ทำไม Pringles แบรนด์ขนมระดับโลก เลือกไทยเป็นฐานผลิตส่งออกโลก สร้างโรงงานมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท全球零食品牌品客为何选择泰国作为其全球出口的生产基地,并投资超过70亿泰铢兴建工厂?
จุดเริ่มต้นแบรนด์ Pringles แบรนด์ขนมระดับโลก มันฝรั่งทอดที่เกิดจากการคิดคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ ประกาศเลือกไทยเป็นฐานผลิตส่งออกโลก สร้างโรงงานมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทที่ชลบุรี

from digital economies to the art of brand identity
# โรงงานผลิต Pringles
# Hyperbolic Paraboloid
VI ยุคใหม่ปรับตัวอย่างไร? วิธีเลือกหุ้นดี vs หุ้นดูดี & DCA ยังรอดไหม? | Money Issue EP.74
จากแก้วโปรดหลังเลิกเรียน ทำไม “Mr.Shake” ยังอยู่รอดในสงครามชานมกว่า 27 ปี
เมื่อพูดถึง Pringles หลายคนอาจนึกถึงมันฝรั่งทอดในกระป๋องทรงกระบอกสีแดงที่มาพร้อมกับชิปที่เรียงซ้อนกันเป็นระเบียบ แต่สิ่งที่คนอาจจะไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับ Pringles มาก่อน คือ ขนมขบเคี้ยวแบรนด์นี้มีจุดเริ่มต้นที่มาจากโจทย์ใหญ่ที่ต้องการทำให้ชิปหรือแผ่นมันฝรั่งทอดมีรูปร่างเหมือนกันทุกแผ่น แถมยังต้องเรียงซ้อนกันได้ แบบไม่แตกอีกด้วย
คำตอบไม่ได้อยู่แค่ในครัว แต่เรื่องราวของ Pringles ต้องอาศัยทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการออกแบบ ที่ได้กลายเป็นนวัตกรรมและเอกลักษณ์ของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน
และวันนี้เรื่องราวของ Pringles เดินทางมาถึงอีกบทในประเทศไทย เมื่อ Mars บริษัทอาหารผู้ผลิต Pringles เจ้าของอาณาจักรแบรนด์ขนมและของว่างชื่อดังระดับโลกอย่าง Snickers และ M&M’s ประกาศเปิดโรงงานผลิต Pringles แห่งแรกในไทยอย่างเป็นทางการที่จังหวัดชลบุรี ด้วยเงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท
นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า ทำไม Mars ถึงเลือกประเทศไทยเป็นฐานผลิต Pringles เพื่อส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก และการลงทุนครั้งนี้จะสร้างอะไรให้กับประเทศไทย นอกจากมันฝรั่งทอดที่ผลิตในไทย
จุดเริ่มต้นแผ่นมันฝรั่งทอดทรงอานม้า
เรื่องราวของ Pringles เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ภายใต้การพัฒนาของ P rocter & Gamble หรือ P&G บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่จากสหรัฐฯ ที่ต้องการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับมันฝรั่งทอดแบบเดิม ซึ่งมักมีปัญหาเรื่องความมัน ความเก่า และการแตกหักระหว่างการเก็บรักษาและขนส่ง
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ Pringles ไม่ได้เกิดจากนักประดิษฐ์เพียงคนเดียว แต่มาจากความสามารถจากนักวิทยาศาสตร์ถึง 3 คนที่เข้ามาแก้โจทย์คนละด้าน
คนแรก คือ Fredric Baur นักเคมีและนักวิจัยของ P&G ผู้เริ่มพัฒนา Pringles ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1950 เขาเป็นผู้ออกแบบทั้ง รูปทรงของแผ่นมันฝรั่งและกระป๋องทรงกระบอก จนเกิดเป็นแผ่นมันฝรั่งทอดรูปทรงโค้งคล้ายอานม้า หรือที่เรียกว่า Hyperbolic Paraboloid ซึ่งทำให้แผ่นมันฝรั่งสามารถเรียงซ้อนกันได้อย่างพอดีภายในกระป๋อง และช่วยลดการแตกหักระหว่างการขนส่ง
คนที่สอง คือ Alexander Liepa ผู้เข้ามาต่อยอดผลงานของ Baur ด้วยการพัฒนาเรื่องรสชาติ จนได้รับเครดิตในฐานะผู้ประดิษฐ์บนสิทธิบัตรของ Pringles และคนที่สามคือ Gene Wolfe ผู้พัฒนาเครื่องจักรที่ใช้ผลิต Pringles ทำให้แนวคิดเรื่องรูปทรงและสูตรสามารถถูกนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้
หลังจากใช้เวลาพัฒนาอยู่นานหลายปี Pringles เปิดตัวสู่ตลาดในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และค่อย ๆ เติบโตจากผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากโจทย์ด้านวิศวกรรมอาหาร ไปสู่ Global Brand ในตลาดขนมขบเคี้ยว และหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำ Pringles ได้ไม่แพ้รูปทรงของมันฝรั่งก็คือ “หนวด” ของ Julius Pringles ชายหนุ่มหน้ากลมหนวดโค้งที่กลายมาเป็นภาพจำของแบรนด์
จาก P&G สู่ Kellogg's และวันนี้อยู่ในมือ Mars
เบื้องหลังการเติบโตของ Pringles ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งของธุรกิจ Global Brand นั่นคือ การเปลี่ยนมือของเจ้าของ เมื่อ Pringles เคยอยู่ภายใต้ Procter & Gamble ก่อนที่ Kellogg's จะเข้าซื้อธุรกิจ Pringles ในปี 2012 และต่อมา Pringles เข้าไปอยู่ภายใต้ Kellanova หลังการแยกธุรกิจของ Kellogg's
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อ Mars เข้าซื้อ Kellanova ทำให้ Pringles, Cheez-It และ Pop-Tarts รวมเข้ามาอยู่ในธุรกิจ Mars Snacking อย่างเป็นทางการ
ดีลดังกล่าวมีมูลค่าราว 35,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหนึ่งในดีลสำคัญที่ทำให้ Mars ขยายพอร์ตธุรกิจขนมขบเคี้ยวจากเดิมที่มีแบรนด์อย่าง M&M'S, Snickers, Twix, Dove, Skittles และ Extra เข้ามาสู่กลุ่มแบรนด์ของ Kellanova อย่าง Pringles และ Cheez-It ด้วย
ดังนั้นเมื่อ Mars ขยายธุรกิจ Pringles ในระดับโลก สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงการทำตลาด แต่รวมถึงการสร้าง Manufacturing Network เพื่อให้สามารถผลิตและกระจายสินค้าไปยังตลาดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของเครือข่ายนี้
Mars ลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท เปิดโรงงาน Pringles แห่งแรกในไทย
ล่าสุด Mars ประกาศเปิดโรงงานผลิต Pringles แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการที่จังหวัดชลบุรี หลังลงทุนมากกว่า 7,000 ล้านบาท พร้อมเริ่มดำเนินงานสายการผลิตที่ 2 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับตลาดภูมิภาค
โดยโรงงานแห่งนี้จะตั้งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งมีพื้นที่โรงงานประมาณ 73,800 ตารางเมตร ภายในพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 208,000 ตารางเมตร
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้โรงงานจะตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่เป้าหมายของโรงงานไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดไทย แต่จะถูกส่งต่อไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคด้วย โดยปัจจุบันโรงงานเริ่มส่งออก Pringles ไปยัง อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน แล้ว และถูกวางให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกสำหรับตลาดในภูมิภาค Asia Pacific, Middle East และ Africa หรือ AMEA
กาเบรียล เฟอร์นันเดซ ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (AMEA), มาร์ส สแนกกิ้ง
แล้วทำไมต้องเป็น “ประเทศไทย”?
คำตอบจาก Mars มีอยู่หลายส่วน แต่สามารถสรุปเป็น 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และทำเลที่เชื่อมต่อกับตลาดภูมิภาค
เหตุผลแรกคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การตั้งโรงงานใน EEC ทำให้ไทยมีพื้นที่อุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผลิตขนาดใหญ่ ขณะที่ทำเลของประเทศไทยยังเชื่อมโยงกับตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคเอเชียได้
อย่างที่สองคือเรื่องบุคลากร Mars ระบุว่าโรงงานสร้างการจ้างงานโดยตรงมากกว่า 170 ตำแหน่งในช่วงเริ่มต้นดำเนินงาน พร้อมลงทุนในการพัฒนาทักษะบุคลากรและศักยภาพด้านการผลิต โดยมีการวางสัดส่วนพนักงานชายและหญิงโดยรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และประมาณ 50% ของตำแหน่งระดับผู้นำในโรงงานเป็นผู้หญิง
และเรื่องที่สาม คือ Supply Chain สิ่งที่น่าสนใจ คือ เกือบ 50% ของงบประมาณด้านการจัดซื้อจัดจ้างของโรงงานมาจากซัพพลายเออร์ในประเทศไทย ตัวเลขนี้ทำให้ผลกระทบของโรงงานไม่ได้จบลงที่จำนวนพนักงานในโรงงาน 170 คน แต่เชื่อมโยงต่อไปยังบริษัทและผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย
อีกจุดที่น่าสนใจของโรงงาน Pringles ในชลบุรี คือ Mars วางโรงงานแห่งนี้ให้เป็น Smart Factory ที่ทุ่มให้กับการวางระบบด้วยเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และ Supply Chain ที่จะรองรับการผลิตในระยะยาว นอกจากนี้การเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการครั้งนี้ยังมาพร้อมกับการเริ่มเดินเครื่องสายการผลิตที่ 2 ในเดือนกันยายน 2569 พร้อมกับแผนเปิดสายการผลิตที่ 3 ในช่วง ปลายปี 2570
ในมุมของภาครัฐ BOI มองว่า ประเทศไทยกำลังได้เป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของแบรนด์ระดับโลก และการลงทุนของ Mars สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นฐานรองรับการผลิตขั้นสูงและการลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว รวมถึงช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
ที่มาข้อมูล Pringles , The Atlantic , Mars , The Guardian
คลิกอ่านคอลัมน์ BrandStory เพิ่มเติม
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
พิมพ์ชญา ภมรพล from digital economies to the art of brand identity
从数字经济到品牌识别艺术
品客薯片制造厂
# 双曲抛物面
价值投资(VI)在新时代如何调整?如何区分好股票和外表漂亮的股票?定投(美元成本平均法)仍然可行吗?| Money Issue 第74期
从最受欢迎的课后饮品开始,“奶昔先生”为何能在珍珠奶茶大战中屹立超过 27 年?
人们一想到品客薯片,脑海中浮现的往往是装在红色圆柱形铁罐里的薯片,整齐地堆叠在一起。但很多人可能不知道,这个零食品牌的诞生源于一项巨大的挑战:如何制造出形状统一、堆叠起来也不会碎裂的薯片。
答案不仅仅在于厨房;品客薯片的故事依赖于科学、工程和设计,这些也成为了该品牌至今的创新和标志。
今天,品客薯片的故事在泰国翻开了新的一页。生产品客薯片并拥有士力架和 M&M's 等全球零食和糖果帝国的玛氏公司正式宣布,其在泰国春武里府的第一家品客薯片生产厂正式开业,投资额超过 70 亿泰铢。
这就引出了一个有趣的问题:为什么玛氏公司选择泰国作为品客薯片出口全球市场的生产基地?除了泰国生产的薯片之外,这项投资还会给泰国带来什么?
马鞍形薯片的由来。
品客薯片的故事始于 20 世纪 50 年代中期,由美国大型消费品公司宝洁 (P&G) 开发。宝洁希望创造一种替代传统薯片的产品,因为传统薯片经常出现油腻、变质以及在储存和运输过程中破损等问题。
但有趣的是,品客薯片并不是一个人发明的,而是三位科学家共同努力的成果,他们各自解决了一个不同的问题。
品客薯片的创始人是宝洁公司的化学家兼研究员弗雷德里克·鲍尔,他于20世纪50年代中期开始研发这款薯片。他设计了薯片的形状和圆柱形罐身,最终形成了薯片弯曲的马鞍状,即双曲抛物面形状。这种形状使得薯片能够在罐内完美堆叠,并减少运输过程中的破损。
第二位是亚历山大·利帕,他在鲍尔的研究基础上改进了口味,因此被认定为品客薯片专利的发明人。第三位是吉恩·沃尔夫,他研发了品客薯片的生产设备,使薯片的形状和配方得以实现工业化生产。
经过多年的发展,品客薯片于20世纪60年代末问世,并逐渐从食品工程挑战中诞生的产品发展成为全球零食市场上的知名品牌。除了薯片的形状,消费者对品客薯片印象最深刻的莫过于朱利叶斯·品客的“胡子”——这位圆脸男人留着弯弯的胡子——这已成为该品牌的标志性形象。
从宝洁到家乐氏,如今又落入玛氏手中。
品客薯片的增长也反映了全球品牌业务的另一个方面:所有权的变更。品客薯片此前隶属于宝洁公司,后于2012年被家乐氏收购,之后家乐氏分拆上市,品客薯片又归凯拉诺瓦公司所有。
2025 年,玛氏收购了 Kellanova,正式将 Pringles、Cheez-It 和 Pop-Tarts 整合到玛氏零食业务中,这是一个重大转折点。
该交易价值约 359 亿美元,是一项关键收购,它将玛氏的零食产品组合从其现有的 M&M's、士力架、特趣、多芬、彩虹糖和 Extra 等品牌扩展到包括 Kellanova 的品客薯片和 Cheez-It 等品牌。
因此,当玛氏公司在全球范围内拓展品客薯片业务时,随之而来的不仅是市场营销,还有构建高效的生产网络,以便将产品高效地生产并分销到各个市场。而泰国正成为这一网络中的关键节点之一。
玛氏公司投资超过70亿泰铢,在泰国开设其首家品客薯片工厂。
玛氏公司近日宣布,其在泰国春武里府的首家品客薯片生产工厂正式投产,投资额超过70亿泰铢。同时,第二条生产线也已投入运营,以提高产能并满足区域市场需求。
该工厂将位于东部经济走廊(EEC),厂房面积约为73800平方米,项目总面积约为208000平方米。
有趣的是,虽然这家工厂位于泰国,但其目标市场并不局限于泰国,还会出口到该地区的其他市场。目前,该工厂已开始向印度、香港和台湾出口品客薯片,并定位为亚太、中东和非洲(AMEA)地区的生产和出口基地。
玛氏零食亚太、中东和非洲(AMEA)总裁 Gabriel Fernandez。
为什么是“泰国”?
玛氏公司的答案包含几个部分,但可以概括为三个主要方面:基础设施、人力资源以及与区域市场相连的地理位置。
首要原因是基础设施。在东部经济走廊(EEC)设立工厂,可以为泰国提供能够支持大规模生产的工业区和基础设施,同时泰国的地理位置也使其能够连接到东南亚和亚洲地区的市场。
其次,关于人员配备,玛氏公司表示,该工厂在投产初期创造了170多个直接就业岗位,并投资于员工技能发展和生产能力提升。工厂整体性别比例接近平衡,约50%的领导职位由女性担任。
第三点是供应链。值得注意的是,该工厂近50%的采购预算来自泰国供应商。这意味着,对工厂的影响不仅限于170名员工,还会波及供应链上的其他泰国公司和企业家。
位于春武里府的品客薯片工厂的另一个亮点是,玛氏公司将其定位为智能工厂,并在技术、生产流程和供应链管理方面投入巨资,以支持长期生产。此外,该工厂的正式开业恰逢第二条生产线于2026年9月开始运营,并计划于2027年底开设第三条生产线。
从政府的角度来看,泰国投资促进委员会 (BOI) 认为泰国正在成为世界级品牌全球供应链的一部分,而玛氏的投资反映了泰国作为先进制造业和长期外国投资基地的潜力,以及创造就业机会、发展技能和加强国内供应链的潜力。
信息来源:品客薯片、《大西洋月刊》、玛氏公司、《卫报》
点击阅读更多品牌故事专栏文章。
阅读 ThairathMoney 的商业新闻、营销策略和独家专访,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Pimchaya Phamorapol:从数字经济到品牌识别的艺术