"ฮุน มาเนต" ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น "แหล่งหลบภัย" แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ洪玛奈宣布柬埔寨不会成为呼叫中心团伙的“安全港湾”,他将解散该国所有小型呼叫中心团伙据点。
นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ประกาศว่ากัมพูชาจะไม่ยอมให้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการหรือ "แหล่งหลบภัย" ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมยืนยันนโยบายปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ประกาศว่ากัมพูชาจะไม่ยอมให้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการหรือ "แหล่งหลบภัย" ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมยืนยันนโยบายปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง ชี้กัมพูชาได้ "ทลายแหล่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ขนาดเล็กทั้งหมดลงอย่างราบคาบ" ขณะที่ทางการระบุว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2025 ถึง 31 ส.ค. 2026 ทางการอายัดเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่ง 446 คดี ผู้ต้องหา 3,927 คน เข้าสู่กระบวนการศาล
ในการกล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ หรือ ICCOS-2026 ที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน ภายใต้หัวข้อ "ร่วมมือกันตัดวงจรและขจัดการหลอกลวงออนไลน์" นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ประกาศว่า กัมพูชาจะไม่เป็น "แหล่งหลบภัย" สำหรับการหลอกลวงทางออนไลน์ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง
ฮุน มาเนต กล่าวว่า กัมพูชาต้องการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศจะไม่เป็นแหล่งหลบภัยสำหรับการดำเนินงานของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงความกล้าที่จะจัดการกับช่องโหว่เชิงระบบและปัญหาที่ซับซ้อนโดยตรง
นายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันว่า รัฐบาลใช้นโยบาย "ไม่ยอมรับการหลอกลวงออนไลน์โดยเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีการถอย" พร้อมระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นภารกิจด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เพื่อสร้างภาพลักษณ์
ฮุน มาเนตประกาศว่า "ปัจจุบันไม่มีแหล่งปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์เหลืออยู่" ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และระบุว่ามาตรการของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงการรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ตลอดจนฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุน การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ฮุน มาเนตเตือนว่าเครือข่ายอาชญากรรมอาจปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินงาน ด้วยการแยกตัวออกเป็นกลุ่มขนาดเล็กและกระจายตัวมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามและหันมาโจมตีชาวกัมพูชาโดยตรง จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในสถานที่ปฏิบัติการหลอกลวง
รูปแบบการหลอกลวงมีตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์ปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน ไปจนถึงการชักชวนให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีหรือโครงการลงทุนปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
รัฐบาลกัมพูชายืนยันว่า ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากกัมพูชา และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ โดยการเข้ามาของเครือข่ายดังกล่าวส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของธุรกิจการพนันออนไลน์และธุรกิจคาสิโน ก่อนที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติจะพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ ช่องโหว่ด้านกฎระเบียบ และเครือข่ายโทรคมนาคมข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกัน นักวิจัยบางรายระบุว่า หลังการปราบปราม แก๊งหลอกลวงบางส่วนอาจย้ายไปยังสถานที่ขนาดเล็กและไม่เป็นที่สังเกตมากขึ้น และมีข้อกล่าวหาว่าศูนย์บางแห่งได้รับข้อมูลล่วงหน้าก่อนการบุกตรวจค้น
ข้อมูลจากคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา หรือ CCOS ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026 ทางการกัมพูชาอายัดเงินในบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการส่งคดี 446 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 3,927 คน เข้าสู่กระบวนการศาล นอกจากนี้ ทางการยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ โดยมี 4 คดี ผู้ต้องหา 15 คน ซึ่งรวมถึงรองอัยการ รองอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง รองผู้บัญชาการตำรวจเทศบาลกรุงพนมเปญ อดีตอธิบดีจากกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเฉพาะทางเข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัย 832 แห่ง และดำเนินการปราบปรามใน 663 แห่ง โดยในจำนวนนี้สามารถเข้าควบคุมศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงขนาดใหญ่ได้ 86 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยึดทรัพย์สินของสถานที่เหล่านั้น
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า การปราบปรามทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่จำนวนมาก รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาสิโนและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ พร้อมส่งผู้ต้องหาจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เดลฟีน ชานซ์ ผู้แทนระดับภูมิภาคของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC กล่าวชื่นชมความพยายามของกัมพูชา แต่เตือนว่ายังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ
ด้านหยาง เหวยหลิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ชื่นชมความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับจีน พร้อมกล่าวว่าไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยลำพัง และไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าประชาคมระหว่างประเทศต้องตระหนักว่ารากฐานที่เอื้อต่อการฉ้อโกงผ่านระบบโทรคมนาคมยังไม่ได้ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์
ขณะที่สตีเฟน ฟลอเรส เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและการร่วมรับภาระในการต่อสู้กับอาชญากรรม
ข้อมูลของสหรัฐฯ ระบุว่า เฉพาะปี 2568 องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถหลอกเงินจากชาวอเมริกันได้อย่างน้อย 18,200 ล้านดอลลาร์ ผ่านกลโกงที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า เครือข่ายคุ้มครองระดับผู้มีอิทธิพล รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและสถานที่ที่ใช้ดำเนินธุรกิจหลอกลวงยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ดำเนินการย้ายหรือรวมกลุ่มกลับมาได้อีกครั้ง
การประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ICCOS-2026 จัดขึ้นที่กรุงพนมเปญระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน โดยมีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ ประเทศในอาเซียน ตลอดจนผู้แทนจากอินเตอร์โพล, UNODC และศูนย์ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงแบบบูรณาการล้านช้าง-แม่โขง หรือ LMLECC เข้าร่วม
เป้าหมายหลักของการประชุมคือทำความเข้าใจวิวัฒนาการของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติในการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
ผู้จัดการประชุมยังคาดหวังให้มีการรับรอง "ปฏิญญาพนมเปญว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์" ในวันที่ 24 กันยายน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในการตัดวงจรและขจัดเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไข.
ที่มา Cambodia Ministry of Information / AFP
柬埔寨首相洪玛奈宣布,柬埔寨绝不允许该国成为呼叫中心诈骗团伙的行动基地或“避风港”,并重申了打击网络犯罪的严厉政策。他表示,柬埔寨已“彻底瓦解所有小型呼叫中心诈骗团伙和网络诈骗分子”。官员们还报告称,从2025年7月至2026年8月31日,他们冻结了与诈骗团伙有关的超过3亿美元的账户,并将涉及3927名嫌疑人的446起案件移交法院审理。
2026年9月23日至24日,在金边举行的以“携手打击和消除网络诈骗”为主题的国际打击网络诈骗大会(ICCOS-2026)开幕式上,柬埔寨首相洪玛奈宣布,柬埔寨不会成为网络诈骗的“避风港”,并重申政府将继续打击跨国犯罪网络。
洪玛奈表示,柬埔寨需要明确表明该国不会成为网络诈骗团伙的避风港,应对跨国网络犯罪需要强有力的领导、有效的管理以及直接解决系统性漏洞和复杂问题的勇气。
柬埔寨首相重申,政府的政策是“对网络诈骗绝对零容忍,没有任何例外,也绝不妥协”,并补充说,执法是一项持续的国家安全任务,而不仅仅是一场宣传噱头。
洪玛奈宣布柬埔寨主权领土内“目前已不存在任何网络诈骗活动”,并表示政府的措施不仅旨在瓦解现有的犯罪网络,而且旨在防止其再次发生,并恢复国际社会对柬埔寨经济、投资环境、旅游业和公共安全的信心。
然而,洪玛奈警告说,该犯罪网络可能会调整其行动策略,分裂成规模更小、分散的团伙,以规避镇压,转而直接袭击柬埔寨民众。因此,他呼吁相关机构和国际社会加强合作,共同应对这一问题。
东南亚,特别是柬埔寨和缅甸,已成为跨国犯罪网络进行网络诈骗的主要枢纽,这些网络诈骗活动既涉及志愿者,也涉及被迫参与这些欺诈活动的被贩运人员。
诈骗手段多种多样,从建立虚假关系诱骗受害者转账,到引诱他们投资加密货币或欺诈性投资计划,每年造成数十亿美元的损失。
柬埔寨政府坚称,网络诈骗并非起源于柬埔寨,也并非仅限于该国。此类网络的涌入部分与网络赌博和赌场业务的扩张有关,而跨国犯罪集团在此之前就已经发展出相应的运作模式,并利用房地产、监管漏洞和跨境电信网络进行诈骗活动。
与此同时,一些研究人员认为,在打击行动之后,一些诈骗团伙可能已经转移到较小、不太显眼的地方,并且有指控称,一些诈骗中心事先收到了有关突袭行动的信息。
柬埔寨打击网络诈骗工作组 (CCOS) 的数据显示,从 2025 年 7 月到 2026 年 8 月 31 日,柬埔寨当局冻结了与网络诈骗有关的银行账户中超过 3 亿美元。
同期,共有446起案件,涉及3927名嫌疑人,被提交法院审理。此外,当局还对涉嫌参与网络诈骗活动的政府官员提起诉讼,涉及4起案件,共涉及15名嫌疑人,其中包括一名副检察官、一名移民局副局长、一名金边市警察局副局长、一名外交部前局长以及多名警官和军官。
报告显示,专业执法人员检查了832处可疑地点,并对其中663处进行了突击搜查。在这些行动中,他们成功破获了86起大规模诈骗案件,目前正在对这些地点的资产进行查扣。
此前,柬埔寨政府表示,过去一年在全国范围内开展的打击行动涉及对众多地点的调查,包括与赌场业务和网络诈骗网络有关的地点,并逮捕了许多嫌疑人。
联合国毒品和犯罪问题办公室(UNODC)区域代表德尔菲娜·尚斯赞扬了柬埔寨的努力,但她警告说,需要在国家、区域和国际层面开展更多工作。
中国公安部副部长杨伟林赞扬了柬埔寨和中国之间的合作,并指出任何国家都无法单独避免或解决电信诈骗问题。但他同时警告说,国际社会必须认识到,助长电信诈骗的根源尚未被彻底根除。
与此同时,联邦调查局特工斯蒂芬·弗洛雷斯表示,执法机构之间的合作必须建立在信任和共同责任的基础上,才能有效打击犯罪。
美国数据显示,仅到2025年,东南亚跨国犯罪集团就可能通过技术驱动的诈骗手段,从美国人手中骗取至少182亿美元。分析人士还警告说,包括金融基础设施和用于诈骗活动的场所等在内的强大网络依然存在,这可能使犯罪分子能够转移或重组。
2026 年 9 月 23 日至 24 日,打击网络欺诈国际会议 (ICCOS-2026) 在金边举行,来自 20 多个国家的代表出席了会议,其中包括中国、美国、东盟国家,以及国际刑警组织、联合国毒品和犯罪问题办公室和澜沧江-湄公河综合执法与安全合作中心 (LMLECC) 的代表。
本次会议的主要目标是了解网络诈骗网络的演变,加强国际合作与协调,并交流打击跨国有组织犯罪的经验和最佳实践。
会议组织者还预计,《金边打击网络诈骗宣言》将于9月24日获得通过,这表明各国共同致力于打击和消除网络诈骗,这是一种跨国犯罪,需要国际合作才能解决。
来源:柬埔寨新闻部/法新社