Wealth Transfer คู่มือส่งต่อ Bitcoin ให้ลูกหลาน เก็บ Key อย่างไร ไม่ให้หายไปพร้อมเจ้าของ财富转移:如何将比特币转移给你的后代——如何保管你的比特币密钥,以免丢失。
เมื่อถึงวันนั้นที่เราไม่อยู่แล้ว Bitcoin ของเราจะถูกส่งไปยังคนที่เราอยากให้เขาได้รับอย่างไร เปิดเช็กลิสต์ส่งต่อ Bitcoin ให้ลูกหลานอย่างไรไม่ให้หาย พร้อมเช็ก “ภาษีมรดก” ต้องเสียหรือไม่?

# วิธีส่งต่อ Bitcoin
# การลงทุนใน Bitcoin
# การวางแผนส่งต่อ Bitcoin
# บริษัท ไรท์ ชิฟท์ จำกัด
ทำไมอายุ 35+ หางานยาก? แล้วคนวัยนี้ต้องปรับตัวยังไงให้อยู่รอดในตลาดแรงงาน? | Money Issue EP.76
การถือ Bitcoin ผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. มีขั้นตอนการส่งต่อมรดกที่ชัดเจนผ่านกระบวนการทางกฎหมายและผู้จัดการมรดก
การถือครองด้วยตนเอง (Self-custody) มีความเสี่ยงสูงหากทายาทไม่ทราบวิธีเข้าถึงข้อมูล Private Key หรือ Seed Phrase ซึ่งต้องมีการวางแผนจัดเก็บที่ปลอดภัย
เทคโนโลยี Multisig และ Collaborative Multisig เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Key ชุดเดียว และช่วยให้การส่งต่อมรดกมีความปลอดภัยมากขึ้น
นักลงทุนควรจัดทำคู่มือการจัดการมรดกให้ทายาท โดยแยกแยะข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้และข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอดออกจากกัน
การวางแผนมรดก Bitcoin ต้องคำนึงถึงภาระภาษีมรดกตามกฎหมายไทย หากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้
อยู่ในตลาดยังไงให้ไม่ตายก่อนรวย? สองบทเรียนจากคนที่เคยเสียเงินก้อนใหญ่
Bitcoin (BTC) อาจเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี แต่สำหรับนักลงทุนที่มอง Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “ซื้อที่ราคาเท่าไร” หรือ “จะขายเมื่อไร” แ ต่ยังรวมถึงคำถามที่ว่า หากวันหนึ่งเจ้าของ Bitcoin เสียชีวิต แล้วสินทรัพย์ที่สะสมไว้จะถูกส่งต่อไปยังลูกหลานอย่างไร?
เพราะ Bitcoin แตกต่างจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิมตรงที่การมีสิทธิในสินทรัพย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงชื่อเจ้าของบัญชี แต่ในกรณีที่ถือครองด้วยตนเอง การเข้าถึง Bitcoin ผูกอยู่กับข้อมูลสำคัญอย่าง Private Key, Seed Phrase และ Passphrase ดังนั้นหากไม่มีการวางแผนส่งต่อไว้ล่วงหน้า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงบน Blockchain แต่ไม่มีใครเข้าถึงได้
สิรภพ นิลบดี หรือ “อาจารย์ขิง” Head of Bitcoin Education บริษัท ไรท์ ชิฟท์ จำกัด (Right Shift) อธิบายว่า วิธีบริหาร Bitcoin เพื่อส่งต่อเป็นมรดกสามารถแตกต่างกันไปตามรูปแบบการถือครอง โดยแต่ละวิธีมีทั้งข้อดี ความเสี่ยง และขั้นตอนที่ทายาทต้องดำเนินการแตกต่างกัน
1. ถือ Bitcoin ผ่านแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในไทย
สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ถือ Bitcoin ด้วยตัวเอง แต่ซื้อและเก็บไว้บนแพลตฟอร์มของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อเจ้าของบัญชีเสียชีวิต ทายาทสามารถดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดการสินทรัพย์ดังกล่าวได้
โดยทั่วไป กระบวนการจะเกี่ยวข้องกับการขอคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ก่อนนำคำสั่งศาลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบมรณบัตรและเอกสารยืนยันตัวตนไปยื่นต่อผู้ให้บริการ เพื่อดำเนินการกับสินทรัพย์ในบัญชีของผู้เสียชีวิตตามขั้นตอนของแต่ละแพลตฟอร์ม
จุดสำคัญ คือ ทายาทควรรู้ก่อนว่าเจ้าของมรดกถือ Bitcoin อยู่ที่ไหน เพราะแม้กระบวนการทางกฎหมายจะสามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีหรือแพลตฟอร์มที่ใช้ถือครอง สินทรัพย์ก็อาจถูกมองข้ามไปได้
2. Bitcoin ETF ก็มีวิธีส่งต่อแตกต่างจากการถือเหรียญโดยตรง
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การลงทุนผ่าน Bitcoin ETF โดยหากเป็นหน่วยลงทุนที่ถือผ่านระบบตลาดทุน การส่งต่อจะมีลักษณะใกล้เคียงกับการจัดการหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนอื่น ๆ มากกว่าการส่งต่อ Private Key
สำหรับ Bitcoin ETF ในตลาดหุ้นไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต. ขณะที่นักลงทุนไทยบางรายสามารถลงทุนใน Bitcoin ETF ต่างประเทศผ่านผู้ให้บริการที่เปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้
กรณีเจ้าของบัญชีเสียชีวิต ทายาทจะต้องดำเนินการตามกระบวนการของผู้ให้บริการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายละเอียดอาจแตกต่างกันตามประเภทของสินทรัพย์ ประเทศที่จดทะเบียน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ต้น คือ เก็บข้อมูลว่าทรัพย์สินอยู่ที่แพลตฟอร์มใด และอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด
3. ถ้าถือ Bitcoin บนแพลตฟอร์มต่างประเทศ เรื่องอาจซับซ้อนขึ้น
สำหรับผู้ที่ซื้อและเก็บ Bitcoin บนแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศ กระบวนการจัดการมรดกอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มอาจมีนโยบายสำหรับกรณีผู้ใช้งานเสียชีวิตแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องเอกสาร ขั้นตอนการยืนยันสิทธิ ค่าใช้จ่าย และกระบวนการทางกฎหมาย
นอกจากนี้หากผู้ให้บริการอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของประเทศอื่น การดำเนินการกับสินทรัพย์อาจต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการของประเทศนั้นด้วย ดังนั้น นักลงทุนควรบันทึกข้อมูลแพลตฟอร์มที่ใช้ถือครองสินทรัพย์ รวมถึงช่องทางและขั้นตอนที่ทายาทต้องใช้ในการติดต่อผู้ให้บริการ
4. “Self-custody” ถ้า Bitcoin อยู่ในมือเรา การส่งต่อก็ขึ้นอยู่กับเรา
กรณีที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การถือ Bitcoin แบบ Self-custody หรือการเก็บรักษา Bitcoin ด้วยตัวเอง
ข้อแตกต่างสำคัญ คือ ไม่มีบริษัทหรือแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยยืนยันสิทธิให้ทายาทได้โดยตรงเหมือนบัญชีซื้อขายทั่วไป เพราะสิทธิในการเข้าถึง Bitcoin ผูกกับกุญแจที่ใช้ควบคุม Wallet ดังนั้นในกรณีนี้ คือ ทำอย่างไรให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเข้าถึง Bitcoin ไปถึงทายาทอย่างปลอดภัย โดยไม่เปิดช่องให้บุคคลอื่นนำ Bitcoin ไปก่อนเวลา โดยปัญหานี้แบ่งได้เป็น 2 มิติสำคัญ
มิติแรก คือ จะส่งมอบสิทธิในการเข้าถึงอย่างไร สมมติว่านักลงทุนเก็บ Seed Phrase ไว้ในตู้เซฟและบอกลูกหลานว่ามีข้อมูลดังกล่าวอยู่ วิธีนี้ดูง่าย แต่มีความเสี่ยง เพราะหากทายาทสามารถเข้าถึง Seed Phrase ได้ตั้งแต่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ ก็อาจเข้าถึง Bitcoin ได้ทันที
ในทางกลับกัน หากนำ Seed Phrase ทั้งหมดไปฝากไว้กับบุคคลอื่น เช่น ทนาย ก็สร้างความเสี่ยงอีกด้าน เพราะบุคคลที่ถือ Seed Phrase อาจสามารถเข้าถึง Bitcoin ได้โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของเสียชีวิตจึงเกิดแนวคิดในการแบ่งสิทธิการเข้าถึงออกจากกัน
5. “Multisig” แบ่งกุญแจหลายชุด ลดการพึ่งพา Seed Phrase เพียงชุดเดียว
หนึ่งในวิธีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ คือ Multisig หรือ Multi-signature Wallet ตัวอย่างเช่น สร้าง Wallet แบบ 2-of-3 Multisig หมายความว่า Wallet มี Key ทั้งหมด 3 ชุด แต่ต้องใช้ Key อย่างน้อย 2 ชุดร่วมกันจึงจะสามารถทำธุรกรรมได้
สมมติว่าเจ้าของ Bitcoin แบ่ง Key ออกเป็น 3 ชุด และจัดเก็บไว้ในสถานที่หรือกับบุคคลที่แตกต่างกัน เมื่อเจ้าของยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถควบคุม Bitcoin ได้ตามเงื่อนไขที่ออกแบบไว้ ขณะเดียวกันหากเจ้าของเสียชีวิต ทายาทสามารถใช้ Key ของตนร่วมกับ Key อีกชุดที่ถูกกำหนดไว้สำหรับกระบวนการมรดกเพื่อเข้าถึงสินทรัพย์ได้
ข้อสำคัญ คือ Multisig ไม่ได้หมายความว่าเอา Seed Phrase เดียวกันไปแบ่งเป็นหลายส่วน แต่เป็นการใช้ Key หลายชุดร่วมกันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน Wallet สำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์จำนวนมาก วิธีนี้จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ Key ชุดเดียวสูญหาย ถูกขโมย หรือถูกเปิดเผยก่อนเวลา
6. “Collaborative Multisig” ใช้ผู้ให้บริการช่วยบริหารการส่งต่อ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อนขึ้น ยังมีบริการประเภท Collaborative Multisig ซึ่งเข้ามาช่วยจัดโครงสร้าง Wallet แบบ Multisig และอาจถือ Key บางส่วนไว้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
แนวคิดสำคัญ คือ ผู้ให้บริการไม่ควรสามารถนำ Bitcoin ของเจ้าของไปได้โดยลำพัง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อเจ้าของเสียชีวิต ผู้ให้บริการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการส่งมอบ Key หรือช่วยดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้
ข้อแลกเปลี่ยน คือ นักลงทุนต้องยอมพึ่งพาบุคคลที่สามมากขึ้น และต้องพิจารณาทั้งเรื่อง ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
7. ถ้าไม่มีการใช้งาน Bitcoin ตามกำหนด ทายาทจึงเข้าถึงได้
สำหรับผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคมากขึ้น Bitcoin ยังสามารถออกแบบเงื่อนไขการใช้จ่ายผ่าน Script ได้ แนวคิดหนึ่ง คือ Dead Man's Switch ซึ่งออกแบบเงื่อนไขให้สิทธิในการเข้าถึง Bitcoin เปลี่ยนไปเมื่อไม่เกิดกิจกรรมตามระยะเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น หากไม่มีการเคลื่อนไหวของ Bitcoin ด้วย Key ของเจ้าของเป็นระยะเวลาหนึ่งตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ทายาทจึงสามารถใช้ Key ของตนเพื่อเข้าถึงสินทรัพย์ได้
แนวทางนี้มีข้อดีตรงที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องส่งมอบ Key หลักที่ใช้งานอยู่ให้กับทายาทตั้งแต่แรก แต่เป็นแนวทางที่ต้องออกแบบอย่างระมัดระวัง เพราะหากตั้งเงื่อนไขผิดหรือไม่มีกลไกสำรอง ก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อการสูญเสียสินทรัพย์ได้เช่นกัน
8. ไม่ใช่แค่ “เก็บ Key” แต่ต้องสอนทายาทให้ใช้ Bitcoin เป็น
อีกหนึ่งปัญหาที่มักถูกมองข้าม คือ ต่อให้ทายาทได้รับ Key แล้ว แต่ถ้าไม่รู้วิธีใช้งาน Bitcoin ก็ยังมีโอกาสสูญเสียสินทรัพย์ได้
อาจารย์ขิงระบุว่า ผู้ถือ Bitcoin จำนวนหนึ่งพยายามสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้กับคนในครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนในครอบครัวอาจไม่ได้ใช้งานหรือเรียนรู้ต่อเนื่อง ทำให้ลืมขั้นตอนที่จำเป็น โดยทางออกหนึ่ง คือ การจัดทำเอกสารส่งต่อมรดก Bitcoin ไว้ล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลลับทั้งหมดลงในเอกสารเดียวกัน
Bitcoin ถูกเก็บไว้ในรูปแบบใด
ใช้ Single-signature หรือ Multisig
มี Passphrase หรือไม่
ใช้ Hardware Wallet หรือ Wallet ประเภทใด
ทายาทควรติดต่อใครเมื่อเกิดเหตุ
ขั้นตอนการเข้าถึง Wallet โดยทั่วไป
ข้อมูลใดเป็น “ความลับ” และห้ามเปิดเผย
ข้อมูลใดสามารถเปิดเผยเพื่อขอความช่วยเหลือได้
โดยเฉพาะ Seed Phrase และ Passphrase ควรถือเป็นข้อมูลลับที่ไม่ควรส่งให้บุคคลอื่นโดยไม่จำเป็น หรือในทางกลับกัน ข้อมูลอย่าง Extended Public Key (Xpub), Wallet Descriptor หรือข้อมูลยอด Bitcoin อาจถูกออกแบบให้ใช้สำหรับการตรวจสอบหรือกู้คืนโครงสร้าง Wallet ได้ในบางกรณี โดยต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าข้อมูลแต่ละประเภทเปิดเผยได้มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือ เมื่อเจ้าของเสียชีวิตแล้ว ทายาทนำ Seed Phrase ไปโพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นอาจเท่ากับเปิดทางให้บุคคลอื่นเข้าถึง Bitcoin ได้ทันที
9. อย่าลืม “ภาษีมรดก” แม้ Bitcoin จะอยู่ใน Self-custody
อีกเรื่องที่นักลงทุน Bitcoin ต้องวางแผนควบคู่กัน คือ ภาษี การที่ Bitcoin ถูกเก็บใน Self-custody และไม่มีตัวกลางรับรู้ ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์ดังกล่าวจะอยู่นอกกฎหมายภาษี
ตามข้อมูลที่อาจารย์ขิงให้ไว้ หากมรดกสุทธิที่ทายาทได้รับมีมูลค่าเกินเกณฑ์ 100 ล้านบาท โดยต้องพิจารณารวมทรัพย์สินและหนี้สินประเภทอื่นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่เกินเกณฑ์อาจอยู่ภายใต้ภาษีมรดกตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น นักลงทุนที่มี Bitcoin จำนวนมากควรวางแผนเรื่องเอกสาร การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และภาระภาษีไว้ล่วงหน้า ไม่ควรมองเพียงเรื่องการเก็บ Private Key เท่านั้น
นอกจากนี้ แนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ Travel Rule ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเก็บและส่งต่อข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างผู้ให้บริการ ประเด็นนี้ทำให้แนวคิดที่ว่า “ถ้าเป็น Self-custody แล้วจะไม่มีใครรู้ว่าเราถือ Bitcoin” ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นสมมติฐานในการวางแผนภาษี
เช็กลิสต์ส่งต่อ Bitcoin ให้ลูกหลานอย่างไรไม่ให้หาย
สำหรับนักลงทุน Digital Asset ที่ถือ Bitcoin ในระยะยาว การวางแผนส่งต่อสามารถเริ่มจาก 7 ขั้นตอนง่าย ๆ
01) รู้ก่อนว่า Bitcoin อยู่ที่ไหน แพลตฟอร์มไทย, แพลตฟอร์มต่างประเทศ, ETF หรือ Self-custody
02) ทำบัญชีสินทรัพย์ให้คนที่ไว้ใจได้รู้ว่ามี Bitcoin อยู่ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย Seed Phrase แต่ควรมีข้อมูลเพียงพอให้ค้นหาสินทรัพย์ได้
03) แยกข้อมูลที่บอกได้ กับ ข้อมูลที่ห้ามบอก Seed Phrase และ Passphrase ต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ
04) ถ้ามีสินทรัพย์จำนวนมาก พิจารณา Multisig ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Key เพียงชุดเดียว
05) วางแผนว่าใครจะเป็นผู้ช่วยเมื่อเกิดเหตุ เช่น สมาชิกครอบครัว ทนาย หรือผู้ให้บริการเฉพาะทาง โดยต้องออกแบบสิทธิของแต่ละฝ่ายอย่างรอบคอบ
06) ทำคู่มือสำหรับทายาท อธิบายว่า Bitcoin ถูกเก็บอย่างไร ต้องทำอะไรเมื่อเจ้าของเสียชีวิต และควรติดต่อใคร
07) วางแผนด้านกฎหมายและภาษีควบคู่กัน เพราะการส่งต่อ Bitcoin ไม่ได้จบแค่การส่ง Seed Phrase แต่ต้องจัดการให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย
Bitcoin อาจอยู่บน Blockchain ตลอดไป แต่สิทธิในการเข้าถึงไม่ได้เกิดขึ้นเอง
สำหรับนักลงทุนที่มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ระยะยาว การวางแผนมรดกจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ควรคิดตั้งแต่วันที่เริ่มสะสม ไม่ใช่รอจนเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วค่อยหาวิธีแก้ เพราะความแตกต่างสำคัญของ Bitcoin เมื่อเทียบกับสินทรัพย์แบบดั้งเดิม คือ ไม่มีใครสามารถกดปุ่มรีเซ็ตรหัสผ่านให้เราได้
หากถือผ่านตัวกลาง สิ่งสำคัญ คือ การทำให้ทายาทรู้ว่าถือสินทรัพย์ไว้ที่ไหนและต้องดำเนินการอย่างไร หากถือแบบ Self-custody สิ่งสำคัญยิ่งกว่าเดิมคือการออกแบบระบบให้คนที่เราต้องการให้ได้รับสามารถเข้าถึงได้เมื่อถึงเวลา ขณะที่คนที่ไม่ควรเข้าถึงไม่สามารถนำ Bitcoin ไปก่อนได้ และเหนือสิ่งอื่นใด การส่งต่อ Bitcoin ที่สมบูรณ์ไม่ได้มีเพียงการส่งต่อ “กุญแจ” แต่คือการส่งต่อ ความรู้ ความเข้าใจ และแผนการจัดการสินทรัพย์ ให้กับคนข้างหลังด้วย
เพราะสุดท้ายแล้ว Bitcoin อาจไม่มีวันหายไปจาก Blockchain แต่ถ้าไม่มีใครรู้ว่าจะเข้าถึงมันอย่างไร มันก็อาจกลายเป็นมรดกที่ไม่มีวันถูกส่งถึงมือคนที่เราตั้งใจไว้
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
如何发送比特币
投资比特币
# 计划发送比特币
右移有限公司
为什么35岁以后找工作这么难?这个年龄段的人该如何适应就业市场,才能生存下去?| 理财问题 第76期
通过泰国证券交易委员会 (SEC) 许可的平台持有比特币,涉及通过法律程序和遗嘱执行人进行明确的继承程序。
如果继承人不知道如何获取私钥或助记词,那么自行保管私钥存在很高的风险,因此需要制定安全的存储方案。
多重签名和协作多重签名技术是降低依赖单个密钥风险并实现更安全的遗留系统传输的替代方案。
投资者应为继承人制定遗产管理指南,区分公开披露的信息和高度机密的信息。
在规划比特币遗产时,如果净资产价值超过特定门槛,则必须考虑泰国法律规定的遗产税影响。
如何在股市中生存而不至于还没致富就破产?两位亏了很多钱的人给我们的教训。
比特币 (BTC) 的寿命可能不到 20 年,但对于将比特币视为长期资产的投资者来说,关键问题不仅仅是“以什么价格买入”或“何时卖出”,还包括“如果比特币的持有者有一天去世了,积累的资产将如何传承给后代?”
比特币与传统资产的不同之处在于,其所有权并非仅仅取决于账户持有人的姓名,而是与私钥、助记词和密码等敏感信息绑定。因此,如果没有事先规划,比特币可能会变成存在于区块链上但无人能够访问的资产。
Right Shift Co., Ltd. 的比特币教育负责人 Sirapop Nilbodee(人称“Ajarn King”)解释说,比特币的继承管理方法会因所有权结构的不同而有所差异。每种方法都有其自身的优势、风险以及继承人必须遵循的步骤。
1. 通过泰国监管的平台持有比特币。
对于不亲自持有比特币,而是通过受泰国证券交易委员会 (SEC) 监管的数字资产业务运营商平台购买和存储比特币的投资者而言,账户持有人去世后,其继承人可以启动法律程序来管理这些资产。
通常,该流程包括获得法院指定遗产执行人的命令。该命令及相关文件,例如死亡证明和身份验证文件,随后提交给服务提供商,由其根据各平台的流程处理死者账户中的资产。
关键在于继承人应该事先知道死者的比特币存放在哪里。即使法律程序可以继续进行,但如果没有关于存放资产的账户或平台的信息,这些资产也可能被忽略。
2. 比特币 ETF 的资金转移方式也与直接持有单个比特币的方式不同。
另一种选择是通过比特币ETF进行投资。如果这种ETF是通过资本市场系统持有的,那么其转让过程将更类似于管理其他证券或投资单位,而不是转移私钥。
关于在泰国证券交易所上市的比特币ETF,目前正在向泰国证券交易委员会(SEC)征求意见。与此同时,部分泰国投资者可以通过提供海外证券交易服务的机构投资外国比特币ETF。
账户持有人去世后,继承人必须遵循服务提供商的程序和相关法律。具体细节可能因资产类型、注册国家/地区以及相关服务提供商而异。因此,建议从一开始就了解资产存放在哪个平台以及受哪个国家/地区的法律管辖。
3. 如果你在国外平台持有比特币,情况可能会变得更加复杂。
对于在国际数字资产交易平台上购买和持有比特币的人来说,继承过程可能会更加复杂,因为每个平台对于用户去世都有不同的政策,包括文件、验证程序、费用和法律程序。
此外,如果服务提供商受其他国家/地区的司法管辖,则处理这些资产可能还涉及该国的法律和程序。因此,投资者应记录用于持有资产的平台信息,以及继承人必须使用的联系服务提供商的渠道和程序。
4.“自主保管”:如果比特币在我们手中,它的转移由我们自己决定。
最需要考虑的情况是比特币的自我保管,也就是自己持有比特币。
关键区别在于,没有任何公司或平台能够像普通交易账户那样直接验证继承人的所有权。这是因为比特币的访问权限与控制钱包的密钥绑定。因此,在这种情况下,问题在于如何在不泄露未经授权信息的情况下,安全地向继承人提供访问比特币所需的信息。这个问题可以从两个主要方面来分析。
第一个维度是访问权限的转移方式。假设投资者将助记词保存在保险箱中,并告知其后代。这看似简单,实则风险重重,因为如果继承人在所有者在世时就能获取助记词,他们就能立即访问比特币。
相反,将所有助记词委托给其他人(例如律师)会带来另一种风险,因为持有助记词的人可能无需等到所有者去世就能访问比特币。这就引出了分离访问权限的概念。
5.“多重签名”将密钥分成多个集合,减少了对单个种子短语的依赖。
实现这一目标的一种方法是使用多重签名(Multisig)或多重签名钱包。例如,创建一个 2/3 多重签名钱包意味着该钱包拥有三组密钥,但至少需要同时使用其中两组密钥才能完成交易。
假设比特币持有者将其比特币密钥分成三份,分别存储在不同的地方或由不同的人保管。持有者在世时,可以根据预先设定的条款控制比特币。反之,如果持有者去世,其继承人可以使用持有者的密钥以及另一份专门用于继承的密钥来访问该资产。
重要的是,多重签名并非将同一个助记词拆分成多个部分,而是根据钱包中定义的条件同时使用多个密钥。对于拥有大量资产的用户来说,这种方法有助于降低单个密钥丢失、被盗或提前泄露的风险。
6.“协作多签名”利用服务提供商来帮助管理转诊。
对于需要更复杂结构的投资者,我们还提供协作多重签名服务,该服务有助于构建多重签名钱包,并可根据特定条件持有部分密钥。
关键在于,服务提供商未经授权不得获取所有者的比特币。但是,在特定情况下,例如所有者去世,服务提供商可以参与密钥转移过程或协助执行预先设定的程序。
权衡之下,投资者必须更加依赖第三方,并考虑其可靠性、安全性、成本和相关法律方面的问题。
7. 如果比特币没有按照规定使用,继承人将有权获得它。
对于具备更多技术知识的用户来说,比特币还允许通过脚本设计支出条件。其中一种概念是“死亡开关”,它允许在特定时间段内没有任何交易活动时更改比特币的访问权限。
例如,如果在一定时间内没有使用所有者的密钥进行比特币交易,根据设定的条件,继承人就可以使用自己的密钥访问该资产。
这种方法的优点在于,所有者无需从一开始就将主钥匙交给继承人。然而,它需要精心设计,因为如果条件设置不当或没有备份机制,则可能造成资产损失的风险。
8. 这不仅仅是“存储密钥”的问题,还要教你的继承人如何使用比特币。
另一个经常被忽视的问题是,即使继承人获得了密钥,如果他们不知道如何使用比特币,仍然有失去资产的风险。
Khin教授指出,一些比特币持有者试图向家人传授比特币的基本知识,但随着时间的推移,家人可能不会持续使用或学习这些基础知识,导致他们忘记一些关键步骤。一个解决方案是提前准备好比特币继承的相关文件,但不必将所有机密信息都放在同一份文件中。
比特币以何种格式存储?
使用单签名或多重签名。
是否有密码?
你使用的是哪种类型的钱包,硬件钱包还是其他类型的钱包?
发生事故时,继承人应该联系谁?
访问钱包的一般步骤。
哪些信息属于“机密”信息,不得泄露?
请求协助时可以披露哪些信息?
尤其需要注意的是,助记词和密码应被视为机密信息,不应随意共享。相反,扩展公钥 (Xpub)、钱包描述符或比特币余额数据等信息在某些情况下可用于验证或恢复钱包结构。因此,务必清楚了解每种数据的披露范围。
不应该发生的情况是,在所有者去世后,继承人将助记词发布到社交媒体上寻求帮助,因为这实际上可能为其他人立即获取比特币打开了方便之门。
9. 即使比特币是自保的,也不要忘记“遗产税”。
比特币投资者需要考虑的另一件事是税务问题。尽管比特币由投资者自行保管,且没有中央机构接收交易,但这并不意味着比特币可以免税。
根据钦教授提供的信息,如果继承人获得的净遗产超过1亿泰铢,则必须根据相关法律考虑其他资产和负债。超过此限额的部分可能需要按法律规定的税率缴纳遗产税。
因此,持有大量比特币的投资者应该提前做好文件准备、资产估值和税务义务方面的规划,而不仅仅关注私钥的存储。
此外,数字资产的监管准则日益严格,其中包括与服务提供商之间数字资产交易数据存储和传输相关的旅行规则。这意味着,在税务筹划中不应再抱有“如果是自保,就不会有人知道你拥有比特币”的假设。
如何确保比特币顺利传承给后代而不丢失的清单。
对于长期持有比特币的数字资产投资者来说,规划比特币转移可以从以下 7 个简单的步骤开始。
01) 了解比特币的存放地点:泰国平台、国际平台、ETF 还是自保。
02) 记录您的资产,以便您信任的人知道您拥有比特币。您无需透露助记词,但应提供足够的信息,以便他们能够轻松找到该资产。
03)区分可以公开的信息和绝对不能公开的信息。助记词和密码短语必须受到特殊保护。
04) 如果您拥有大量资产,请考虑多重签名以降低依赖单个密钥的风险。
05) 计划在发生紧急情况时谁来帮助你,例如家人、律师或专业服务提供商,并仔细设计各方的权利。
06) 为继承人创建一份指南,解释比特币的存储方式、所有者去世后应该做什么以及应该联系谁。
07) 同时考虑法律和税务方面的问题,因为转移比特币不仅仅是发送助记词;它还需要适当的法律程序。
比特币可能会永远留在区块链上,但访问权并不会自动产生。
对于将比特币视为长期资产的投资者而言,从开始积累比特币之日起就应该考虑传承规划,而不是等到某个事件发生后才去寻找解决方案。比特币与传统资产的一个关键区别在于,没有人可以替你重置密码。
如果通过中介机构持有,至关重要的是确保继承人了解资产存放地点以及需要采取的行动。如果采用自保方式,则更为重要的是设计一套系统,既能让指定的受益人在适当的时候获得资产,又能防止不法分子提前获取比特币。总之,成功的比特币转移不仅仅是传递“密钥”,更重要的是与后代分享知识、理解和资产管理计划。
因为归根结底,比特币可能永远不会从区块链上消失,但如果没有人知道如何访问它,它可能会成为永远无法到达预期接收者的遗产。
通过 Thairath Money 阅读最新的金融、保险和财富管理资讯,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney