这里所描述的泰国,谷歌都奉行“良好电网公民”战略。我们与Jiradech的对话证实,这些是谷歌在全球范围内采用的标准,而非政府强加的条件。这可以分为资源管理的四个战略领域。
电网改造:谷歌将承担与该项目相关的电网升级改造的100%费用,包括变电站和输电线路,以免给政府或公众造成负担。
清洁能源:目前,谷歌像往常一样从电网购买电力,但它已设定目标,在其数据中心使用清洁能源,并正在投资加速多个国家的能源转型,包括电池、太阳能和地热能。
水资源补给:谷歌的目标是将用水量的120%回馈给自然。目前,谷歌在全球范围内开展了约164个项目,目标是到2030年每年回馈约710亿升水。谷歌借鉴了其在台湾稻田滴灌技术的成功经验(该技术帮助农民节约用水),并将这项举措推广到其他地区。
噪音管理:数据中心周边噪音水平控制在 55-65 分贝,与家用洗碗机的噪音水平相近,低于一般街道交通噪音。此外,建筑周围预留了充足的空间,以防止噪音影响周边社区,既保障了人身安全,也为未来的扩展预留了空间。
数据中心并非一次性投资。
吉拉德杰指出,数据中心是“面向未来的产业”,它创造的是指数级增长的价值,而不仅仅是一次性投资。目前,谷歌在泰国的数据中心正在建设中,这一过程通常需要3到5年。因此,自投资计划宣布以来,该项目已在泰国进行了两年,每年通过当地承包商雇用约4200名建筑工人。
在不久的将来,数据中心建设完成后,其运营阶段不会像某些类型的工厂那样创造大量就业岗位,而是会创造长期、高技能、高薪的就业机会(高价值、高技能)。这些岗位涵盖技术人员、电气和机械工程师、采购专家、物流、供应链、清洁能源、电网连接、安全和废物管理等领域。即使是拥有丰富数据中心行业经验的泰国人员,也需要不断提升自身知识水平,以达到世界一流的超大规模数据中心标准。随着时间的推移,这些知识将在泰国劳动力队伍中不断积累。
此外,谷歌在泰国拥有超过50家商业合作伙伴,业务范围涵盖建筑到供应链支持等各个领域。在超过20年的使用寿命期间,谷歌将持续提供维护、升级和设备采购服务。
因此,关于数据中心行业,Jiradech 认为,该行业实际上可以在泰国创建一个类似于汽车行业的生态系统,并且在未来 5-10 年内,泰国企业将有更多机会成为该供应链的一部分。
新的经济引擎必须伴随相应的责任。
从公共政策角度来看,宣布这项10亿美元的投资意味着通过在环境、社区和社会等各个方面进行负责任的投资,打造一个“新的经济引擎”。关于谷歌在泰国的投资,Jiradech表示:“我们并非仅仅因为需要就提出要求。我们并非只是提出需求。如果我们能够加强我们所需资源的供应端,我们就会去做——无论是电力、水还是人员。”这体现了谷歌的既定角色:作为与政府合作的关键参与者,促进泰国数据中心行业的负责任增长。