UPOV 1991 ใครได้ใครเสีย? คำถามถึงการผูกขาดพันธุ์พืช1991 年国际植物新品种保护联盟 (UPOV):谁赢谁输?关于植物品种垄断的问题。
ใกล้เข้ามาแล้วกับการเจรจา Free Trade Area (เขตการค้าเสรี) FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นปลายเดือน ก.ย.นี้ โดยจะมีการเจรจารอบที่ 10 ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-ต.ค.2569

เครือข่ายเกษตรกรมีความกังวลใจ และขอให้รัฐบาลหรือผู้แทนเจรจาพิจารณากำหนดท่าทีการเจรจาที่ปฏิเสธข้อผูกพัน UPOV 1991 เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิของเกษตรกร อธิปไตยและความมั่นคงทางอาหาร เรื่องนี้นักข่าวพลเมืองจากหลายพื้นที่ร่วมสื่อสารมากับ Thai PBS Locals และรายการเสียงเปลี่ยนเมือง
เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้ง เกษตรกรรมทางเลือก เกษตรกรรมยั่งยืน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) และภาคประชาสังคมใน 27 จังหวัด มีความกังวลใจต่อเงื่อนไขการเจรจา โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช หรือ UPOV 1991 จึงได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม ยโสธร และอุบลราชธานี
UPOV 1991 ใครได้ใครเสีย? คำถามถึงการผูกขาดพันธุ์พืช
เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จัดเวทีเสวนาให้ข้อมูลแก่เกษตรกร เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา และยื่นข้อเรียกร้องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เพื่อให้นำข้อเรียกร้องเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ในวันที่ 16 ก.ย.2569 พร้อมร่วมประชุมกับกรรมาธิการ 4 ชุดของสภาผู้แทนราษฎรให้เร่งตรวจสอบ
พร้อมแสดงความกังวลใจว่า รายละเอียดของ UPOV 1991 อาจจะทำให้เกิดการจำกัดสิทธิ์เกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป รวมถึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายเมล็ดพันธุ์กันเองในชุมชน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ในภาพใหญ่จะไปกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โยงไปถึงความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศ
ตลอดต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีการรายงานเข้ามากับแอปพลิเคชัน C-site และมีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ภูมิภาคหลายจังหวัดได้แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบหากตัวแทนคณะเจรจา FTA ฝ่ายไทยยอมรับเงื่อนไขข้อนี้
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทั่วประเทศ ทั้งเกษตรกรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรเชิงนิเวศที่มีการสืบทอดภูมิปัญญาในการรักษาความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ ได้แสดงความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา FTA ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรปที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีการยื่นหนังสือไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนการค้าไทย ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในแต่ละจังหวัด
ข้อมูลรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP สภาผู้แทนราษฎร ปี 2563 ได้แจกแจงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก UPOV 1991 ในภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ดังนี้
1.ความเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy): การสูญเสียอำนาจกำกับดูแลการขออนุญาตและการแบ่งปันผลประโยชน์ตามกฎหมายเดิม อาจเปิดช่องให้มีการนำพันธุกรรมพืชไทยไปขึ้นทะเบียนสิทธิในต่างประเทศและนำกลับมาจำหน่ายตัดหน้านักปรับปรุงพันธุ์ในประเทศ
2.การถูกละเมิดสิทธิโดยไม่เจตนาจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ: ละอองเกสรจากแปลงพันธุ์พืชใหม่อาจปลิวไปผสมกับพืชพื้นเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายพันธุ์พืชที่ได้มาโดยพื้นฐาน (Essentially Derived Varieties: EDV) และกระทบต่อวิถีการเก็บและคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน
3.ผลกระทบต่อฐานพันธุกรรมและต้นทุนการผลิตข้าว: ขาดความพร้อมด้านฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สมบูรณ์ ทำให้เสี่ยงต่อการนำสายพันธุ์ไปต่อยอดโดยไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ และเพิ่มภาระต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
4.การเปิดทางสู่พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs): อาจนำไปสู่ภาระผูกพันในการคุ้มครองพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรมูลค่าสูง
5.ราคาเมล็ดพันธุ์ที่อาจสูงขึ้น 2–6 เท่า: การลดบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์พืช อาจทำให้กลไกการถ่วงดุลราคาลดลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภาคธุรกิจในราคาสูง
6.ความเสี่ยงทางคดีความของเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย: ขอบเขตการคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจทำให้ร้านค้าปลีกและผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีระบบเอกสารรับรองที่ซับซ้อนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
7.การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่: ความได้เปรียบด้านทุน เทคโนโลยี และการคุ้มครองตามเกณฑ์ EDV อาจกีดกันนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยและสหกรณ์การเกษตรในประเทศ
พร้อมกันนี้ เครือข่ายเกษตรกรที่เข้ายื่นหนังสือถึงหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ดังนี้ 1) ตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 1991) ออกจากการเจรจา ปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป รวมทั้งต้องไม่ยอมรับข้อความใด ๆ ในความตกลง หรือแรงกดดันใด ๆ ที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามแนวทางของ UPOV1991 และ
2) ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุติกระบวนการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้สอดคล้องกับ UPOV1991 เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชของไทยได้ยึดหลักการคุ้มครองตามความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว
ขณะที่ ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai) ที่ร่วมแลกเปลี่ยนในรายการเสียงเปลี่ยนเมือง ออกอากาศทางไทยพีบีเอส วันที่ 15 ก.ย.2569 ให้ข้อมูลถึงความกังวลใจของเครือข่ายเกษตรกรและข้อสังเกตผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากไทยเจรจาและยอมรับเงื่อนไข UPOV1991
จริง ๆ ข้อความไม่ได้บอกว่า ให้ไทยเป็นภาคี UPOV1991 แต่ขอให้มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นไปตามหรือสอดคล้องกับ UPOV1991 ซึ่งมันก็จะทำให้เกิดการปรับแก้กฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เรียกว่าพลิกหลักการไปเลย ตอนนี้ประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ปี 2542 ซึ่งจะมี 3 เสาหลัก
อันแรกเป็นการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ คือ หากนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์เขาวิจัยพันธุ์ใหม่ได้ แน่นอนว่าเขาก็จะมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ อันที่สองคือให้สิทธิเกษตรกรที่จะให้เก็บผลผลิต หรือใช้ส่วนขยายพันธุ์ในที่ ๆ ตัวเองผลิต และอันที่สามก็คือ ให้สิทธิกับชุมชน แล้วก็คงอธิปไตยของรัฐเหนือทรัพยากรพันธุกรรม หมายความว่า ถ้านักวิจัยหรือนักปรับปรุงพันธุ์หยิบเอาพันธุ์พืชป่า หรือพันธุ์พืชของชุมชนไปใช้ในการปรับปรุงจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ถ้าเราเปลี่ยนกฎหมายไปตาม UPOV1991 อีกสองข้อหลังมันจะหายไป
ปรกชลกล่าวต่อว่า เขาจะให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์เขาก็จะได้สิทธิตั้งแต่ 12- 27 เป็นไม่น้อยกว่า 20- 25 ปี ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปจบที่เท่าไร เมื่อนักปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะเป็นบริษัทเอกชนและบรรษัทข้ามชาติ เวลาเข้ามาหยิบเอาทรัพยากรในประเทศไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ เขาไม่จำเป็นต้องแจ้งแหล่งที่มา เพราะว่าการแก้กฎหมายตาม UPOV1991 ต้องตัดข้อนี้ออก และก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์
นั่นหมายความว่าเขาจะหยิบฉวยอะไรของเราไปก็ได้ แล้วก็ภายใต้การคุ้มครองแบบ UPOV1991 จะบังคับให้ประเทศเราเปิดให้เราพันธุ์พืชใหม่ได้ทุกชนิด ทุกสปีชีส์โดยไม่มีข้อกำหนด แต่ในกรณีประเทศไทย พันธุ์ข้าวเป็นสิ่งที่กังวล เพราะว่าชาวนาที่เป็นเกษตรกรรายย่อยเรามีกันอยู่มาก ครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกเราคือพื้นที่นาข้าว เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แบบ UPOV แล้วชาวนาซื้อพันธุ์จากแบบนี้ไปใช้ เขาก็จะไม่สามารถเก็บพันธุ์ข้าวไว้ในฤดูกาลถัดไปได้
ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/jbk1i4vc93h04w6psl67jjxq-upov-1991-
กรมชลฯ แจ้งเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา คาดสถานีนครสวรรค์ แตะ 1,800 ลบ.ม./วินาที
"ศุภจี" ร่วมเวที UNGA81 ถกผู้นำโลก เปิดทางขยายการค้า–เศรษฐกิจไทย
กรมอุตุฯ ออกประกาศ ฉ.4 เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนักมาก 23-27 ก.ย.นี้
农民网络对此表示担忧,并敦促政府或谈判代表考虑采取一种不履行1991年《国际植物新品种保护联盟》(UPOV)义务的谈判立场,以保护生物多样性、农民权利、主权和粮食安全。来自各地的公民记者已将此事反馈给泰国公共电视台(Thai PBS)地方频道和“改变城市的声音”节目。
包括从事替代和可持续农业的农民在内的全国农民网络、非政府组织协调委员会、消费者委员会以及27个府的民间社会组织对谈判条件表示关切,特别是关于根据1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV)保护植物品种权的问题。他们通过孔敬府、玛哈沙拉堪府、益梭通府和乌汶府等几个府的府尹,共同向总理阿努廷·查恩维拉库递交了一封信。
1991 年国际植物新品种保护联盟 (UPOV):谁赢谁输?关于植物品种垄断的问题。
2026年9月7日,乌汶府农民网络举办了一场论坛,向农民提供信息,并通过当地国会议员提交了要求,供2026年9月16日外交事务委员会会议讨论。他们还要求与众议院其他四个委员会联合处理这些要求,以加快调查。
人们还担心,1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV)的具体条款可能会限制农民为下一季播种而保存种子的权利,并阻止他们在社区内进行种子交换和交易。如果这种情况发生,将会对生物多样性产生更大的影响,而生物多样性又与粮食安全和生态系统息息相关。
9月初,该地区几个省份的报告和活动都表达了对泰国自由贸易协定谈判团队如果接受这一条件可能产生的影响的担忧。
一个由包括践行可持续生态农业、保护种子多样性的农民在内的全国性替代农业团体组成的网络,对泰国政府与欧盟即将进行的自由贸易协定谈判表示严重关切。他们已分别致函泰国总理阿努廷·查恩维拉库尔、商务部长苏帕吉·苏塔姆潘、农业与合作社部长苏里亚·荣伦伦吉,并通过各府府尹和相关机构向泰国贸易代表递交了信函。
众议院2020年加入CPTPP影响特设委员会的报告详细阐述了UPOV 1991对该国农业和基层经济的潜在影响如下:
1. 生物剽窃的风险:在现有法律下,对许可和利益分享的监管权丧失,可能会使泰国植物遗传资源在国外注册为专利,然后在国外销售,从而抢占国内植物育种者的先机。
2. 由于自然异花授粉而无意侵犯权利:新培育的植物品种的花粉可能会被吹到本地植物上,从而可能将它们归类为实质衍生品种(EDV),并影响社区的植物采集和选择实践。
3. 对遗传基础和水稻生产成本的影响:由于缺乏完整的遗传数据库,水稻品种容易受到未经授权的复制,而无法分享收益,这增加了农民的种子成本负担。
4. 为转基因生物(GMO)敞开大门:这可能会导致保护转基因生物的义务,从而可能影响有机和高价值农产品在出口市场的形象和信心。
5. 种子价格可能上涨 2-6 倍:政府在植物生产和分销中的作用减弱可能会削弱价格平衡机制,迫使农民依赖昂贵的商业种子。
6. 农民和小零售商面临的法律风险:对农产品和加工产品的保护范围可能会使没有完善的文档系统的零售商和小企业面临被起诉的风险。
7. 大型企业市场集中度:它们的资本、技术优势以及在 EDV 标准下的保护可能会阻碍小型植物育种者和国内农业合作社的发展。
与此同时,向相关机构和各方提交信函的农民网络向政府和谈判小组提出了以下建议:1)从谈判中删除有关植物品种保护(UPOV 1991)的具体条款;拒绝欧盟关于第X.51条的提议;并且不接受协议中的任何条款或任何压力,迫使泰国修改其《植物品种保护法》以符合UPOV 1991。
2)我们要求农业与合作社部停止修改 1999 年《植物品种保护法》以符合 1991 年《国际植物新品种保护联盟》(UPOV)的进程,因为泰国的《植物品种保护法》已经符合世界贸易组织(WTO)《与贸易有关的知识产权协定》(TRIPS协定)的保护原则。
与此同时,泰国生物基金会主任普拉克琼·乌塔萨普 (Prakchon Uthasap) 参加了 2026 年 9 月 15 日在泰国公共电视台播出的“改变城市的声音”节目,介绍了农民网络的担忧,并就泰国如果谈判并接受 1991 年国际植物新品种保护联盟 (UPOV) 的条款可能产生的影响发表了看法。
该信息实际上并未要求泰国加入1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV 1991),而是要求修订植物品种保护法,使其符合或与UPOV 1991保持一致。这将需要对法律进行修订,特别是《植物品种保护法》,实质上是对其原则的彻底改革。目前,泰国采用的是1999年《植物品种保护法》,该法包含三大支柱。
第一点是保护植物育种者的权利:如果植物育种者培育出一个新品种,他们当然有权使用它。第二点赋予农民允许他人采摘其农产品或在其农场使用繁殖材料的权利。第三点赋予社区权利,同时维护国家对遗传资源的主权。这意味着,如果研究人员或植物育种者在其育种工作中使用野生或社区植物品种,他们必须披露来源并分享收益。然而,如果我们根据1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV)的规定修改法律,最后两点将不复存在。
普拉克琼继续表示,他将授予植物育种者12至27年的权利,最短期限为20至25年,具体期限尚不确定。这些植物育种者可以是任何人,但很可能是私营公司和跨国公司。他们无需披露利用国内资源进行育种的来源,因为根据1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV)的规定,这项要求将通过法律修正案予以取消。此外,他们也无需分享利润。
这意味着他们可以夺走我们的一切。根据1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV)的保护,我国将被迫开放所有新的植物品种,所有物种,没有任何限制。但就泰国而言,水稻品种令人担忧,因为我们有大量的小农户。我们一半的耕地都是稻田。因此,如果我们允许根据UPOV注册新的植物品种,而农民又从这个体系中购买种子,他们将无法储存下一季的水稻种子。
感谢您提供的信息和图片:https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/jbk1i4vc93h04w6psl67jjxq-upov-1991-
泰国皇家灌溉厅宣布增加湄南河大坝的泄洪量,预计那空沙旺站的泄洪量将达到每秒 1800 立方米。
“Supajee”参加联合国大会第81届论坛,与世界各国领导人进行讨论,为扩大贸易和泰国经济打开大门。
气象部门发布第4号公告,敦促各省做好准备应对9月23日至27日的特大暴雨。