← 返回新闻首页
泰国主流

TOPGUN ของจริง เผยพระอัจฉริยภาพในหลวง ร. 10 ทรงบินมาหมดทุกอย่างแล้ว

พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีความสนพระราชหฤทัยและทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านวิศวกรรมการบินและอากาศยาน โดยทรงสนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ThairathThairath查看原文 ↗
TOPGUN ของจริง เผยพระอัจฉริยภาพในหลวง ร. 10 ทรงบินมาหมดทุกอย่างแล้ว
TOPGUN ของจริง เผยพระอัจฉริยภาพในหลวง ร. 10 ทรงบินมาหมดทุกอย่างแล้ว

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทหาร โดยเฉพาะในส่วนของด้านวิศวกรรมการบินและอากาศยาน พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีความสนพระราชหฤทัยและทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านวิศวกรรมการบินและอากาศยาน โดยทรงสนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีความเชี่ยวชาญและทรงมีพระปรีชาสามารถสูงยิ่งด้านการบิน ทั้งในฐานะนักบินทหาร นักบินขับไล่ และนักบินพาณิชย์ สำหรับพระราชประวัติและหลักสูตรการบินการศึกษาด้านการทหารและการบิน ทรงเข้ารับการศึกษาและฝึกอบรมหลักสูตรทางทหารและการบินหลากหลายหลักสูตร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น หลักสูตรการบินเครื่องบินไอพ่นแบบ T-37 (ทรงจบหลักสูตรเมื่อ 10 กรกฎาคม 2524), หลักสูตรการบินเครื่องบินขับไล่ เอฟ-5 (F-5), หลักสูตรต้นหนชั้นสูง และหลักสูตรส่งทางอากาศ หน้าที่ครูการบิน ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบ F-5 E/F ในปี พ.ศ. 2537 ทรงฝึกบินในฐานะนักบินพาณิชย์ และทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีและใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอกจากกรมการขนส่งทางอากาศ ในปี พ.ศ. 2547 พระราชกรณียกิจและการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนักบินที่ 1 พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินที่ 1 (กัปตัน) ในการขับเครื่องบินพระที่นั่ง เช่น Boeing 737-800 เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ดังที่ปรากฏภาพและข่าวสารที่สร้างความภาคภูมิใจแก่พสกนิกรชาวไทยอยู่เสมอ เมื่อพระองค์ทรงทำหน้าที่นักบินที่ 1 ควบคุมเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง เคียงคู่ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงทำหน้าที่นักบินผู้ช่วย (Pilot Monitoring / Co-pilot) ในเที่ยวบินสำคัญ เช่น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏาน และการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ

หากย้อนเวลากลับไปในปี พ.ศ.2522 ในหลวง รัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพอากาศจัดถวายการฝึกบินตามหลักสูตรโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศ โดยทรงเริ่มทำการบินตามหลักสูตร การฝึกบินเฮลิคอปเตอร์วันที่ 20 ธ.ค.2522 พระองค์ทรงทำการบินกับเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H จำนวน 54.4 ชั่วโมงบิน และเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1N จำนวน 134.8 ชั่วโมงบิน และทรงสำเร็จตามหลักสูตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2523ทรงรับพระราชทานประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของกองทัพอากาศ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันพฤหัสบดี 21 ส.ค.2523 ณ โรงเรียนนายเรืออากาศ

ระหว่างทรงฝึกบินตามหลักสูตรดังกล่าว ได้ทรงมีพระราชภารกิจติดตามสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ โอกาสนี้ ด้วยความเอาพระราชหฤทัยใส่ในด้านการบินอย่างจริงจัง พระองค์จึงทรงเข้ารับการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ แบบ UH-1H ของกองทัพบกสหรัฐฯ ณ FORT BRAGG รัฐ NORTH CAROLINA ระหว่างวันที่ 14 ก.พ. 2523 ถึงวันที่ 3 เม.ย.2523 จำนวน 31.4 ชั่วโมงบิน

ทั้งนี้ หลังจากสำเร็จตามหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศแล้วทรงเข้ารับการฝึกบินหลักสูตรเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (GUNSHIP) ของกองทัพบก ในระหว่างเดือน ต.ค. ถึงเดือน พ.ย. 2523 สำเร็จตามหลักสูตร มีชั่วโมงบิน 54.8 ชั่วโมง

พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชหฤทัยใฝ่แสวงหาความรู้ด้านอากาศยานและการบินอยู่อย่างสม่ำเสมอ แม้จะทรงมีพระราชภารกิจที่จะต้องทรงปฏิบัติอยู่มาก โดยเมื่อทรงทำการบินกับอากาศยานในแบบปีกหมุน (เฮลิคอปเตอร์) แบบต่างๆ แล้ว ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะทรงบินกับอากาศยานแบบปีกตรึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กองทัพอากาศจัดถวายการฝึกบินเปลี่ยนแบบให้ต่อไป

พระองค์ทรงทำการฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินใบพัดแบบ MARCHETTI ของฝูงบินฝึกขั้นปลายโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2523 และสำเร็จตามหลักสูตร เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2524 มีชั่วโมงฝึกกับเครื่องบินแบบนี้ 142.3 ชั่วโมง

จากนั้น พระองค์ทรงฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินไอพ่น T-37 ฝูงบินฝึกขั้นปลาย โรงเรียนการบินกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2524 ถึงวันที่ 10 ก.ค.2524 มีชั่วโมงบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ T-37 รวม 206.4 ชั่วโมง

ต่อจากนั้น พระองค์ทรงฝึกบินตามหลักสูตรนักบินพร้อมรบขั้นพื้นฐานกับเครื่องบินไอพ่น T-33 ของ กองบิน 1 ฝูงบิน 101 เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2524 และสำเร็จหลักสูตร เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2525 จนมีชั่วโมงบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ T-33 จำนวน 189.0 ชั่วโมง และทรงฝึกบินหลักสูตรนักบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F ของกองบิน 1 ฝูงบิน 102 เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2525 ไปถึงเดือน ต.ค.2525 มีชั่วโมงบินในหลักสูตรนี้ 200 ชั่วโมง

ในปี 2498 ทอ.ไทย ได้รับ บ.ฝึกไอพ่น และ บ.ตรวจการณ์ไอพ่นแบบแรกคือ T-33 และ RT-33 ซึ่งถือว่าเป็น บ.ไอพ่นแบบแรกสุดของ ทอ.ไทย แต่ T-33 ไม่ใช่เครื่องบินรบเต็มรูปแบบที่จะใช้เป็นหลักในการป้องกันภัยทางอากาศสำหรับประเทศไทย ซึ่งจุดประสงค์ในการที่สหรัฐฯ มอบ บ.ฝึกไอพ่นมาให้ก่อนนั้น ก็เพื่อเป็นการเตรียมพื้นฐานของนักบินและเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานกับ บ.ไอพ่น ก่อนที่จะได้ปฏิบัติงานกับ บ.ขับไล่ไอพ่นที่จะมอบให้ในเวลาต่อมา และหลังจากจากนั้นในปลายเดือน พ.ย.2499 นักบินของ ทอ.สหรัฐฯ ก็ได้นำหมู่บิน บ.ขับไล่ทิ้งระเบิดแบบ F-84G Thunderjet ชุดแรกจำนวน 4 เครื่อง (ในจำนวน 6 เครื่องแรก) มาลงจอดที่กองบินน้อยที่ 1 ดอนเมือง ถัดจากนั้นมาอีก 13 วัน ก็ได้รับ บ.ชุดที่ 2 อีกจำนวน 7 เครื่อง และเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจรับแล้ว บ.ทั้ง 13 เครื่องนั้นก็ได้ถูกกำหนดชื่อให้เป็นเครื่องบินขับไล่แบบที่ 16 หรือ บ.ข.16 และได้นำไปบรรจุเข้าประจำการใน ฝูงบินขับไล่ทิ้งระเบิดที่ 12 กองบินน้อยที่ 1 ทดแทน บ.ข.15 (F8F-1/1B Bearcat ที่ได้โอนไปให้ กองบินน้อยที่ 2 ใช้งานต่อในช่วงก่อนหน้านี้) ซึ่งในการบินมาส่งมอบนั้น บ.ทั้งหมดก็ยังติดเครื่องหมายของ ทอ.สหรัฐฯ อยู่ แต่ในส่วนของ ทอ. นั้นไม่ได้มีการบันทึกว่า บ. ชุดแรกทั้ง 4 เครื่องนั้น บินมาจากฐานทัพอากาศสหรัฐฯในประเทศใด ซึ่งจะเป็นในประเทศญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ที่น่าสังเกตคือในจำนวนที่รับมาทั้ง 2 ชุดนี้ มี บ.หลายเครื่องนั้นได้เคยประจำการอยู่ในกองทัพอากาศของกลุ่มประเทศนาโต้ อย่างเช่น อิตาลี เบลเยียม และฝรั่งเศส มาก่อน และภายหลังสหรัฐฯ จึงนำ บ.เหล่านี้มามอบให้ ทอ.ไทย ใช้งานต่อ

ระหว่างปลายปี พ.ศ.2525 ถึงปลายปี พ.ศ.2526 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงฝึกศึกษาด้านการบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F ที่ฐานทัพอากาศ WILLIAM รัฐแอริโซนาในหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นพื้นฐาน ระหว่างเดือน พ.ย.2525 ถึงเดือนพ.ค.2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 97.5 ชั่วโมง และหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูง ระหว่างเดือน มิ.ย.2526 ถึงก.ย.2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 41.8 ชั่วโมง

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2525-กันยายน 2526 การเสด็จไปฝึกบินหลักสูตรการบินขับไล่พื้นฐาน และหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูงแบบ F-5E/F ณ William Air Force Base รัฐ Arizona ในวันที่ 22 กันยายน 2526 ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรการบินขับไล่ทางยุทธวิธีขั้นสูงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ผู้บังคับฝูงเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 425 เทิดพระเกียรติในบันทึกว่า “นาวาอากาศโท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) ได้ทรงแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในระหว่างการศึกษาว่า ทรงมีความมั่นพระราชหฤทัยที่จะทรงนำในการออกปฏิบัติภารกิจการรบทางอากาศ ทรงมีความกล้าหาญที่จะทรงตัดสินพระราชหฤทัยที่ยากเย็นได้ภายในเสี้ยววินาที อีกทั้งยังมีพระปรีชาสามารถในการเลือกแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันประเทศชาติของพระองค์

เมื่อเสด็จฯ กลับประเทศไทย พระองค์ทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบขั้นสูง (ADVANCE FIGHTER COURSE) กับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง F-5 E/F ที่กองบิน 1 ฝูง 102 อีก จนจบหลักสูตร

เครื่องบินขับไล่แบบ F 5 คืออากาศยานไอพ่นความเร็วเหนือเสียงในรูปแบบเครื่องบินรบที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศ จากโครงการช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐอเมริกา โดยมอบให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา ในช่วงปี พ.ศ.2509 เพื่อทำการป้องกันและเข้าต่อตีกับเครื่องบินรบของค่ายคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยเริ่มต้นรับมอบเครื่องบิน F 5B (รหัส B ต่อท้ายจะเป็นเครื่องสองที่นั่ง) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2509 และปี 2510 กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่อง F 5 A จำนวน 8 เครื่อง ตามมาด้วยปี 2513 ได้รับเครื่องบิน RF 5 A จำนวน 4 เครื่อง เพื่อใช้ในการปฏิบัติการถ่ายภาพทางอากาศ ปี พ.ศ.2517 ก็ได้รับ F 5 A เพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกาอีกเป็นจำนวน 5 เครื่อง หนึ่งปีหลังจากนั้น นักบินของกองทัพอากาศเวียดนามใต้นำเครื่อง F 5 A บินลัดเลาะลี้ภัยมาขอลงจอดที่สนามบินตาคลี จังหวัดนครสวรรค์อีก 1 เครื่อง

F 5 A และ B ที่กองทัพอากาศของอเมริกันให้ความช่วยเหลือทางการทหาร เริ่มเข้าประจำการในฝูงบิน 13 กองบินที่ 1 ดอนเมือง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2509 และขึ้นทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่20 เมษายน 2509 ใช้นามเรียกขานว่า ไลท์นิ่ง (Lightning) ปี 2519 กองทัพอากาศได้ย้ายฝูงบิน F 5 A/B จากฝูงบิน 13 กองบินที่ 1 ไปยังฝูงบิน 103 กองบินที่ 1 จังหวัดนครราชสีมา ใช้นามเรียกขานคงเดิม และในปี 2525 กองทัพอากาศได้ทำการจัดซื้อเครื่องบิน F 5 B แบบสองที่นั่งจากมาเลเซียเพื่อใช้ในการฝึกนักบินและเข้าร่วมอยู่ในฝูงบิน 103 ต่อมาในปี 2530 กองทัพอากาศไทยได้จัดซื้อเครื่อง F 5 B สองที่นั่งอีก 2 เครื่องจากสหรัฐอเมริกา และรับโอนเครื่อง F 5 E อีกจำนวน 5 ลำเข้าไปประจำการในฝูงบิน 231 อุดรธานีในระหว่างปี 2529-2541

ในการเป็นนักบินขับไล่ พระองค์ทรงต้องรับการตรวจพระวรกายจากคณะแพทย์ และจะต้องผ่านการทดสอบต่างๆ ตามเกณฑ์จากคณะกรรมการของกองทัพอากาศอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการเป็นนักบินไอพ่นทำการรบ เป็นการปฏิบัติงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงอันตราย ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแกร่งตามเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อเสด็จกลับมาแล้ว พระองค์ทรงฝึกบินหลักสูตรการบินรบขั้นสูง (Advance Fighter Course) และทรงฝึกบินทบทวนหลักสูตรต่างๆ ของ F-5E/F ที่กองบิน 1 ฝูง 102 จนจบหลักสูตร

วันที่ 29 ธันวาคม 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งพระองค์ทรงทำการบินเครื่องบินขับไล่ F-5E เข้าแข่งขันด้วย

30 ตุลาคม 2528 ในระหว่างการฝึกรหัส Commando West-9 พระองค์ทรงทดลองบินเครื่อง F-15 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

พ.ศ. 2529 ทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศและทรงชนะเลิศการใช้อาวุธทางอากาศประเภทปืนกลอากาศ ประเภทบุคคล ทรงชนะเลิศการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศในการแข่งขันเมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2530

พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงทำการบินทบทวนหลักสูตรต่างๆ ของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูง F-5 E/F สม่ำเสมอตามขั้นตอน และตามวัฏภาค จนทรงพร้อมรบและครบ 1,000 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2532 และยังได้ทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศประจำปี ทรงใช้อาวุธทางอากาศ ทำคะแนนสูงตามกติกา ซึ่งกองทัพอากาศ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศ ชั้นที่ 1 ประเภทอาวุธระเบิด 4 ดาว อาวุธจรวด 4 ดาว และอาวุธปืน 4 ดาว

ขณะเดียวกัน พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินพระราชทานการฝึกสอนทั้งภาควิชาการ และการฝึกบินแก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ โดยกองทัพอากาศได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เกียรติบัตรครูการบินเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2537 ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ

พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินทรงทำการบินกับเครื่องบินแบบ F-5 E/F อย่างสม่ำเสมอ ทรงมีชั่วโมงบินเฉพาะแบบถึง 2,000 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2540 ซึ่งบริษัท นอร์ธรอป ประเทศสหรัฐฯ บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเกียรติบัตรการบินทรงทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F ครบ 2,000 ชั่วโมง

ตลอดระยะเวลา พระองค์ทรงทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูง แบบ F-5 E/F อีกทั้งทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินพระราชทานฝึกสอนทั้งภาควิชาการและการฝึกบินเพื่อเสริมความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการบินให้แก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก กรมทหารราบที่ ๒ กองพลนาวิกโยธิน ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน พระองค์ท่านมีการเตรียมพระองค์เป็นเดือนๆ ทั้งฝึกซ้อมใน Simulator ฝึกทำการบินขึ้นลงในสนามบินสั้นที่กองบิน ๒ จังหวัดลพบุรี กรมแผนที่ทหารจัดทำแบบจำลองภุมิประเทศย่อส่วน เพื่อทรงใช้ศึกษาเส้นทางการเข้าออกสนามบินสุดอันตรายแห่งนี้ ว่าจะทรงเห็นภูเขาลูกไหนเป็นอย่างไร พื้นที่ราบ แม่น้ำ ถนนหนทาง เพราะการบินเข้าสู่สนามบินนี้ จะตัดระบบนักบินอัตโนมัติ (Autopilot) โดยสิ้นเชิง นักบินจะต้องทำการบินด้วยมือ( manual) เท่านั้น การลดระยะสูงตาม approach chart วงเลี้ยวเพื่อไป over แต่ละจุด รักษาความเร็วตามข้อกำหนด ทุกอย่างจะต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด

การเตรียมตัวทำได้อย่างมาก 90% อีก 10% ที่เหลือคือการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ ความกดอากาศที่บางในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากๆ ทำให้การบังคับเครื่องบินไม่ตอบสนองเท่ากับภูมิประเทศปกติ ไหนจะลมที่พัดผ่านช่องเขาทำให้การบังคับเครื่องยากขึ้นไปอีก ปัจจัยสุดท้ายของมนุษย์คือความตื่นเต้นเวลาที่เราทำอะไรครั้งแรก ในหลวงรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินีทรงเอาชนะสิ่งที่ว่ามาทั้งปวง ภาพที่ทุกคนเห็นเครื่องบินพระราชพาหนะ เลี้ยวเอียงปีกพร้อมทิ้งตัวเข้าสู่แนวร่อนสุดท้าย( final leg ) จะต้องใช้ความแม่นยำสูงมาก เพราะปัญหาสุดท้ายคือ รันเวย์ของสนามบิน Paro ซึ่งเป็นสนามบินที่ยากอันดับต้นๆของโลก มีนักบินเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำการบินขึ้นลงกับสนามบินนี้ได้ มียาวไม่ถึง 2,300 เมตร ค่อนข้างสั้นสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่ รวมถึงความกว้างเพียง 30 เมตร ถือว่าแคบมาก เมื่อคืนตัวเครื่องตั้งตรงแล้วจะเหลือระยะไม่กี่ร้อยฟุตเหนือพื้นดินให้บังคับเครื่อง Boeing 737-800 ลงได้อย่างปลอดภัย

ล่าสุดกับการบินฝ่าสภาพอากาศเลวร้ายและฝนตกหนัก ถือเป็นบททดสอบความสามารถของนักบิน ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะการบิน ความชำนาญในการอ่านเครื่องวัด และการตัดสินใจที่เฉียบขาดภายใต้สภาวะความกดดัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 10 ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านการบิน โดยเฉพาะการทรงบังคับอากาศยานพระที่นั่ง Boeing 737-800 ฝ่าสภาพอากาศแปรปรวนและพายุฟ้าคะนองรุนแรง ร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา

ด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านอากาศยานและการบินเป็นที่ปรากฏโดดเด่นชัดเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ทั้งยังทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ทรงถ่ายทอดวิทยาการและทรงเป็นครูฝึกให้แก่นักบินด้วยพระวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

อาคม รวมสุวรรณ E-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻